<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ร่วมทีมนายกรัฐมนตรี ถกจีนเพิ่มนำเข้าสินค้าไทย เร่งจด GI ชวนมาลงทุน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176381</link>
<guid isPermaLink="false">e739db42245b2fa3268cec107d3b28f8</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ร่วมทีมนายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีจีน และประธานสภาประชาชนแห่งชาติของจีน ผลักดันซื้อผลไม้ไทย สินค้าเกษตรนวัตกรรม อาหารเพื่อสุขภาพจากไทยเพิ่มขึ้น ชวนเพิ่มการลงทุนในไทย เร่งรับจดสินค้า GI ของไทย พร้อมลงนาม MoU ร่วมมือเศรษฐกิจ การป้องกันทรัพย์สินทางปัญญา</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเดินทางเข้าร่วมการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 19 - 20 ก.ค. 2569 ณ กรุงปักกิ่ง ว่า ตนได้เข้าร่วมการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขับเคลื่อนการขยายตลาดสินค้าพรีเมียมของไทยที่ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคชาวจีน อาทิ ผลไม้ไทย สินค้าเกษตรนวัตกรรม อาหารเพื่อสุขภาพ โดยไทยมุ่งหวังให้จีนนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นเพื่อให้เกิดการค้าที่สมดุล ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพจากจีน โดยผลักดันการใช้ Local Content ในไทย<br />
ทั้งนี้ ยังได้ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะการขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทยในจีน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น<br />
ขณะเดียวกัน ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ 1. MoU ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์สองฝ่าย ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเจรจาความตกลงยกระดับการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) โดยจะมีการจัดตั้งกลไกการประสานงานสองฝ่าย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานไทย-จีน ตลอดจนเสริมสร้างบทบาทและยกระดับขีดความสามารถของ MSMEs ให้สามารถมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของสาขาต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียว<br />
2.MoU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดของจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนกำหนดจุดติดต่อประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นทั้งในตลาดภายในประเทศและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของแต่ละฝ่าย<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ผู้นำสองฝ่ายได้พูดคุยกันไว้จากการเยือนทางการของท่านนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ในการประชุม JC เศรษฐกิจไทย-จีน ซึ่งดิฉันและท่านรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง ของจีนจะทำหน้าที่เป็นประธานร่วมกันต่อไป&rdquo; นางศุจีกล่าว<br />
จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 การค้าไทยกับจีนมีมูลค่า 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.13 เมื่อเทียบกับปี 2567 และในช่วง 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 74,140.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.38 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยแบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปจีน 18,754.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจากจีนมาไทย 55,386.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำคัญของไทย อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ยางพารา ในขณะที่สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากจีน อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยเป็นการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าขั้นกลาง และชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีน ซึ่งมีมูลค่าสูงและเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทยที่สะท้อนบทบาทของไทยในการเชื่อมโยงไทยกับห่วงโซ่อุปทานการในผลิตในระดับโลกอีกด้วย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9540">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ZLUfhJr1?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260721e62b73f9d0cc6365fbd7ee1726ea2853084655.jpg' type='image/jpg' length='704721' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”แวะญี่ปุ่นโปรโมตสินค้าไทย ถก HTA ผลักดันส่งออกกล้วยหอม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176103</link>
<guid isPermaLink="false">1d8d1c0458b55cae14a23d4d7af9bb82</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 08:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ใช้โอกาสเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น แวะโปรโมตสินค้าไทยที่ห้างอิออน สาขานาริตะ และเยี่ยมชมการจำหน่ายสินค้าและผลไม้ไทย พบได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด ส้มโอ เผยยังได้แวะร้านอาหาร แก้วใจ ที่ได้รับตรา Thai SELECT และหารือกับ HTA ผลักดันส่งออกกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ใช้ช่วงเวลาเปลี่ยนเครื่องระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายอาหารและผลไม้ไทย ณ ห้างอิออน สาขานาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อช่วยโปรโมตสินค้าไทยและรับฟังสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าไทยในตลาดญี่ปุ่น<br />
ทั้งนี้ จากการเยี่ยมชมการจำหน่ายผลไม้และสินค้าอาหารไทย พบว่า ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทุเรียนไทย ที่ได้รับการยอมรับและมีความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลไม้ไทยอื่น ๆ เช่น มังคุด และส้มโอ ตลอดจนอาหารและขนมไทยที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเลือกซื้อในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในการขยายตลาดระดับพรีเมียมในญี่ปุ่น<br />
นอกจากนี้ ได้เยี่ยมชมร้านอาหารไทย &ldquo;แก้วใจ&rdquo; ในจังหวัดชิบะ ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT และเปิดให้บริการอาหารไทยรสชาติต้นตำรับมายาวนานกว่า 25 ปี นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ยังได้หารือกับ นางพิมใจ มัตสึโมโต ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (Honorary Trade Advisor: HTA) และ นายโนบุโอะ ชิราฮามะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากล้วยหอมของญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าการผลักดันการส่งออกกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยสดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี โดยกว่าร้อยละ 80 เป็นการนำเข้าจากประเทศในอาเซียน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและขยายการส่งออกกล้วยหอมคุณภาพสู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น<br />
โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มีกำหนดการนำผู้นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางลงพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอม พบเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้เกิดการสั่งซื้อ โดยมีเป้าหมายหลักในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกล้วยหอมในประเทศญี่ปุ่นให้ได้เพิ่มขึ้นต่อไป</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9533">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/1mLspNtm?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260720e9cedce5a65adc56148c098be0cc8584085042.jpg' type='image/jpg' length='560969' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกจีน ขอช่วยส่งเสริม SME ไทย ซื้อข้าว ขายปุ๋ย เปิดตลาดเกษตรเพิ่ม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175854</link>
<guid isPermaLink="false">575abc7729dfad2079c6d8805c536bf9</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;หารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ติดตามข้อเสนอช่วยผลักดัน SME ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์จีน พร้อมขอเร่งซื้อข้าว ขายปุ๋ยเคมี เร่งพิจารณาส่งออกสัตว์ปีก น้ำเชื่อม เปิดตลาดสละและอินทผลัม เห็นพ้องขยายร่วมมือ GI อีคอมเมิร์ซ เร่งบังคับใช้ ACFTA 3.0 และดึงลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย</strong><br />
นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นประธานร่วมกับนายเยียน ตง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Sub-Committee on Trade and Investment) ไทย-จีน ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ตามที่ได้เคยมีการหารือกันไว้<br />
โดยทั้งสองฝ่ายได้ติดตามผลการหารือทวิภาคีระหว่างรองนายกรัฐมนตรีสองฝ่ายที่พบกันในช่วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค เมื่อเดือน พ.ค.2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะข้อเสนอโครงการนำร่องของไทย ในการร่วมลงทุนนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาพัฒนาสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้าพรีเมียม ซึ่งขณะนี้ฝ่ายไทยเริ่มหารือกับผู้ประกอบการสินค้าเป้าหมายในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารสำหรับผู้สูงอายุแล้ว<br />
ทั้งนี้ ยังได้ติดตามข้อเสนอในการส่งเสริม SME ไทย ให้เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน เพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคชาวจีน โดยฝ่ายจีนเห็นพ้องกับข้อเสนอของฝ่ายไทย และเห็นว่าสินค้าภายใต้โครงการนำร่องของไทยจะตอบสนองต่อความต้องการของคนจีน เนื่องจากจีนมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปี ประมาณ 320 ล้านคน โดยที่ผ่านมา จีนได้สนับสนุน SME ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าของจีนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายพื้นที่จัดงาน อาทิ งานแสดงสินค้า China-ASEAN EXPO (CAEXPO) พร้อมทั้งเห็นว่าควรกำหนดมาตรการส่งเสริม SME ในกลุ่มที่มีศักยภาพให้ชัดเจน<br />
&ldquo;ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อเร่งให้ข้อเสนอดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และให้จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นการประชุมระดับรองนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว ซึ่งจีนพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ในช่วงต้นปี 2570&rdquo;<br />
นางปิยนุชกล่าวว่า ตนยังได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นการส่งออกสินค้าเกษตร อาทิ การเร่งซื้อขายข้าวไทยงวดต่อไป จำนวน 60,000 ตัน การขอให้จีนพิจารณาขายปุ๋ยเคมีในประเภทที่ไทยต้องการ การขอให้จีนเร่งกระบวนการพิจารณาการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกและน้ำตาลเชื่อมจากไทยไปจีน ตลอดจนเร่งกระบวนการเปิดตลาดสินค้าผลไม้จากไทยไปจีน ได้แก่ สละและอินทผลัม โดยฝ่ายจีนพร้อมที่จะสนับสนุนข้อเรียกร้องของไทย และยินดีที่จะนำเข้าผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และมะพร้าว<br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น ความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำหรับสินค้าที่ได้เสนอระหว่างกันโดยเร็ว ความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งฝ่ายไทยขอให้จีนสนับสนุนการอบรมด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ภาคเอกชนไทยเพิ่มขึ้น และความร่วมมือด้านพหุภาคีและภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้พิธีสารยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) มีผลใช้บังคับโดยเร็ว การเร่งกระบวนการขยายสมาชิกของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ตลอดจนการส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดนภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC)<br />
สำหรับความร่วมมือด้านการลงทุน ไทยได้เชิญชวนให้จีนมาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมหลายสาขาอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การวิจัยและพัฒนา การออกแบบ และการผลิตขั้นต้นน้ำ และขอให้จีนพิจารณาลงทุนที่ไทยทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้ชิ้นส่วนและแรงงานไทย ซึ่งไทยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในการขยายมูลค่าการค้าในการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ในขณะที่จีนก็เชิญชวนผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในจีน และพร้อมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในทุกระดับ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9527">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/EYUir4r4?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260717d6ca7af2b2e434bb39baf74625ae16a4084005.jpg' type='image/jpg' length='198883' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”พัฒนาฐานข้อมูล “สหบรรณานุกรม” ช่วยคนพิการเข้าถึงงานลิขสิทธิ์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175671</link>
<guid isPermaLink="false">54dda3b3af44a5b16c32a6666486c7b5</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าพัฒนาฐานข้อมูลกลาง &ldquo;สหบรรณานุกรม&rdquo; เป็นศูนย์รวมข้อมูลข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการและผู้เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเหมาะสม</strong><br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดทำฐานข้อมูลกลางในรูปแบบ &ldquo;สหบรรณานุกรม&rdquo; (Union Catalogue) เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมฯ เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลที่จัดทำขึ้นภายใต้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการตามมาตรา 32/4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้เกี่ยวข้องสามารถสืบค้นข้อมูลและเข้าถึงสื่อที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความซ้ำซ้อนในการผลิตสื่อรูปแบบเดียวกัน ตลอดจนช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถตรวจสอบการนำผลงานงานของตนไปทำซ้ำหรือดัดแปลงเป็นสื่อในรูปแบบที่คนพิการเข้าถึงได้อย่างโปร่งใสและเหมาะสม<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้หารือกับผู้แทนจากมูลนิธิคนตาบอดไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลการใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการ ตลอดจนแนวทางการจัดทำฐานข้อมูลกลางในรูปแบบสหบรรณานุกรม (Union Catalogue) บนเว็บไซต์ของกรม เพื่อให้ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ผลิตสื่อตามข้อยกเว้นนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกแก่คนพิการและผู้เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเหมาะสม<br />
ปัจจุบันกรมได้พัฒนาและปรับปรุงระบบการยื่นแจ้งข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการดำเนินงานให้แก่องค์กรที่ได้รับอนุญาต โดยมีองค์กรที่ได้รับอนุญาตยื่นข้อมูลการใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการผ่านระบบแล้วจำนวน 4 องค์กร จากทั้งหมด 14 องค์กรตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ ศูนย์บริการสนับสนุนนักศึกษาพิการระดับอุดมศึกษา (DSSC) มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิคนตาบอดไทย และมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์<br />
โดยกรมมีแผนประชาสัมพันธ์และประสานความร่วมมือไปยังองค์กรที่เหลือเพื่อร่วมกันเติมเต็มฐานข้อมูลให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ และยังพร้อมเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลการจัดทำสื่อสำหรับคนพิการต่อสาธารณะ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางและคัดกรองรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)<br />
ที่ผ่านมา แม้กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์โดยเพิ่มบทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการไว้ในมาตรา 32/4 ซึ่งกำหนดให้องค์กรที่ได้รับอนุญาตตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ พ.ศ. 2562 สามารถทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ให้อยู่ในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ในทางปฏิบัติ คนพิการยังคงเผชิญข้อจำกัดในการค้นหาและเข้าถึงข้อมูลหรือสื่อการเรียนรู้ เนื่องจากต้องติดต่อสอบถามข้อมูลจากห้องสมุดหรือองค์กรคนพิการแต่ละแห่งโดยตรง ทำให้ไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควรและอาจไม่พบสื่อที่ต้องการใช้<br />
ขณะเดียวกัน เจ้าของลิขสิทธิ์เองก็ไม่มีฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีองค์กรหรือหน่วยงานใดได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงงานลิขสิทธิ์ของตนไปเป็นสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ ทำให้ยากต่อการกำกับดูแลหากการดำเนินการดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้สร้างสรรค์เกินสมควรกว่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางสำหรับรวบรวมข้อมูลและสื่อการเรียนรู้ที่ได้มีการทำซ้ำหรือดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้คนพิการและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่างานลิขสิทธิ์ใดได้รับการจัดทำเป็นสื่อสำหรับคนพิการแล้ว และสื่อเหล่านั้นถูกจัดเก็บหรือเผยแพร่โดยหน่วยงานใด<br />
นอกจากนี้ มาตรา 32/4 ของกฎหมายลิขสิทธิ์ ยังเป็นการดำเนินการตามสนธิสัญญามาร์ราเคช ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อปลดล็อคให้องค์กรที่ทำงานด้านคนพิการสามารถนำงานอันมีลิขสิทธิ์ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ มาทำเป็นอักษรเบรลล์ หนังสือเสียง หรือหนังสือรูปแบบอื่น และเผยแพร่ให้แก่คนพิการ รวมถึงสามารถแลกเปลี่ยนสื่อสำหรับคนพิการกับประเทศภาคีสนธิสัญญามาราเคซ 103 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ได้ โดยไม่ต้องจัดทำขึ้นใหม่ อันเป็นการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางสังคมในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์จากทั่วโลก</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9520">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/shrLu9Ql?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202607169fe909b3d97ad8ee6afd7396bf4c296c084637.png' type='image/png' length='1036186' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยขอผู้ประกอบการชะลอนำเข้ามะพร้าวแกงได้ผล ยอดแทบไม่มี]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175438</link>
<guid isPermaLink="false">f358306b712287e1f9c6257b272daefe</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศติดตามผลขอความร่วมมือผู้ประกอบการชะลอนำเข้ามะพร้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว พบล่าสุดชะลอนำเข้าเกือบทั้งหมดแล้ว ทั้งกรอบ WTO และ AFTA และหันซื้อในประเทศแทน</strong><br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2569 ที่ผลผลิตมะพร้าวออกสู่ตลาดมากตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวประสบปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ กรมได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาตามบัญชานางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ติดตามสถานการณ์มะพร้าวผลแก่อย่างใกล้ชิด โดยได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้นำเข้าโดยทันที เพื่อขอให้ผู้นำเข้าชะลอการนำเข้ามะพร้าว และเพิ่มการรับซื้อผลผลิตในประเทศ จนปัจจุบันผู้นำเข้าได้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลแก่เกือบทั้งหมดแล้ว<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้มอบหมายให้นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชุมพร ร่วมกับกรมการค้าภายใน พบหารือกับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้รวบรวม และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการดำเนินการตามมาตรการที่กรมกำหนด และจะนำข้อมูลข้อเท็จจริง และข้อเสนอเกษตรกรที่ได้จากการลงพื้นที่ เสนอต่อคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เพื่อเร่งผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระดับนโยบายโดยเร่งด่วนต่อไป<br />
สำหรับการนำเข้ามะพร้าวกรอบ WTO ในโควตา และ AFTA ที่ผู้นำเข้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต้องปฏิบัติตามมาตรการที่เข้มงวด อาทิ ผู้มีสิทธินำเข้าต้องเป็นโรงงานที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิต กำหนดช่วงเวลานำเข้า และเฉพาะกรณี AFTA ห้ามนำมะพร้าวนำเข้าไปจำหน่ายจ่ายโอนและห้ามนำไปจ้างกะเทาะนอกโรงงาน เป็นต้น ซึ่งทำให้ปัจจุบันไม่มีผู้นำเข้ามะพร้าวผลแก่โดยใช้สิทธิทั้ง 2 กรอบความตกลงดังกล่าว และการนำเข้าทุกกรอบความตกลงกำหนดให้นำเข้าได้เพียง 2 ด่าน (ด่านสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพฯ และแหลมฉบัง) ทั้งนี้ สำหรับกรอบ WTO นอกโควตา ซึ่งผู้นำเข้าใช้สิทธินำเข้าในปัจจุบัน ภาษีร้อยละ 54<br />
ในช่วง 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) ไทยมีการนำเข้ามะพร้าวผลแก่ 79,126.99 ตัน ลดลงเกือบร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีการนำเข้า 188,858.22 ตัน ซึ่งทั้งหมดเป็นการนำเข้าโดยใช้สิทธิชำระภาษีนอกโควตา WTO และมีผู้นำเข้าซึ่งเป็นโรงงานผลิตกะทิสำเร็จรูปส่วนใหญ่ผลิตเพื่อส่งออกเพียง 10 ราย ทั้งนี้ การส่งออกกะทิสำเร็จรูปและกะทิแช่แข็งที่เป็นอีกหนึ่งสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ช่วง 5 เดือน มีมูลค่าการส่งออกกว่า 6,134.08 ล้านบาท<br />
&ldquo;กรมจะมุ่งบริหารจัดการการนำเข้าสินค้ามะพร้าวให้สอดคล้องกับสถานการณ์โดยเป็นไปตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ควบคู่กับการรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการการนำเข้าและผลผลิตมะพร้าวในประเทศเกิดความสมดุล สอดคล้องกับสถานการณ์ และเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9517">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Oy5k2CZQ?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260715a6306d2a32ee7587d3b270ec1455018c084934.jpg' type='image/jpg' length='272799' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ช่วยชาวสวน ของบกลางซื้อมะพร้าวแกงราคานำตลาด รับมือผลผลิตออกมาก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175129</link>
<guid isPermaLink="false">dad67bdb78a4f968d17803d8b738c455</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;โฆษกพาณิชย์&rdquo; ชี้แจงความคืบหน้าการแก้ปัญหามะพร้าวแกง ตามข้อสั่งการ &ldquo;ศุภจี&rdquo; ประสานโรงงาน ล้ง เข้ารับซื้อแล้วกว่า 11 ล้านลูก แต่พบมีเกษตรกรบางส่วนได้รับการช่วยเหลือไม่ทั่วถึงและตกหล่น และผลผลิตกำลังออกอีกมากในช่วงนี้ มอบกรมการค้าภายในของบกลาง เพื่อรับซื้อมะพร้าวแกงในราคานำตลาด มอบกรมการค้าต่างประเทศติดตามการนำเข้ามะพร้าวอย่างใกล้ชิดต่อไป &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหามะพร้าวแกงตามข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งปลูกมะพร้าว ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร ได้ประสานโรงงาน ผู้ประกอบการ และล้ง เข้ารับซื้อมะพร้าวแกงจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยรับซื้อแล้วกว่า 11 ล้านลูก จากเป้าหมาย 10 ล้านลูก แยกเป็น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 5.88 ล้านลูก จังหวัดนครศรีธรรมราช 0.724 ล้านลูก และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ 5.36 ล้านลูก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลในพื้นที่ พบว่า ยังมีกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่รับซื้อผ่านเครือข่ายล้งและกลุ่มเกษตรกรคู่ค้าเดิม ประกอบกับมีข้อจำกัดด้านมาตรฐานที่ผู้นำเข้ากำหนด เช่น GAP, Monkey-free Certificate และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) กระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายให้กรมการค้าภายในของบกลางเพื่อรับซื้อมะพร้าวแกงในราคานำตลาดเพิ่มเติม ควบคู่กับการสำรวจกลุ่มเกษตรกรที่ยังตกหล่น เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และรองรับผลผลิตที่จะทยอยออกสู่ตลาดในช่วงนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ด้านการนำเข้า กรมการค้าต่างประเทศได้ขอความร่วมมือผู้นำเข้าและโรงงานผลิตกะทิให้งดการนำเข้ามะพร้าวในช่วงผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาด ซึ่งโรงงานยืนยันว่าจะใช้มะพร้าวในประเทศเป็นวัตถุดิบหลัก โดยจากการสำรวจโรงงานแปรรูปมะพร้าว 9 ราย พบว่า ใช้มะพร้าวในประเทศเป็นวัตถุดิบร้อยละ 80 และนำเข้าเพียงร้อยละ 20 ขณะที่การนำเข้ามะพร้าวในช่วง 5 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) มีปริมาณ 79,388 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 190,734 ตัน หรือลดลงกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศยังสามารถติดตามการนำเข้าของโรงงานได้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรงงานต้องขอหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีนอกโควตา WTO (ร.4)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าดูแลราคามะพร้าวแกงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการของบกลางเพื่อรับซื้อมะพร้าวแกงในราคานำตลาด การกำกับดูแลการนำเข้าไม่ให้กระทบผลผลิตในประเทศ และการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ให้เกษตรกรจำหน่ายมะพร้าวได้ในราคาที่สูงกว่าต้นทุนการผลิต&rdquo;นายกรนิจกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันการศึกษา และสถาบันการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรฐานการส่งออก เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปภายใต้แนวคิด Circular Economy และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ผลผลิตมะพร้าวแกงปี 2569 อยู่ที่ 608 ล้านลูก เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากปีก่อน โดยผลผลิตเริ่มออกมากตั้งแต่เดือน มิ.ย.2569 และคาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีกประมาณ 69 ล้านลูกในช่วงปัจจุบันถึงเดือน ส.ค.2569 ซึ่งโรงงานและล้งอาจรองรับได้ไม่ทั้งหมด กระทรวงพาณิชย์จึงเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า เพื่อผลักดันให้เกษตรกรจำหน่ายมะพร้าวแกงได้ในราคาที่คุ้มค่ากับต้นทุน และได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9515">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/JHI3V9EU?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/file/get/file/202306193051d0a8b18bc8e386c0ec3b3d03c08b135357.jpg' type='image/jpg' length='' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ผนึกรัฐ เอกชน ยกระดับป้องกันการละเมิด รณรงค์ไม่ซื้อ ไม่ใช้ของปลอม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174799</link>
<guid isPermaLink="false">8804601da97b6f8bdfea09c59fb3ab00</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ และสถานเอกอัครราชทูตในไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการเคารพสิทธิ์ การยกระดับป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมจัดพิธีลงนาม MOU ป้องกันการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา CIB บก.ปอศ. และช้อปปี้ ร่วมมือป้องกันการละเมิด และมอบบันทึกความร่วมมือให้ยูนิลีเวอร์ ที่ร่วมมือระงับขายสินค้าละเมิดบนอินเทอร์เน็ต ก่อนนำทีมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้แนวคิด &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย และหน่วยงานต่างประเทศเข้าร่วม ณ พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และบริเวณ Walking Street สยามสแควร์ ว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในความสำคัญของการเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในท้องตลาดและบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัญหาที่ฉุดรั้งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค อีกทั้งยังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ และประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญายังเป็นปัจจัยสำคัญที่ประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ใช้ประกอบการพิจารณาสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และบรรยากาศการค้าการลงทุนของประเทศ<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้เดินหน้าพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง ควบคู่กับการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทย รวมทั้งพัฒนากลไกความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบทรัพย์สินทางปัญญา ให้ทัดเทียมสากล และผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นางศุภจีกล่าวว่า เพื่อเป็นการต่อยอดและยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าของสิทธิ์ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยกระดับความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การสืบสวน และการขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ &nbsp;<br />
พร้อมกันนี้ ยังจัดพิธีรับมอบบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญากับบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญารายล่าสุดที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วมเครือข่ายความร่วมมือในการนำมาตรการ Notice and Takedown มาใช้ระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ปัจจุบันเครือข่ายความร่วมมือดังกล่าวมีสมาชิกเพิ่มเป็น 45 องค์กร ประกอบด้วยหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ 3 องค์กร ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา 37 องค์กร และผู้ประกอบการด้านอินเทอร์เน็ต 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ ลาซาด้า, ช้อปปี้, TikTok Shop, Nex Gen Commerce และ LINE สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เจ้าของสิทธิ์ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ในการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการรณรงค์ &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา และให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบและโทษภัยของสินค้าปลอมต่อประชาชนผู้บริโภค และการปกป้องสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้สร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมปลูกฝังค่านิยมการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยนิทรรศการดังกล่าวจะจัดแสดงถึงวันที่ 12 ก.ค.2569 ณ บริเวณห้องโถง (Foyer) ชั้น 5 พารากอน ฮอลล์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยมุ่งเน้นการจัดการกับแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย และผู้กระทำผิดรายใหญ่ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการสกัดกั้นและระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดอย่างทันท่วงที ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และเกิดประสิทธิผลในเชิงป้องปรามอย่างชัดเจน โดยช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) สามารถจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ 456 คดี และตรวจยึดของกลางได้ 1,654,698 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 786 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนผู้บริโภค จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกัน &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เคารพสิทธิ์ สนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนหากพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0 2547 4702 หรือสายด่วน 1368&rdquo;นางอรมนกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจีพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย หน่วยงานต่างประเทศ และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ ได้ร่วมกิจกรรมเดินรณรงค์จากบริเวณลานหน้า Siam Square One ไปยัง Walking Street สยามสแควร์ เพื่อเชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ ร่วมกันแสดงพลัง &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; สร้างค่านิยมในการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และตระหนักถึงภัยอันตรายของสินค้าปลอม หลีกเลี่ยงการซื้อและใช้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อตัดวงจรการผลิตและจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกจากตลาด</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9507">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/G9InUqGF?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026071315da2a961e0b6e7498614d15f167d11e083706.jpg' type='image/jpg' length='223509' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี พ.ค.69 เพิ่ม 1.82% บวก 3 เดือนติด ทองยังแรงพุ่ง 55.75%]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174574</link>
<guid isPermaLink="false">f3c0a2dbf272aa06ce78903d178916db</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ พ.ค.69 ไม่รวมทองคำ 860.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 1.82% ขยายตัว 3 เดือนติด ได้แรงหนุนหลายตลาดต้องการ เว้นสหรัฐฯ ที่ยังลด จากเร่งนำเข้าก่อนหน้า รวม 5 เดือน 15,663.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.41% เฉพาะทองคำส่งออก 1,413.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 55.75% จากความต้องการซื้อของธนาคารกลาง การลงทุนในทองคำ แม้ว่าราคาโลกเริ่มลดลง จับตา ก.ค. หลัง G7 ห่วงเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ สงครามตะวันออกกลางกลับมาปะทุ &nbsp;</strong><br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน พ.ค.2569 มีมูลค่า 860.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.82% ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,274.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.74% รวม 5 เดือนปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 7,371.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.11% รวมทองคำมูลค่า 15,663.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.41%<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือน พ.ค.2569 มีมูลค่า 1,413.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 55.75% โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศ การลงทุนในทองคำ และความต้องการใช้ทองคำในเครื่องประดับ แม้ว่าราคาทองคำตลาดโลกจะเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 4,587.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลดลง 3 เดือนติดต่อกัน เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่อนคลาย กองทุน SPDR Gold มีการขายทองคำออกมา และรวม 5 เดือน ส่งออกทองคำ 8,291.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 51.62% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% มี.ค.2569 มูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.28% และเม.ย.2569 มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออก อินเดีย เพิ่ม 2.84% ฮ่องกง เพิ่ม 8.59% เยอรมนี เพิ่ม 41.77% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 67.15% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 65.60% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 5.50% อิตาลี เพิ่ม 32.17% ญี่ปุ่น เพิ่ม 42.08% เบลเยี่ยม เพิ่ม 22.36% ส่วนสหรัฐฯ ลด 11.371% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการส่งออก เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 68.17% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 15.59% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 2,674.53% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 73,582.81% พลอยก้อน เพิ่ม 136.86% เพชรก้อน เพิ่ม 36.73% เพชรเจียระไน เพิ่ม 11.32% โลหะเงิน เพิ่ม 142.46% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 4.43% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 0.48% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 1.48%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในช่วงเดือน ก.ค.2569 จะยังได้รับผลดีจากการที่ผู้นำเข้าเร่งซื้อสินค้า เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความกังวลด้านห่วงโซ่อุปทานและวัตถุดิบที่จะสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและเอื้อต่อการส่งออก แต่ก็ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง หลังจากกลุ่ม G7 และยุโรปออกคำเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อรอบใหม่ ความเสี่ยงทางการค้า รวมไปถึงนโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาว่าจะได้ข้อสรุปอย่างไร และวิกฤตในตะวันออกกลาง ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง &nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9497">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/HHYX5fI5?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260710b6e27078f5f2b53904440761b8906cef090231.jpg' type='image/jpg' length='322729' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยโชว์วิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา บนเวทีสมัชชาใหญ่ WIPO]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174297</link>
<guid isPermaLink="false">95b00b22bfa949376add25550bf3261a</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ไทยเข้าร่วมประชุมประจำปีสมัชชาใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่เจนีวา ร่วมกำหนดทิศทางและติดตามการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา &ldquo;กิริฎา&rdquo;แสดงความภาคภูมิใจ WIPO ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตด้านแฟชันและการออกแบบแด่ &ldquo;เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี&rdquo; พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ของไทย ที่มุ่งผลักดันแปลงไอพีเป็นทุน เตรียมเข้าเป็นภาคีกรุงเฮก สนธิสัญญา WPPT และการใช้ GI สร้างมูลค่าเพิ่ม</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO General Assembly) ครั้งที่ 68 ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของประเทศสมาชิก WIPO และปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7&ndash;15 ก.ค.2569 เพื่อกำหนดทิศทางและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้กรอบ WIPO รวมทั้งแลกเปลี่ยนพัฒนาการและประเด็นสำคัญด้านทรัพย์สินทางปัญญาในระดับระหว่างประเทศ โดยมีหัวหน้าสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาและผู้แทนจากประเทศสมาชิก WIPO กว่า 194 ประเทศเข้าร่วม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในการประชุมครั้งนี้ นายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่ WIPO ได้นำเสนอผลการดำเนินงานขององค์กรในภาพรวม ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ บทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ความก้าวหน้าของบริการระหว่างประเทศของ WIPO การสนับสนุนประเทศสมาชิกในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนทิศทางการดำเนินงานของ WIPO ในอนาคต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ดร.กิริฎากล่าวว่า ตนได้ใช้โอกาสนี้ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม WIPO GA โดยแสดงความภาคภูมิใจในโอกาสแห่งประวัติศาสตร์ที่ WIPO ได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่ง &ldquo;ทูตด้านแฟชันและการออกแบบของ WIPO&rdquo; หรือ WIPO Ambassador for Fashion and Design แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นพระองค์แรกของโลก ด้วยพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและยกระดับช่างฝีมือในท้องถิ่นของไทยให้สามารถพัฒนาหัตถศิลป์ดั้งเดิมให้สอดรับกับการออกแบบสมัยใหม่ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้อย่างงดงาม โดยบทบาทในระดับโลกครั้งนี้ พระองค์จะทรงสามารถแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จแก่ประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพื่อยกระดับงานหัตถกรรมของชุมชนท้องถิ่นสู่เวทีโลก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเน้นย้ำว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต พร้อมทั้งได้นำเสนอความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาแห่งอนาคตเพื่อประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน<br />
โดยมีแผนดำเนินการตาม 3 แนวทางสำคัญ คือ 1.การผลักดันระบบ IP Finance ของประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME และสตาร์ตอัปสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน 2.การเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (Hague Agreement) และสนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียง (WPPT) เพื่อยกระดับการคุ้มครองนักออกแบบ ศิลปิน นักแสดง และนักดนตรีไทยในระดับสากล และ 3.การใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า GI ผ่านการสร้างแบรนด์ การปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิต และการเชื่อมโยงสินค้า GI สู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งโดยเฉลี่ยสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น 2-5 เท่า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การประชุม WIPO GA ในปีนี้ได้สะท้อนทิศทางร่วมของ WIPO และประเทศสมาชิกในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การค้าและการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets) ถึง 3 เท่า โดยเห็นพ้องว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านกฎหมายหรือเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ผ่านการสร้างแบรนด์ การออกแบบ และนวัตกรรม<br />
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการคุ้มครองสิทธิ์ และทุกประเทศยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา (IP Ecosystem) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งล้วนเป็นทิศทางที่ประเทศไทยกำลังผลักดันเช่นเดียวกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การประชุม WIPO GA ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานของคณะทำงานภายใต้กรอบ WIPO ทั้งในด้านลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียง สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม เป็นต้น ตลอดจนทิศทางการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและจะนำผลการหารือมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายและระบบบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในอนาคต ซึ่งกรมพร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับ WIPO และประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่สมดุล ครอบคลุม เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกัน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9493">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/cJZu7SAA?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026070909c6171e5472cc037fab6f9869fef821083829.jpg' type='image/jpg' length='242771' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ผลักดัน The Harmony Model โมเดลใหม่เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174056</link>
<guid isPermaLink="false">db9df17ee957f7200cfa26363b7f5cff</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เดินหน้าผลักดัน The Harmony Model โมเดลใหม่ที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วยการผลิตสินค้าที่ใช่ หาตลาดให้เจอ และผลักดันเป็นความมั่นคงทางอาหาร เพื่อเพิ่มโอกาสการขายในตลาดโลก ยันพาณิชย์พร้อมช่วยสนับสนุนเต็มที่</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการลงพื้นที่ จ.ราชบุรี และได้มีโอกาสติดตามต้นแบบการพัฒนามะพร้าวน้ำหอมมูลค่าสูงของ &ldquo;อะโรแมติกฟาร์ม&rdquo; ซึ่งเป็นตัวอย่างของการยกระดับสินค้าเกษตรไทยจาก&ldquo;สินค้าปริมาณ&rdquo; สู่ &ldquo;สินค้ามูลค่าสูง&rdquo; ว่า กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดในการผลักดัน The Harmony Model เพื่อนำมาใช้เป็นโมเดลต้นแบบในการยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศตลอดห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการผลักดันให้เกษตรกร &ldquo;ผลิตสินค้าเกษตรที่ใช่ หาตลาดให้เจอ และต้องเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้กับตลาด&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ภายใต้โมเดลดังกล่าว จะผลักดันให้เกษตรกรผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด (Demand-driven) ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณ โดยมาตรฐานอาจจะเป็นระบบการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์โดยชุมชน (Participatory Guarantee System หรือ PGS) มาตรฐานการทำเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี (Good Agricultural Practices หรือ GAP) มาตรฐานออร์แกนิก (Organic) หรือการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และเมื่อผลิตสินค้าที่ใช่ และเจอตลาดแล้ว ก็ต้องมีการขยายกลุ่มสมาชิก ควบคู่ไปกับเพิ่มแรงจูงใจให้สมาชิกในการผลิตสินค้าคุณภาพ มาตรฐาน และต้องเร่งหาตลาดเพิ่มตลอดเวลา เพื่อแก้ปัญหาจุดบอดของเกษตรกรที่ส่วนใหญ่จะทำการผลิตเพียงอย่างเดียว&nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับอะโรแมติกฟาร์ม ที่เป็นต้นแบบของแนวคิด The Harmony Model ที่จะเกิดขึ้นนี้ ได้มีการพูดคุยกับ น.ส.นวลลออ เทอดเกียรติกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท อะโรแมติก ฟาร์ม จำกัด ทราบว่า ในแต่ละปีมียอดจองสั่งซื้อมะพร้าวน้ำหอมตลอดทั้งปีจากบริษัท โรงแรม และหน่วยงานที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจที่สูงมาก รวมถึงจำนวนสมาชิกเกษตรกรเครือข่ายรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง และยังได้ต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้แก่กลุ่มเครือข่ายสมาชิกและผลิตภัณฑ์ โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และแนวคิด Valued Waste เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกร และที่มากสุดไปกว่านั้นคือการต่อยอดถึงขั้นการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการนำมาต่อยอดกับ (Carbon Credit)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างเครือข่ายเกษตรกร มีการเทรนนิ่งให้กับเกษตรกร ให้มีแนวคิดและทัศนคติที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้ปริมาณตามที่ตกลงกับผู้ซื้อ มีการพัฒนาแฟลตฟอร์มกลางให้ความรู้แก่สมาชิกตั้งแต่ต้นน้ำ (การเพาะปลูกและการดูแล) กลางน้ำ (เทคนิคการผ่าน้ำ คว้านเนื้อ แปรรูปสินค้าอื่น วุ้น โยเกิร์ต และไอศครีม) และมีการติดตามหลังเรียนรู้จบก่อนนำเข้าสู่สมาชิกอะโรแมติกฟาร์ม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ยังได้สร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผ่านการขับเคลื่อน Circular Economy โดยให้ความสำคัญกับแนวคิด Valued Waste โดยนำเปลือกมะพร้าว กะลามะพร้าว และวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นไบโอชาร์ และผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ วัสดุบรรจุภัณฑ์ เชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และพลังงานทดแทน ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรมและการแปรรูป และวัสดุที่เหลือใช้ยังคงมีเหลือปริมาณมาก ได้นำมาแปรรูป บด ผสมแป้งมัน น้ำ เป็นถ่านชีวภาพ และมวลอิฐเบา Biochar ซึ่ง โมเดล Biochar Construction Materials นี้ กลุ่มไม่ได้คิดเพียงนำไปขายตรงในตลาด แต่ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ในการต่อยอดในธุรกิจ Biochar Carbon Credit ด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ จะนำรูปแบบที่อะโรแมติกฟาร์ม ขับเคลื่อนและทำได้สำเร็จ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งใน The Harmony Model ที่กำลังจะขับเคลื่อนไปสู่สินค้าเกษตรอื่น ๆ ให้ใช้เป็นต้นแบบในการผลิตสินค้าเกษตร ตามที่ตลาดต้องการ และต่อยอดไปสู่การแปรรูปเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน การรักษ์โลก และเรื่องคาร์บอน เครดิต โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะให้การสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9490">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/RpWcCiBU?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260708496f3edf63868e9f800783855c458611083631.jpg' type='image/jpg' length='889146' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกผู้เลี้ยงไก่ไข่ ยืนยันไม่มีการขึ้นราคาอีก คาด ส.ค.จะเริ่มปรับลดลง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173789</link>
<guid isPermaLink="false">4944f2a0dd58f5925f17b05b2f4788ec</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 08:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;โฆษกพาณิชย์&rdquo;เผยผลหารือผู้เลี้ยงไก่ไข่ พบการขยับราคาเพิ่มฟองละ 20 สตางค์ ตั้งแต่ 6 ก.ค.69 เหตุต้นทุนเพิ่ม ทั้งค่าอาหารสัตว์ ค่าพลังงาน และค่าบริหารจัดการฟาร์ม แต่จากนี้ จะไม่มีการปรับขึ้นราคาอีก พร้อมคาดเดือน ส.ค.69 ราคาจะปรับลดลง นัดหารือผู้ประกอบการรายใหญ่ ห้างค้าส่งค้าปลีก ช่วยตรึงราคา และนำไข่ไก่ขายผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ลดค่าครองชีพประชาชน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.60 บาท เป็นฟองละ 3.80 บาท หรือเพิ่มขึ้นฟองละ 20 สตางค์ มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.2569 ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์การผลิต ต้นทุน และปริมาณความต้องการบริโภคแล้ว พบว่า การปรับราคาในครั้งนี้เป็นไปตามภาวะต้นทุนการผลิตและปัจจัยด้านสภาพอากาศที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตไข่ไก่ในช่วงที่ผ่านมา หลังผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 ทั้งค่าอาหารสัตว์ ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการฟาร์ม แต่สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคาเพิ่มเติม และแนวโน้มราคาหลังจากนี้จะทยอยปรับลดลงตามกลไกตลาด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันมีไข่ไก่ออกสู่ตลาดเฉลี่ยประมาณ 43 ล้านฟองต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีประมาณ 45 ล้านฟองต่อวัน เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ลดลง ประกอบกับเป็นช่วงที่เกษตรกรทยอยปลดแม่ไก่ยืนกรงตามรอบการเลี้ยงเมื่อมีอายุประมาณ 78&ndash;80 สัปดาห์ ทำให้ปริมาณแม่ไก่ที่ให้ผลผลิตลดลงเป็นการชั่วคราว ขณะที่การส่งออกไข่ไก่ยังอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้เพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อปริมาณไข่ไก่ในประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับความต้องการบริโภคไข่ไก่ เพิ่มขึ้นในช่วงเปิดภาคเรียน รวมถึงกิจกรรมกระตุ้นการจับจ่าย ภายใต้โครงการ&ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ทำให้การบริโภคไข่ไก่และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบเพิ่มขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาในระยะนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และนางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ได้ร่วมประเมินสถานการณ์กับกรมการค้าภายใน และยืนยันตรงกันว่า แนวโน้มราคาไข่ไก่จะไม่ปรับสูงขึ้นกว่านี้ และจะเริ่มปรับลดลงตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค.2569 เป็นต้นไป เนื่องจากสภาพอากาศเอื้อต่อการให้ผลผลิตมากขึ้น แม่ไก่สาวรุ่นใหม่ทยอยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนอาหารสัตว์มีแนวโน้มลดลงจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น อีกทั้งเป็นช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งความต้องการบริโภคไข่ไก่จะลดลงตามฤดูกาล ส่งผลให้ราคาปรับลดลงตามกลไกตลาด&rdquo;นายกรนิจกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ห้างค้าส่งค้าปลีก ให้ช่วยตรึงราคาจำหน่าย เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยได้นัดหารือในวันที่ 7 ก.ค.2569 และยังจะมีการจัดจำหน่ายไข่ไก่ราคาประหยัดผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า) เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินสถานการณ์ร่วมกับผู้เลี้ยง ผู้ค้า ตลาดสด และห้างค้าส่งค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากประชาชนพบผู้ค้าจำหน่ายไข่ไก่ในราคาสูงเกินสมควร สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 โดยผู้กระทำผิดมีความผิดตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9489">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/OeEZGhSm?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260707b87d280ec6cd23634986e7521c76765b082604.jpg' type='image/jpg' length='483901' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ชวนซื้อสินค้า SME ผ่านแพลตฟอร์มสัญชาติไทย ลด 50% รวม 3 วัน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173565</link>
<guid isPermaLink="false">1540b840213decfab2e93f47e899526f</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชวนพี่น้องประชาชน ร่วมชอปสินค้าในโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; ที่นำสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อย สินค้าชุมชน และสินค้า SME จากทั่วประเทศกว่า 2,000 ราย มาจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม NexGen Commerce และ ThailandPostMart ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทย มอบส่วนลด 50% เมื่อซื้อสินค้าระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค.นี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผู้ประกอบการไทยในโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; โดยมอบส่วนลดสูงสุด 50% เมื่อเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการบนแพลตฟอร์ม ThailandPostMart และ NexGen Commerce ระหว่างวันที่ 5&ndash;7 ก.ค.2569 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; เป็นความร่วมมือในการส่งเสริมตลาดออนไลน์ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง โดยรวบรวมสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 2,000 ราย ร่วมจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม NexGen Commerce และ ThailandPostMart ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยแท้ ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ ของฝาก สินค้าชุมชน งานหัตถกรรม และสินค้าไลฟ์สไตล์ให้ประชาชนเลือกซื้อได้อย่างสะดวก พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 3,000 บาท ตามเงื่อนไขของโครงการ<br />
<br />
<br />
โดยผู้สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าขั้นต่ำ 100 บาท จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สามารถใช้สิทธิรับส่วนลด 50% ได้ทันที โดย 1 คนสามารถใช้สิทธิ์ได้ไม่จำกัดจำนวนคำสั่งซื้อ ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม อีกทั้งยังมีบริการจัดส่งที่สะดวกผ่านเครือข่ายของไปรษณีย์ไทย ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการไทยได้ง่ายยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ โครงการนี้ ยังเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ผ่านการสนับสนุนส่วนลดสำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทย โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาด เพิ่มยอดขาย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการไทยในราคาที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินโครงการครั้งนี้ นอกจากจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนแล้ว ยังเป็นการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกลับสู่ผู้ประกอบการไทยโดยตรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นที่เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า เพิ่มรายได้ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมเชื่อมั่นว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงกลางปี สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถขยายฐานลูกค้าและเติบโตอย่างเข้มแข็งในยุคการค้าออนไลน์&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าและใช้สิทธิ์ส่วนลดได้ผ่านแอปพลิเคชัน NexGen Commerce และ ThailandPostMart หรือเว็บไซต์ http://nexgencommerce.one.th และ http:// thailandpostmart.com ระหว่างวันที่ 5&ndash;7 ก.ค.2569 เท่านั้น โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 02-547-5959 Call Center 1570 และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202607066d132da74229e661fb69763aa24addfd091257.jpg' type='image/jpg' length='143823' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลงพื้นที่ตรวจ 2 ธุรกิจเสี่ยงนอมินี ย่านหลักสี่ พบทำธุรกิจ-เส้นเงินผิดปกติ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173271</link>
<guid isPermaLink="false">6a85e44cd3de38462070bdbb818fd0cd</guid>
<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกกำลังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบ 2 นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง ที่ศูนย์การค้าไอที สแควร์ หลักสี่ พบข้อพิรุธเพียบ ทั้งด้านการบริหารธุรกิจ และเส้นทางการเงิน เตรียมรวบรวมหลักฐาน และส่งหนังสือเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจง หากพบการกระทำความผิด ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที และส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการด้วย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา กรมได้ส่งทีมปราบนอมินีบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง จำนวน 2 ราย ณ ศูนย์การค้าไอที สแควร์ (IT Square) หลักสี่ กรุงเทพมหานคร ภายหลังได้รับข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกี่ยวกับความผิดปกติของเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ จึงร่วมกันตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลเป้าหมายทั้ง 2 ราย พบว่า นิติบุคคลรายแรก จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไทย ตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.2568 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีสัดส่วนกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย 60% และชาวต่างชาติ สัญชาติจีน 40% ประกอบธุรกิจให้บริการและคำปรึกษาด้านกฎหมาย การบัญชี ภาษีและจดทะเบียนบริษัท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบว่านิติบุคคลแห่งนี้ มีพนักงานคนไทย 8 ราย และชาวจีน 2 ราย และมีผู้ถือหุ้นชาวจีนเป็นผู้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้<br />
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบเอกสาร สภาพการประกอบธุรกิจ และสอบถามข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง พบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์หลายอย่างที่เข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งจะต้องตรวจสอบขยายผลเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นชาวไทยและชาวจีน ซึ่งอ้างว่าเป็นสามีภรรยากัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส &nbsp;อำนาจการควบคุมบริหารธุรกิจ รูปแบบการรับชำระค่าบริการ และเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งข้อมูลบางส่วนสอดคล้องกับประเด็นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวน<br />
สำหรับรายที่ 2 จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไทย ตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.2568 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีสัดส่วนกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย 51% และชาวต่างชาติสัญชาติจีน 49% ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการศึกษา รวมถึงแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ และคำแนะนำทางวิชาการ จากการลงพื้นที่ไม่พบกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยมีพนักงานคนไทยเป็นผู้ให้ข้อมูลว่า ผู้ที่พนักงานรับรู้ว่าเป็นผู้บริหารและสั่งการดำเนินธุรกิจคือชาวจีน และไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นหรือกรรมการที่เป็นคนไทย โดยพนักงานคนไทยจะให้บริการรับทำวีซ่าเท่านั้น แต่หากลูกค้ามาติดต่อเรื่องอื่นนอกจากการทำวีซ่า พนักงานจะแจ้งลูกค้าให้ติดต่อผู้ถือหุ้นชาวจีนโดยตรงผ่านระบบ We chat รวมทั้งการรับชำระค่าบริการบางส่วนจะรับชำระผ่านบัญชีของชาวจีน ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) หรือเป็นการให้ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือไม่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้มีหนังสือแจ้งให้กรรมการและผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลทั้ง 2 ราย เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและนำส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการลงทุน แหล่งที่มาของเงินทุน การบริหารกิจการ และการดำเนินธุรกิจ ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา หากผลการตรวจสอบ พบว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอว่ามีการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย กรมจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9473">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/3xcw84rK?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260703ee78dc9d57a6dbde1a19c2ca3d47ab88084541.jpg' type='image/jpg' length='191222' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถก “กระทิงแดง” ปกป้องแบรนด์ไทยถูกละเมิดในตลาดต่างประเทศ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173037</link>
<guid isPermaLink="false">ef1076382fac4197d478e36575e6f517</guid>
<pubDate>Thu, 02 Jul 2026 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือผู้ผลิตเครื่องดื่มแบรนด์กระทิงแดง ป้องกันแบรนด์ไทยถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ ยันหากพบ พร้อมช่วยเหลือ แนะต้องจดเครื่องหมายการค้าในทุกประเทศที่เข้าไปทำตลาดด้วย เพื่อป้องกันปัญหา ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ก็ต้องทำเช่นนี้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับผู้แทนฝ่ายกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา บริษัท ที.ซี. ฟาร์มา ซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มแบรนด์กระทิงแดง เรื่องการดูแลปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย เพื่อมิให้ผู้อื่น โดยเฉพาะต่างชาตินำโลโก้หรือตราที่เลียนแบบ หรือเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้าของคนไทยซึ่งได้ทำตลาดจนเป็นที่รู้จักในระดับสากลแล้ว ไปใช้กับสินค้าที่จำหน่ายในตลาดต่างประเทศ หรือนำสินค้าเลียนแบบไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้านานาชาติ เพราะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อธุรกิจ และภาพลักษณ์ของเจ้าของแบรนด์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้ยืนยันกับผู้ประกอบการว่า พร้อมใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่กับหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาของต่างประเทศช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีละเมิดเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการไทย ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมสนับสนุนการดำเนินการตามกลไกทางกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งโดยหลักแล้ว เจ้าของสิทธิ์ต้องดำเนินการบังคับใช้สิทธิ์ภายใต้กฎหมายของประเทศปลายทาง เช่น เมื่อพบว่าผู้อื่นมายื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของตนในตลาดต่างประเทศ ต้องดูแลปกป้องสิทธิ์โดยการยื่นคัดค้านการจดทะเบียนดังกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เมื่อผู้ประกอบการไทย มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นไว้แล้วในต่างประเทศ แต่พบมีการทำสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจำหน่ายในท้องตลาด เจ้าของสิทธิ์ควรประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ช่วยปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้น โดยกรมพร้อมช่วยเป็นหน่วยประสานและสนับสนุนข้อมูลในเรื่องดังกล่าว&rdquo;นางอรมนกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้แนะนำว่าผู้ประกอบการที่มีแผนจะส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในต่างประเทศ สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำตลาดหรือหาคู่ค้า คือ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศเป้าหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นไปยื่นหรือดักจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของตน รวมทั้งป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากผู้อื่นนำเครื่องหมายการค้าของตนไปใช้ประโยชน์โดยไม่ขออนุญาต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้มีข้อแนะนำให้ผู้จัดงานแสดงสินค้า กำหนดนโยบายและเงื่อนไขให้กับสินค้าที่จะนำมาแสดงในงานว่าจะต้องไม่ปลอม เลียนแบบ หรือแอบอ้างเครื่องหมายการค้าอื่น ที่อาจก่อให้เกิดความสับสนหลงผิดได้ รวมทั้งจัดให้มีกระบวนการรับแจ้งเมื่อพบการละเมิด และดำเนินการกับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับการร้องเรียนจากเจ้าของสิทธิ์ โดยอาจพิจารณาระงับการจัดแสดงสินค้าเป็นการชั่วคราวหรือดำเนินมาตรการอื่นที่เหมาะสมตามกฎระเบียบของงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า สำหรับการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศ กรมได้ดำเนินโครงการ Trademark Monitor โดยเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการเฝ้าระวังเครื่องหมายการค้าของไทยถูกนำไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนและอาเซียน ซึ่งสามารถช่วยปกป้องเครื่องหมายการค้าของไทยหลายรายการ ไม่ให้ถูกนำไปแอบจดทะเบียนในต่างประเทศ โดยเจ้าของคนไทยสามารถยื่นคัดค้านได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายของประเทศนั้น&nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ กรมได้จัดให้มีบริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศภายใต้ระบบมาดริด (Madrid Protocol) ที่ช่วยอำนายความสะดวกผู้ประกอบการในการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกความตกลง Madrid Protocol ที่ปัจจุบันมี 132 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เป็นต้น โดยช่องทางนี้ จะช่วยให้การจดทะเบียนคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน และประหยัดค่าใช้จ่าย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9464">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/g9OAXKEm?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202607026ba296dfd2c0b5837652aff47a507794083408.jpg' type='image/jpg' length='70557' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถกสภาวิชาชีพบัญชี-สภาทนายความ สกัดธุรกิจนอมินีตั้งแต่ต้นทาง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/172768</link>
<guid isPermaLink="false">f927e8d44cbd79f628665ecad6ecfa5d</guid>
<pubDate>Wed, 01 Jul 2026 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกกำลังสภาวิชาชีพบัญชี สภาทนายความ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินเกมรุกป้องกันปัญหานอมินีตั้งแต่ต้นทาง ขอช่วยกำชับสมาชิก ไม่ให้ความช่วยเหลือหรือให้บริการจัดตั้งนิติบุคคลแก่ชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจในรูปแบบนอมินี และขอให้กำหนดโทษขั้นสูงสุดแก่สมาชิกที่กระทำความผิด</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับนายเอกวัฒน์ พิริยะวรสกุล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ว่า กรมได้เชิญนายกสภาวิชาชีพบัญชี นายกสภาทนายความ ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความ นายกสมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ สมาคมสำนักงานบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีและกฎหมาย สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย สมาคมสำนักงานสอบบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีตัวแทน (ประเทศไทย) สมาคมนักบัญชีไทย และผู้แทนกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้าร่วมหารือมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย หลังจากตรวจสอบพบว่า มีผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีบางราย เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์ให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายในรูปแบบนอมินี เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ประเทศชาติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการหารือ กรมได้เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน เพื่อนำมาวิเคราะห์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเป็นนอมินีถือหุ้นแทนคนต่างชาติ รวมถึงการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และผู้ประกอบวิชาชีพทนายความให้ปฏิบัติงานเป็นไปตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ 2 วิชาชีพ ชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ให้ความช่วยเหลือหรือให้บริการจัดตั้งนิติบุคคลที่มีลักษณะให้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี รวมถึงการกำหนดมาตรการทางจรรยาบรรณและมารยาทต่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและผู้ประกอบวิชาชีพทนายความที่ให้ความช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยทุจริต โดยขอให้หน่วยงานที่กำกับดูแลทั้ง 2 วิชาชีพ กำหนดบทลงโทษขั้นสูงสุดแก่สมาชิกที่ร่วมกระทำความผิดหรือรู้เห็นเป็นใจ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ อันเป็นการตัดต้นตอแต่ต้นของปัญหานอมินีไม่ให้ลุกลามเป็นเนื้อร้ายทำลายเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่า หากสำนักงานบัญชีและสำนักงานทนายความ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ขอรับคำปรึกษาการเข้ามาประกอบธุรกิจ ได้ให้รายละเอียดและคำแนะนำที่ถูกต้องตามกฎหมาย คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ปัญหานอมินีที่กำลังเกิดขึ้น ทุเลาเบาบางลงหรือหมดสิ้นไป สร้างความเชื่อมั่นและสร้างความเป็นธรรมแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศโดยสุจริต&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวมถึงนางศุภจี ที่ให้เข้มงวดกวดขันกับการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหานอมินี และให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง หารือร่วมกับ สภาทนายความ และสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งดำเนินการปราบปรามการกระทำความผิดทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยบุคคลที่ให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติในการใช้ชื่อเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นถือเป็นการกระทำผิดในฐานนอมินีและมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผ่านนอมินี หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือยินยอมให้ใช้ชื่อตนเองถือหุ้นแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยังฝ่าฝืนไม่เลิกการกระทำผิดจะมีโทษปรับรายวันวันละ 10,000-50,000 บาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันมีผู้ทำบัญชีที่เป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี จำนวน 87,552 ราย และมีทนายความที่เป็นสมาชิกสภาทนายความ จำนวน 94,702 ราย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9461">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/QswptHxi?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026070136851aa9638a60e0db8adff93f9c2eec084440.jpg' type='image/jpg' length='186812' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”รับฟังความเห็นระเบียบส่งเสริมการใช้ตรา GI ในสินค้าแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบ GI]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/172465</link>
<guid isPermaLink="false">47fc3902bc051670dcb1d8e9ddbf9844</guid>
<pubDate>Tue, 30 Jun 2026 08:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าออกระเบียบการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ส่งเสริมการใช้ GI ในสินค้าแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบ GI เพิ่มเติมจากเดิมที่ให้ตรา GI กับสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยตรงเท่านั้น เผยจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI และช่วยผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากตรา GI เพิ่มมากขึ้น คาดประกาศใช้ระเบียบดังกล่าวได้เดือน ต.ค.69 ชวนผู้ผลิตสินค้า GI หน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นได้ถึง 23 ก.ค.นี้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขอเชิญชวนผู้ผลิตสินค้าและผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างระเบียบกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ส่งเสริมการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. ... (หมวดหมู่เกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม) ได้จนถึงวันที่ 23 ก.ค.2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสินค้าแปรรูปที่นำสินค้า GI มาเป็นวัตถุดิบ สามารถขอใช้ตราสัญลักษณ์ส่งเสริม GI ได้ ซึ่งสอดรับกับนโยบายและเสียงเรียกร้องของหลายภาคส่วนที่สนับสนุนการนำสินค้า GI ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตและพบปะกับผู้ประกอบการ GI หลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่า มีการนำสินค้า GI ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลาย อาทิ หลนปลากุเลาเค็มตากใบ วุ้นมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า น้ำพริกปลาสลิดบางบ่อ คุกกี้มะยงชิดนครนายก กราโนลาข้าวก่ำล้านนา และไอศกรีมสับปะรดท่าอุเทน ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า GI ไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาด และกรมยังได้รับเสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการที่นำสินค้า GI ไปต่อยอด โดยอยากให้กรมอนุญาตให้สามารถใช้ตรา GI กับสินค้าแปรรูปนั้นด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เนื่องจากตรา GI ไทยแบบเดิมสามารถใช้ได้กับสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยตรงเท่านั้น และในปัจจุบันสินค้าแปรรูปหรืออาหารที่ใช้สินค้า GI เป็นวัตถุดิบยังไม่สามารถใช้ตรา GI ได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับรู้ถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ขณะที่ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากตรา GI ได้อย่างเต็มศักยภาพ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมได้นำเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะดังกล่าวมาศึกษาแนวทางส่งเสริมการใช้ประโยชน์สินค้า GI ในรูปแบบผลิตภัณฑ์แปรรูป และได้จัดประชุมหารือและสำรวจความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการสินค้า GI เพื่อรวบรวมประเด็นข้อเสนอแนะมาใช้ประกอบการยกร่างระเบียบดังกล่าว โดยผลจากการหารือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยกับแนวทางการจัดทำร่างระเบียบ และเห็นถึงโอกาสในการยกระดับสินค้า GI และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และชุมชน ในมิติที่หลากหลายยิ่งขึ้น&rdquo;นางอรมนกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของร่างระเบียบฉบับนี้ คือ การส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว โดยในร่างระเบียบได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางในการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ส่งเสริมการใช้ GI อย่างมีมาตรฐาน ชัดเจน โปร่งใส และใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้า GI ไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป้าหมายดังกล่าว ยังสอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ผ่านการต่อยอดสินค้า GI ควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ในร่างระเบียบ ยังมีการกำหนดกลไกความคุ้มครองสินค้าที่แปรรูปจากวัตถุดิบ GI ในหมวดหมู่เกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม โดยให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณีที่ใช้วัตถุดิบ GI ที่มีแหล่งที่มาชัดเจนตรงตามรายละเอียดที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรม และผู้ขออนุญาตใช้ตราส่งเสริมการใช้ GI ต้องสามารถแสดงที่มาของวัตถุดิบ GI นั้นได้ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและคุณค่าของสินค้า GI รวมทั้งป้องกันการนำสินค้า GI ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของสินค้า GI ที่ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบไปด้วย ซึ่งหากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราส่งเสริมการใช้ GI ฝ่าฝืนเงื่อนไขหรือนำตราสัญลักษณ์ไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหาย กรมจะพิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ทันที&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมจะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างระเบียบตามกระบวนการต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ระเบียบดังกล่าวได้ภายในเดือน ต.ค.2569 และในระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน กรมได้เตรียมความพร้อมด้านระบบเทคโนโลยีเพื่อรองรับการยื่นคำขอใช้ตราสัญลักษณ์ส่งเสริมการใช้ GI ควบคู่กับการจัดอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอใช้ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวให้กับผู้ประกอบการและภาคเอกชน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI ไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญามีการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยแล้ว 260 รายการ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 116,253 ล้านบาท คาดว่าการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ส่งเสริมการใช้ GI จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการใช้ประโยชน์สินค้า GI และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้อีกมาก โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดของร่างระเบียบ และร่วมแสดงความเห็นได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 23 ก.ค.2569 ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา&nbsp;<a href="https://www.ipthailand.go.th/" target="_blank">https://www.ipthailand.go.th</a>&nbsp;และระบบกลางทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&nbsp;<a href="https://www.law.go.th/" target="_blank">https://www.law.go.th</a></p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9455">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/2GNrWChy?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260630e922de7b5e44d64fa409e876066e782b083107.jpg' type='image/jpg' length='38189' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถก กมธ.พาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา รับฟังความเห็นใช้ขับเคลื่อนงาน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/172157</link>
<guid isPermaLink="false">62259f1344371c68471cf6b43e6f862d</guid>
<pubDate>Mon, 29 Jun 2026 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ที่นำคณะเข้าหารือ ยันพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็น เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินงานช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชน และภาคธุรกิจ ยันมีแผนทำงานหลัก ดูแลค่าครองชีพ สินค้าเกษตร ส่งเสริม SME ดันส่งออก พัฒนางานบริการ การรับมือความท้าทายโลก</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พร้อมคณะ ได้เข้าพบหารือกับคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันทำงานในการขับเคลื่อนภารกิจด้านเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ<br />
&ldquo;รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับคณะกรรมาธิการฯ และขอบคุณที่ให้ความสนใจการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ และยังได้ยืนยันว่ากระทรวงยินดีรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ไปต่อยอดการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อเกษตรกร ประชาชน และภาคธุรกิจ&rdquo;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงคณะกรรมาธิการฯ ว่า มุ่งขับเคลื่อนนโยบายที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วและมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร การส่งเสริมผู้ประกอบการ SME และชุมชน การขยายตลาดและการส่งออก การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการให้บริการ การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ การรับมือความท้าทายด้านการค้าโลก และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง<br />
นายวิวรรธน์กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ มีหน้าที่ศึกษา ติดตาม และเสนอแนะแนวทางด้านการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม จึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด พร้อมชื่นชมผลการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สามารถรักษาเสถียรภาพราคาได้เป็นอย่างดี อาทิ ทุเรียน ซึ่งแม้มีผลผลิตจำนวนมาก แต่ยังสามารถรักษาระดับราคาได้<br />
&ldquo;คณะกรรมาธิการฯ พร้อมร่วมกันทำงานกับกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเสริมกันและต่อยอดการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและการค้า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป&rdquo;นายวิวรรธน์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9452">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/CNFphy9O?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202606290cf2eaedc4d01c5cfd1da49158c86731084511.jpg' type='image/jpg' length='772322' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”นำทีมไทยแลนด์ถกผู้บริหารสหภาพยุโรป เคลียร์ปมติดขัด เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/171694</link>
<guid isPermaLink="false">77752cc2dc9d521da09d89f0a4d0e9fa</guid>
<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 08:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;นำทีมไทยแลนด์ หารือผู้บริหารระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ด้านการค้าและการเกษตร เร่งเคลียร์ปมติดขัด เพื่อผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สำเร็จ เห็นพ้องประเด็นที่มีความพร้อม ต้องสรุปโดยเร็ว ส่วนประเด็นคงค้าง ต้องหาทางสรุปให้จบให้ได้ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และวางรากฐานการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างกัน &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม เพื่อหารือกับผู้บริหารระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ทั้งด้านการค้าและการเกษตร โดยได้เข้าพบนายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและความโปร่งใส และนายคริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร (EU Commissioner for Agriculture and Food) เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;EU ให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และวางรากฐานความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาวระหว่างไทยและ EU&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเจรจา FTA ไทย&ndash;EU เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทยในการขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกที่มีความผันผวน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน กระจายความเสี่ยงทางการค้า และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสำคัญภายใต้การเจรจา FTA ไทย&ndash;EU อาทิ การเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures : SPS) และทรัพย์สินทางปัญญา โดยได้ย้ำถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองฝ่าย ควบคู่กับการคำนึงถึงความพร้อม สถานการณ์ที่แตกต่างกัน และประเด็นอ่อนไหวที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันการเจรจาในประเด็นที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถสรุปผลเพิ่มเติมในการเจรจารอบที่ 9 และเดินหน้าสู่การหารือประเด็นสำคัญช่วงท้ายของการเจรจา พร้อมทั้งจะติดตามความคืบหน้าระหว่างคณะเจรจาของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด และเตรียมหารือร่วมกันอีกครั้งก่อนการเจรจารอบถัดไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ในการหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าประเด็นด้านการเกษตรและมาตรการ SPS มีความสำคัญต่อความคืบหน้าของการเจรจา FTA ไทย&ndash;EU โดยฝ่าย EU ย้ำถึงความสำคัญของสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ รวมทั้งมาตรการ SPS ขณะที่ฝ่ายไทยย้ำว่าภาคเกษตรเป็นเรื่องสำคัญและมีความอ่อนไหวสำหรับทั้งสองฝ่าย จึงควรร่วมกันแสวงหาแนวทางที่สมดุลและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงถึงข้อกังวลของทั้งไทยและ EU&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจา โดยฝ่ายไทยได้ย้ำถึงสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ขณะที่ฝ่าย EU ได้แสดงความสนใจในการขยายโอกาสทางการค้าสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารของยุโรป ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเปิดตลาดสินค้าเกษตรจำเป็นต้องอาศัยการหารืออย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีสินค้าหลายรายการที่มีความอ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเกษตรกรทั้งสองฝ่าย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยมุ่งมั่นเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย&ndash;EU ให้บรรลุผลโดยเร็วที่สุด พร้อมผลักดันประเด็นที่มีความพร้อมให้ได้ข้อสรุป และเดินหน้าหารือในประเด็นคงค้างอย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความพร้อมของภาคส่วนต่าง ๆ ภายในประเทศ รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างทั่วถึง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ไทยยังตั้งเป้าหมายให้การเจรจารอบที่ 9 สามารถบรรลุผลในประเด็นที่มีความพร้อมและผลักดันประเด็นคงค้างต่าง ๆ ให้คืบหน้ามากที่สุด เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของการเจรจาและปูทางไปสู่การสรุปผลการเจรจาในระยะต่อไป พร้อมทั้งได้ย้ำข้อกังวลของไทยในบางประเด็นที่มีมาตรฐานสูงและต้องคำนึงถึงสถานการณ์ ความพร้อม และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน การเจรจา FTA ไทย&ndash;EU ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรครอบคลุม 7 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การค้าสินค้า 2.กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า 3.มาตรการ SPS 4.อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า 5.ทรัพย์สินทางปัญญา 6.การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และ 7.ระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยปัจจุบันทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 4 ประเด็น ได้แก่ การค้าสินค้า (ในส่วนของข้อบท) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และระบบอาหารที่ยั่งยืน ขณะที่ประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ได้แก่ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการ SPS ทรัพย์สินทางปัญญา และการเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันกว่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.58% ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออก 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 2.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยัง EU มูลค่า 1.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก EU มูลค่า 0.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 0.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงศักยภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งสองฝ่าย และความจำเป็นในการเร่งผลักดัน FTA ไทย&ndash;EU ให้แล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9444">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/IiSI1Hxy?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202606267c3f08ce50f2ef531bc20694c72308e1084516.jpg' type='image/jpg' length='358939' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจร้านอาหาร-บ่อตกกุ้งห้วยขวาง พบพัวพันพนันออนไลน์ ต่างชาติกลุ่มเสี่ยง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/171465</link>
<guid isPermaLink="false">d5a576e81de73939cc0a050b30adb270</guid>
<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 08:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งทีมปราบนอมินี ร่วมกับคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด และหน่วยงานพันธมิตร ลงพื้นที่ห้วยขวางอีกรอบ ตรวจสอบร้านอาหาร บ่อตกกุ้ง และธุรกิจสปา รวม 5 ราย พบ 2 รายพัวพันโปรโมตเว็บพนันออนไลน์ และรับชำระเงินผ่านบัญชีบุคคลชาวต่างชาติ อีก 1 ราย มีนิติบุคคลหลายรายในที่ตั้งเดียวกัน และอีก 2 ราย ไม่พบความผิดปกติ เตรียมนำข้อมูลตรวจสอบเชิงลึก หากพบผิด ดำเนินการตามกฎหมายทันที</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทีมปราบนอมินีของกรม ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตห้วยขวาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อตรวจสอบการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมาย รวมไปถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและระบบรับชำระเงินที่อาจเข้าข่ายการฟอกเงิน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารที่มีที่ตั้งอยู่บนถนนประชาอุทิศ และถนนรัชดาภิเษก จำนวน 5 ราย โดยพบว่าเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงธุรกิจนอมินี และมีการใช้ธุรกรรมทางการเงินหรือระบบการชำระเงินที่อาจเอื้อต่อการฟอกเงิน ซึ่งผลการตรวจสอบ มีดังนี้<br />
1.ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮง เฮง เจริญค้า ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง มีหุ้นส่วนเป็นคนไทย 2 ราย พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจยึดเอกสารทางบัญชี และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป<br />
2.ร้านอาหารหม่าล่า &ldquo;ชุยเยียนสือไต้&rdquo; มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล 2 ราย ได้แก่ บริษัท ถัน ฟู้ดแอนด์เบฟเวอเรจ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 75% และต่างชาติ 25% และบริษัท ชุยเยียนสือไต้ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2567 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และต่างชาติ 49% โดยพบว่า กรรมการและผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติเป็นบุคคลเดียวกันทั้งสองบริษัท และยังพบว่ามีการรับชำระเงินค่าอาหารโดยโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคลของกรรมการชาวต่างชาติ และพบพฤติการณ์ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ในลักษณะเดียวกับรายแรก และยังพบว่ามีชื่อนิติบุคคลอีก 2 รายใช้สถานที่ตั้งเดียวกันด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.บริษัท สกาย วอเตอร์ สปา จำกัด ประกอบธุรกิจสปาและดูแลสุขภาพ มีกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย โดยกรรมการเป็นผู้พาตรวจสถานที่ และพบว่า มีบริษัท ตงลู่ หิมาลายา จำกัด ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ในอาคารแห่งเดียวกัน ประกอบกิจการจำหน่ายวัตถุมงคลและเครื่องราง โดยมีผู้ถือหุ้นคนไทยและคนจีนถือหุ้นร่วมกัน ซึ่งในวันตรวจสอบสถานประกอบการปิดและไม่สามารถติดต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลได้<br />
4.บริษัท เกาเหลาจิ่ว กรุ๊ป จำกัด ประกอบกิจการร้านอาหาร &ldquo;หมาล่า ฉงชิ่งเกาเก้า&rdquo; จดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2565 ทุนจดทะเบียน 18 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และผู้ถือหุ้นชาวจีน 49% จากการตรวจสอบระบบการรับชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด พบว่า เงินค่าบริการถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัทโดยตรง เบื้องต้นจึงยังไม่พบข้อสังเกตในการกระทำผิด<br />
5.บริษัท บ่อกุ้ง รัชดา 18 จำกัด ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง โดยกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบข้อสังเกตหรือพฤติการณ์ผิดปกติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้จากการลงพื้นที่ จะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึกและตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกรณีที่พบว่ามีการใช้บัญชีบุคคลหรือธุรกรรมทางการเงินเพื่อปกปิด อำพราง หรือซ่อนเร้นแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วย<br />
&ldquo;ขอเตือนคนไทยที่จะให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติในการใช้ชื่อเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นถือเป็นการกระทำผิดในฐานนอมินีและมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผ่านนอมินี หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือยินยอมให้ใช้ชื่อตนเองถือหุ้นแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยังฝ่าฝืนไม่เลิกการกระทำผิดจะมีโทษปรับรายวันวันละ 10,000-50,000 บาท&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9439">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/3a6RMw3Y?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260625c7f97de50711ccc603b8fe91a7682b54084334.jpg' type='image/jpg' length='275660' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์จังหวัด 4 แหล่งปลูกมะพร้าวแกง ประสานโรงงาน ล้ง ซื้อผลผลิตจากเกษตรกร]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/171242</link>
<guid isPermaLink="false">1e5ae167c16f083edea9ff9cfc8d70d9</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;โฆษกพาณิชย์&rdquo; แจ้งความคืบหน้าแก้ปัญหามะพร้าวแกง ตามนโยบายเร่งด่วน &ldquo;ศุภจี&rdquo; เผยพาณิชย์จังหวัด 4 จังหวัดแหล่งปลูก เร่งประสานโรงงาน ล้ง เข้ารับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้า 9 ล้านลูก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรขายผลผลิตในช่วงออกสู่ตลาดมาก ย้ำจะมีการติดตามสถานการณ์ผลผลิต และการรับซื้อเป็นรายวัน เพื่อให้มั่นใจเกษตรกรมีที่ขาย และไม่มีผลผลิตตกค้าง</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในแหล่งปลูกมะพร้าว 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎธานี นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวแกง โดยล่าสุดพาณิชย์จังหวัด ได้รับนโยบายและเร่งประสานโรงงานแปรรูปมะพร้าว โรงงานแปรรูปมะพร้าวสกัดเย็น และล้ง เพิ่มการรับซื้อมะพร้าวแกงจากเกษตรกรโดยตรงแล้ว ตั้งเป้าหมายรับซื้อรวมประมาณ 9,000,000 ลูก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวให้มีที่จำหน่ายผลผลิต หลังปัจจุบันผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ผลผลิต การรับซื้อ ราคารับซื้อ เป็นรายวัน เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกร สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ และไม่มีผลผลิตตกค้าง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการรับซื้อ พาณิชย์จังหวัดชุมพร ประสานโรงงานแปรรูปมะพร้าวสกัดเย็นในพื้นที่ รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง รับซื้อปริมาณ 10,000 ลูกต่อวัน ในราคานำตลาด แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรทั่วไป และกลุ่มเกษตรกรในระบบ Contract Farming โดยจะรับซื้อจนถึงเดือน ก.ค.2569 จำนวนไม่น้อยกว่า 200,000 ลูก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประสานล้งในพื้นที่ จำนวน 5 ล้ง รับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกร จำนวนรวมทั้งสิ้น 38,000 ลูก/วัน รวม 1,140,000 ลูก/เดือน และยังมีการเชื่อมโยงมะพร้าวออกจากพื้นที่ไปยังโรงงานปลายทางจำนวน 300,000 ลูก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
พาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสานโรงงานแปรรูปฯทั้งอุตสาหกรรมกระป๋อง แปรรูปมะพร้าวสกัดเย็นในจังหวัดเปิดการรับซื้อมะพร้าว 84,500 ลูก/วัน และเนื้อมะพร้าวขาวเพิ่มเติม 195,000 ลูก/ วัน<br />
พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ประสานล้งในเครือข่ายของโรงงานแปรรูป ในพื้นที่ อ.สิชล อ.ท่าศาลา และ อ.ขนอม สั่งซื้อผลผลิตและส่งมอบแล้ว รวมประมาณกว่า 320,000 ผล และจะยังคงซื้อต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ และกรมการค้าภายใน ได้มีการหารือเพื่อแก้ไขปัญหามะพร้าวแกงร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิ โรงงานแปรรูปมะพร้าว โดยขอความร่วมมือโรงงานเข้ารับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และได้ขอให้ผู้นำเข้าและโรงงาน รับซื้อผลผลิตในประเทศเป็นลำดับแรกก่อน และให้ชะลอการนำเข้าในช่วงนี้ เพื่อใช้มะพร้าวในประเทศเป็นหลักไปก่อน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9435">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/VQsYe804?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260624788048ea543cc81f1778572087aeb19c083847.jpg' type='image/jpg' length='609668' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถก 3 สมาคมปุ๋ย ติดตามปริมาณ-ราคา เผยเห็นสัญญาณคลี่คลาย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/170963</link>
<guid isPermaLink="false">2b3659d0c15734fbc2ecbb5fff6ef156</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เป็นประธานหารือ 3 สมาคมปุ๋ย เผยมีสัญญาณสถานการณ์คลี่คลายทั้งปริมาณและราคา หลังไทยสามารถนำเข้าได้ต่อเนื่อง ยันติดตามใกล้ชิดต่อไป พร้อมจัดธงเขียวขายปุ๋ยราคาประหยัด 40 จังหวัด เริ่มแล้ว 6 จังหวัด และเตรียมขับเคลื่อนโครงการปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง ลดต้นทุนให้กับเกษตรกรในระยะต่อไป เอกชนยันเริ่มนำเข้าได้เป็นปกติ ราคาเริ่มทรงตัวและผ่อนคลายลง</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมี ว่า ขณะนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลได้ทำงานร่วมกันในลักษณะทีมไทยแลนด์ โดยติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และดูแลราคาจำหน่ายให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร<br />
โดยในช่วงที่ผ่านมา มีเรือสินค้าบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่จากการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรือบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง เพื่อให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันสถานการณ์ปุ๋ยเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มด้านราคา แต่ภาครัฐและภาคเอกชน ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้ได้มากที่สุด&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามและกำกับดูแลราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายเป็นไปตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ แล้วกว่า 1,640 แห่ง และได้ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่พบการกระทำความผิด พร้อมเปิดช่องทางให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลหากพบการจำหน่ายในราคาที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบได้ทันที&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส&rdquo; อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านปุ๋ย โดยตั้งเป้าดำเนินการใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะเดินหน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ส.ค.2569<br />
ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ &ldquo;ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง&rdquo; ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดปุ๋ยและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราปกติร้อยละ 6 ต่อปี ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านการผลิตทางการเกษตร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้ตามปกติ แต่ในเดือน มิ.ย.2569 เริ่มมีการส่งออกสินค้าจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง และผู้ผลิตปุ๋ยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับรูปแบบการขนส่ง โดยลำเลียงสินค้าทางบกจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังไทย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในระยะต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลก เริ่มทรงตัวและมีสัญญาณผ่อนคลายลง ขณะที่ปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตในระดับราคาที่เหมาะสม ส่วนปริมาณปุ๋ยในประเทศยังอยู่ในระดับที่รองรับความต้องการใช้ได้ โดยกรมการค้าภายในมีระบบติดตามข้อมูลสต็อกและปริมาณสินค้าจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอื่น ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมปุ๋ยทั้ง 3 สมาคม พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการด้านปริมาณสินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักความเป็นธรรมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9430">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/DaFrFEDr?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260623c0e38058585ceec2450e46c63c160a7a083732.jpg' type='image/jpg' length='925121' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เตรียมนำผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น ลงพื้นที่แหล่งปลูกกล้วยหอม ผลักดันขายเพิ่ม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/170722</link>
<guid isPermaLink="false">1e7637649aeced5a6f429c7eee72fa12</guid>
<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) หารือที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (HTA) เตรียมการนำคณะผู้เชี่ยวชาญสินค้ากล้วยญี่ปุ่น ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ประกอบการในไทย ต้นเดือน ก.ค.นี้ เพื่อให้คำแนะนำการผลิต การตลาด การพัฒนาคุณภาพให้ตรงตามที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการ พร้อมจัดจับคู่ธุรกิจในเดือน ก.ย.69 มั่นใจดันกล้วยหอมไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น</strong><br />
นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนางพิมใจ มัตสึโมโต ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ หรือ Honorary Trade Advisor (HTA) ประเทศญี่ปุ่น ถึงแนวทางการขยายตลาดส่งออกสินค้ากล้วยหอมไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยช่วงต้นเดือน ก.ค.2569 มีกำหนดนำผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากล้วยชาวญี่ปุ่นลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการในแหล่งปลูกกล้วยหอม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการดำเนินกิจกรรมที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมาเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติมไปยังจังหวัดชัยภูมิ และบุรีรัมย์<br />
โดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น จะเผยแพร่ให้ความรู้ เทคนิคการผลิตที่แตกต่างกันตามลักษณะทางภูมิศาสตร์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ อาทิ ระดับความสูงจากน้ำทะเล ลักษณะดินในจังหวัดต่าง ๆ เป็นต้น รวมถึงให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการตลาดและพัฒนากล้วยหอมไทยให้มีผลผลิตตามมาตรฐานและตรงกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่นิยมบริโภคกล้วยที่มีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม มีความหอม และมีรสชาติหวานในแบบเฉพาะ จากนั้นจะนำคณะผู้นำเข้าลงพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมที่ได้รับการพัฒนาแล้วในจังหวัดเป้าหมาย และจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าระหว่างคณะผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นกับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยในช่วงเดือน ก.ย.2569<br />
นายสุรินทรกล่าวว่า กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคเป็นอย่างมาก โดยญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยปีละกว่า 1 ล้านตัน กรมเห็นว่าญี่ปุ่นเป็นตลาดศักยภาพของสินค้ากล้วยหอมไทย จึงได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ และเกษตรจังหวัด เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทยมีการพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด ช่วยเพิ่มรายได้ ตลอดจนพัฒนาผู้ประกอบการสินค้ากล้วยหอมไทยให้มีความแข็งแกร่งพร้อมโกอินเตอร์ก้าวสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยกรมมั่นใจว่ากิจกรรมนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสินค้ากล้วยหอมไทยซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น<br />
ทั้งนี้ กล้วยหอมเป็นสินค้าที่ไทยได้รับโควตาส่งออกไปญี่ปุ่น ตามกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ปีละ 8,000 ตัน ในอัตราภาษี 0% โดยจะเดินหน้าขยายเป้าหมายการส่งออกกล้วยหอมไทยจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมในพื้นที่จังหวัดเป้าหมายให้ทะลุ 10,000 ตันต่อปี หากสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมให้ได้มาตรฐานญี่ปุ่นต่อไปเรื่อย ๆ และคาดว่าในระยะยาวจะสามารถส่งออกกล้วยหอมไปตลาดญี่ปุ่นได้ถึงปีละ 100,000 ตัน โดยนอกเหนือสิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก JTEPA แล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีนำเข้ากล้วยจากไทยที่ลดลงจากอัตรา MFN ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ได้ด้วย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9424">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Cld6XNEk?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260622478b17c88c6a1c70ea9c1a48428337f7083920.jpg' type='image/jpg' length='276381' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลุยจัดการปลอมปน “น้ำมะพร้าวน้ำหอม” ตรวจยิบ เจอไม่ถูกต้องฟันทันที]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/170453</link>
<guid isPermaLink="false">20343f2a31e1120d954f2da23904c1e3</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลุยจัดการป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว จับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจทั้งโรงงานผลิต ความเป็นอาหาร วัตถุดิบ พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และติดฉลาก หากพบไม่ถูกต้องใช้กฎหมายจัดการทันที เผยล่าสุดพบ 24 โรงงานมีความเสี่ยง ส่งชื่อ 9 หน่วยงานตรวจเชิงลึกแล้ว &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี และสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย แถลงข่าวมาตรการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คุณภาพ และมาตรฐานของสินค้า รวมถึงภาพลักษณ์อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของประเทศ โดยจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบังคับใช้กฎหมายที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่อย่างเด็ดขาด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ ได้สร้างเครือข่ายรัฐและเอกชน เฝ้าระวังและป้องกันการปลอมปนน้ำมะพร้าว&nbsp; โดยเฉพาะการกำกับดูแลแหล่งที่มาและตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบ สถานที่แปรรูปขั้นต้นของมะพร้าว (ล้ง) กระบวนการเข้าสู่โรงงาน เพื่อป้องกันการนำวัตุดิบที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือมีความเสี่ยงต่อการปลอมปนน้ำมะพร้าว โดยได้รับความร่วมมือจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบความถูกต้องของโรงงานว่าได้ขออนุญาตและขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบอาหารถูกต้องหรือไม่ กรมวิชาการเกษตร กำกับดูแลมาตรฐานวัตถุดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะมีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ สำหรับการพิสูจน์ความแท้ของน้ำมะพร้าว เพื่อใช้ยืนยันความเป็นมะพร้าวแท้ 100% โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และยังกำหนดให้แสดงองค์ประกอบสำคัญในน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มบนฉลากอย่างชัดเจน เช่น น้ำมะพร้าวน้ำหอม 100% น้ำมะพร้าว 100% หรือน้ำมะพร้าว มีส่วนผสมของน้ำ น้ำตาล สารปรุงแต่งอื่น ๆ เท่าไร ต้องระบุให้หมด เพื่อให้ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการตรวจสอบโรงงานผลิตที่มีความเสี่ยงทำการปลอมปนน้ำมะพร้าว ล่าสุดตรวจสอบพบโรงงานน้ำมะพร้าวที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่ในจังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม ภายใต้รหัสโรงงานอุตสาหกรรม 00801 ที่ประกอบการทำอาหารหรือเครื่องดื่มจากผัก พืช หรือผลไม้ จำนวน 24 ราย ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ส่งรายชื่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 9 หน่วยงาน เพื่อตรวจสอบแล้ว ได้แก่ กองบัญชาการสอบสวนกลาง ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสรรพากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หากพบการกระทำความผิดภายใต้กฎหมายของหน่วยงานใด ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตน้ำมะพร้าวอย่างต่อเนื่องด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมได้ตรวจสอบพบความผิดปกติในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะผลิตน้ำมะพร้าวน้ำหอมปลอมปน เช่น มีการตั้งราคาที่ต่ำเกินจริง โดยตั้งราคาขายขวด 350 มิลลิลิตร&nbsp; ที่ 20-25 บาท ทั้งที่ต้นทุนมะพร้าวน้ำหอม 1 ลูก ก็เกิน 10 กว่าบาทแล้ว ส่วนรายที่ผลิตน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ขนาด 250 มิลลิลิตร ขายถึงขวดละ 65-69 บาท และยังพบความผิดปกติที่ผู้ผลิตบางรายมีการผลิตน้ำมะพร้าวน้ำหอมขวดเป็นจำนวนมาก แต่กลับมีการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมลูกเข้าไปน้อย ซึ่งได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบเชิงลึกแล้ว และจากนี้ จะเน้นการตรวจสอบใน 3 ประเด็น คือ ตรวจสอบย้อนกลับการใช้วัตถุดิบ เพราะน้ำมะพร้าว 1 ขวด ขนาดเล็ก ก็ใช้เป็นลูกแล้ว ตรวจสอบการแสดงฉลาก ที่ต้องชัดเจน และบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวว่า การเข้าไปแก้ปัญหามะพร้าวน้ำหอมแบบครบวงจรของกระทรวงพาณิชย์ ได้ช่วยให้ราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากลูกละ 2- 3 บาท ขึ้นไปอยู่ที่ลูกละ 13-15 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ แต่หลังจากนี้อยากให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการปลอมปนน้ำมะพร้าว เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นต้นเหตุที่อาจทำให้ราคาตกต่ำในอนาคต และทำลายชื่อเสียงมะพร้าวน้ำหอมของไทย<br />
นายณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ขอให้กระทรวงพาณิชย์เข้มงวดจัดการโรงงาน และล้ง ที่ทำน้ำมะพร้าวน้ำหอมปลอมปน เพื่อป้องกันไม่ให้ชื่อเสียงน้ำมะพร้ามน้ำหอมของไทยเสียหาย โดยขณะนี้ ตลาดจีน ก็เริ่มตื่นตัว และเข้มงวดการนำเข้าน้ำมะพร้าวน้ำหอมแล้ว และมีการรีเซ็ตการนำเข้าใหม่ เป็นโอกาสให้ผู้ผลิตที่สุจริต ได้มีโอกาสขยายตลาด ขณะที่ตลาดยุโรป ก็มีโอกาส มีการมาตามหาน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้เช่นเดียวกัน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9415">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/GUmFQZor?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202606192e6e638cc8b767ae6349db88b29606f9083718.jpg' type='image/jpg' length='175182' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ขับเคลื่อน IP Finance ผลักดันแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเงินทุน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/170181</link>
<guid isPermaLink="false">f6ca66bf8e86448f6ad69e201822b600</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าขับเคลื่อน IP Finance จัดอบรมเชิงลึกให้กับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สถาบันการเงิน นักประเมิน IP ให้มีความรู้ความเข้าใจในการนำทรัพย์สินทางปัญญาแปลงเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ นำร่องทรัพย์สินทางปัญญาที่มีศักยภาพและมีความพร้อม การแพทย์ อาหาร ดิจิทัล AI ก่อนขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ในอนาคต</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการอบรม &ldquo;Unlocked IP Finance and IP Valuation ปลดล็อคทรัพย์สินทางปัญญาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน&rdquo; โดยมีหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน สมาคมด้านการประเมินมูลค่า สมาคมด้านทรัพย์สินทางปัญญา ภาคเอกชน นักวิจัย และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา รวมกว่า 100 รายเข้าร่วม ว่า กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบนโยบายให้กรมเร่งเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาที่มีผลคุ้มครองและอยู่ในระบบของกรม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีจำนวนกว่า 1.27 ล้านรายการ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 7.5 % ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าทรัพย์สินทางปัญญากำลังมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
ทั้งนี้ หนึ่งในโครงการสำคัญของกรม คือ การผลักดันการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Finance) ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศที่สามารถเชื่อมโยงเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สถาบันการเงิน นักลงทุน นักประเมินมูลค่า และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยความท้าทายสำคัญของการพัฒนา IP Finance ของไทย คือ การสร้างความเชื่อมั่นในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์และมาตรฐานการประเมินที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน เพื่อให้สถาบันการเงิน นักลงทุน และผู้ประกอบการ สามารถใช้ข้อมูลอ้างอิงเดียวกันในการพิจารณามูลค่า การบริหารความเสี่ยง และการสนับสนุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&ldquo;การอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างกลไก IP Finance ของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพด้านการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาให้กับบุคลากร 2 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สถาบันการเงินและนักประเมินมูลค่า IP ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนำทรัพย์สินทางปัญญาเข้าสู่ระบบการเงิน ตั้งแต่การสร้างและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา การประเมินมูลค่า ไปจนถึงการพิจารณาสนับสนุนทางการเงินของสถาบันการเงิน&rdquo;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ภายหลังการอบรมครั้งนี้ กรมจะร่วมกับสมาคมนักประเมินอิสระไทย จัดกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศอย่างต่อเนื่องในวันที่ 19 มิ.ย.2569 และเตรียมต่อยอดองค์ความรู้สู่กิจกรรมเชื่อมโยงทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม นักลงทุน สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ ภายในงาน &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026&rdquo; ระหว่างวันที่ 27&ndash;29 ส.ค.2569 และเตรียมพร้อมเดินหน้าสู่การจัดทำ Pilot Project IP Finance Thailand เพื่อทดสอบกลไกการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา การเชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันหรือปัจจัยประกอบการพิจารณาทางการเงินในสถานการณ์จริง โดยจะเริ่มจากอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีความพร้อม เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านดิจิทัลและ AI ก่อนขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ในอนาคต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อขอรับการสนับสนุนการพัฒนาระบบ IP Finance ของประเทศไทยในหลายด้าน อาทิ การเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติมาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา การสนับสนุนกรณีศึกษาความสำเร็จจากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นแบบฝึกปฏิบัติในไทยการนำหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ด้าน IP Valuation และ IP Finance มาปรับใช้เป็นภาษาไทย รวมถึงการพิจารณาความร่วมมือในการออกประกาศนียบัตรรับรองร่วมกันระหว่างกรมและ WIPO เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ผ่านการอบรม อันจะช่วยยกระดับระบบ IP Finance ของประเทศไทย และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นในอนาคต</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9412">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Ikw76Nqp?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026061822dffcc45026be585a618ba230c4c0b5084046.jpg' type='image/jpg' length='301870' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กกร.เห็นชอบคงสินค้าและบริการควบคุม จำนวน 66 รายการ ต่ออีก 1 ปี]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/169945</link>
<guid isPermaLink="false">70d7fb40c3c2bf416a42c012bba89ab2</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาทบทวนสินค้าและบริการควบคุม ปี 69 มีมติให้คงการควบคุมจำนวน 66 รายการ ต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมปรับมาตรการควบคุม มะพร้าวอ่อน กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เม็ดพลาสติก หอมหัวใหญ่และกระเทียม ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ผ่อนมาตรการคุม แอลกอฮอล์ ยางพารา หน้ากากอนามัย ATK ยันเดินหน้าติดตามสถานการณ์สินค้าและบริการใกล้ชิดต่อไป &nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาทบทวนสินค้าและบริการควบคุม และการกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็น เพราะ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมในด้านราคาสินค้าและค่าบริการ รวมทั้งป้องกันมิให้ราคาสินค้าและค่าบริการต่าง ๆ สูงขึ้นโดยรวดเร็วเกินสมควร และให้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผลการทบทวน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้คงการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 66 รายการ ต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมคงมาตรการแสดงราคาสินค้าและบริการทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ และในจำนวน 66 รายการ มีสินค้าที่มีการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของสินค้าแต่ละประเภทด้วย&nbsp;&nbsp; โดยสินค้าที่มีการปรับเพิ่มมาตรการ ประกอบด้วย 1.สินค้ามะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ และกากถั่วเหลือง เพิ่มมาตรการจัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามข้อมูลด้านราคา ปริมาณการซื้อขาย การนำเข้า การส่งออก และปริมาณคงเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มมาตรการควบคุมการขนย้าย 3.สินค้าเม็ดพลาสติก ปรับมาตรการการแจ้งข้อมูลให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ 4.สินค้าหอมหัวใหญ่และกระเทียม เพิ่มมาตรการแจ้งข้อมูลการนำเข้าและจัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิ์สินค้า และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและราคาสินค้าในประเทศ<br />
ส่วนสินค้าที่มีการปรับลดมาตรการ เนื่องจากสถานการณ์ด้านปริมาณและราคาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ยางพารา หน้ากากอนามัย และชุดตรวจ ATK ปรับมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดในปัจจุบัน โดยยังคงมาตรการที่จำเป็นต่อการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ตามความเหมาะสม<br />
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เพื่อให้การกำกับดูแลสินค้าและบริการเป็นไปอย่างเหมาะสม สมดุล และไม่กระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย และขอทำความเข้าใจว่าการเป็นสินค้าและบริการควบคุม ไม่ได้หมายถึงการใช้มาตรการในการควบคุมราคาจำหน่ายทุกกรณี แต่เป็นกลไกในการติดตามและกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน เนื่องจากสินค้าและบริการควบคุมแต่ละรายการ จะมีมาตรการกำกับดูแลแตกต่างกันตามลักษณะสินค้าและสถานการณ์ตลาด<br />
ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ติดตาม กำกับดูแลสถานการณ์ภาพรวมสำหรับสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นและมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยการกำหนดว่าสินค้าใดควรเป็นสินค้าและบริการควบคุม มีคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมและความสอดคล้องกับสถานการณ์ของสินค้าและบริการนั้น ๆ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นลำดับแรก โดยการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมในแต่ละปี ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อนำข้อมูลด้านการผลิต การตลาด ต้นทุน และสถานการณ์การค้า มาประกอบการพิจารณาให้มาตรการกำกับดูแลมีความเหมาะสมมากที่สุด&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ นอกจากการกำหนดและทบทวนรายการสินค้าและบริการควบคุมแล้ว ยังมีหน้าที่พิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับลักษณะและสถานการณ์ของสินค้าและบริการนั้น ๆ โดยมีมาตรการกำกับดูแลหลายระดับตั้งแต่เข้มข้นสุด ได้แก่ การกำหนดราคาจำหน่ายสินค้าและบริการ การขออนุญาตปรับราคาจำหน่าย การขออนุญาตส่งออกสินค้าเกษตร การควบคุมการขนย้ายสินค้าเกษตร การให้แจ้งข้อมูลและแจ้งเปลี่ยนแปลงราคารับซื้อหรือจำหน่าย การจัดทำบัญชีคุมสินค้า ตลอดจนการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับซื้อสินค้าเกษตร โดย กกร. จะเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุดกับแต่ละสินค้า เพื่อให้การกำกับดูแลเกิดประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค พร้อมรักษาสมดุลของระบบการค้าและเสถียรภาพด้านราคาในภาพรวม</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9407">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/LvpuVOg8?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026061789f28106ffc7d3e60bdacd62b30cb1ec084625.jpg' type='image/jpg' length='184001' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ดันผู้ประกอบการผลไม้ ใช้ประโยชน์จาก FTA เจาะตลาดแดนมังกร]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/169713</link>
<guid isPermaLink="false">ed8f68fa0758e53192065171cbc3e6da</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เปิดโครงการ &ldquo;ยกระดับผู้ประกอบการ SMEs รุกตลาด FTA&rdquo; (ผลไม้และผลไม้แปรรูป) เตรียมติวเข้มผู้ประกอบการ 20 ราย ที่ผ่านการคัดเลือกจาก 70 ราย ให้มีความรู้เรื่อง FTA การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การทำตลาด ก่อนคัดเหลือ 10 ราย พาบุกตลาดจีน พบปะกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ห้าง โรงแรม ร้านอาหาร ที่เซี่ยงไฮ้ เดือน ส.ค.นี้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;ยกระดับผู้ประกอบการ SMEs รุกตลาด FTA&rdquo; (ผลไม้และผลไม้แปรรูป) เมื่อวันที่ 15&nbsp; มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา กระทรวงพาณิชย์ โดยโครงการนี้ จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการส่งเสริมความรู้ให้กับผู้ประกอบการสินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูป เรื่องการใช้ประโยชน์จาก FTA ขยายการส่งออกไปตลาดการค้าเสรี 18 ประเทศ ที่ได้ลดหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าศุลกากรให้กับสินค้าส่วนใหญ่จากไทยแล้ว โดยเฉพาะตลาดจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง มีความนิยมและเชื่อมั่นในคุณภาพของผลไม้ไทย อาทิ ทุเรียน ลำไย มังคุด มะพร้าว ส้มโอ และมีความผูกพันทางการค้ากับไทยอย่างแน่นแฟ้น<br />
ทั้งนี้ ภายใต้ FTA อาเซียน-จีน (ACFTA) และความตกลง RCEP สินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูปของไทย ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็น 0% แล้ว จึงเป็นโอกาสและแต้มต่อทางการค้าของผู้ประกอบการไทยที่จะสามารถแข่งขันได้<br />
โดยโครงการนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ที่อยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ ผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็ง ฟรีซดราย น้ำผลไม้ ผลไม้อบกรอบ และผลไม้กระป๋อง นำผลผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในตลาดจีน และเป็นโครงการที่สอดรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026&rdquo; ยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันผลไม้ไทยคุณภาพเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายระดับพรีเมียม และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ<br />
&ldquo;มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ กว่า 70 ราย และผ่านการคัดเลือกรอบแรก จำนวน 20 ราย เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงลึก Boot Camp ติวเข้มเรื่อง FTA การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการ GACC พฤติกรรมของผู้บริโภคจีน การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ กลยุทธ์การทำตลาดด้วย AI และการเขียนแผนธุรกิจ รวมทั้งสร้างคลัสเตอร์กลุ่มผู้ประกอบการผลไม้ และจัดกิจกรรม Pitching คัดเลือกผู้ประกอบการ 10 รายสุดท้าย ที่จะได้เข้าร่วมกิจกรรมเดินทางไปสำรวจศักยภาพตลาดโมเดิร์นเทรด ตลาดค้าส่งผลไม้ และจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าจีนทั้งผู้นำเข้า โมเดิร์นเทรด ตัวแทนกระจายสินค้า โรงแรม และร้านอาหาร พร้อมกับเยี่ยมชมงาน China International Fruit Expo 2026 ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือน ส.ค.2569 โดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นพี่เลี้ยง&rdquo;น.ส.บรรจงจิตต์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9403">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/JQXbNNtl?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260616de4d77cf3f8bd96198a03957f1cc0ef1084459.jpg' type='image/jpg' length='303291' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นบข.ไฟเขียว 2 มาตรการ 5 โครงการ บริหารข้าวเปลือก ปี 69/70 เป้า 11.5 ล้านตัน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/169492</link>
<guid isPermaLink="false">bf1bc406b74285f396a7ac78aaba1e94</guid>
<pubDate>Mon, 15 Jun 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ไฟเขียว 2 มาตรการ 5 โครงการ บริหารจัดการข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 รวม 11.5 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาดกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ยกระดับคุณภาพข้าวไทย และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร พร้อมอนุมัติเพิ่มวงเงินจ่ายไร่ละพัน ให้กับชาวนาที่ตกค้าง 1,846.96 ล้านบาท มอบกรมการข้าว ปรับเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ยกระดับการผลิต&nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ 2 มาตรการ 5 โครงการ มีเป้าหมายบริหารจัดการข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 รวม 11.5 ล้านตัน กรอบวงเงินจ่ายขาดรวม 10,192.58 ล้านบาท เพื่อดูดซับผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคาข้าว ยกระดับคุณภาพข้าวไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน และดูแลรายได้ของเกษตรกร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยมาตรการแรก รักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 8,428.58 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 โครงการ คือ 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยภาครัฐสนับสนุนค่าฝากเก็บในอัตรา 1,500 บาทต่อตัน เพื่อชะลอการระบายผลผลิตออกสู่ตลาด 2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท เป้าหมาย 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก และ 3.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 564 ล้านบาท เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
มาตรการที่สอง เป็นมาตรการระยะยาวปรับปรุงโครงสร้างการผลิตภายใต้แนวคิด &ldquo;ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต&rdquo; (New Rice Economy) วงเงินจ่ายขาด 1,764 ล้านบาท ประกอบ 2 โครงการ คือ 4.โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก เพื่อบริหารจัดการข้าวส่วนเกิน รักษาสมดุลอุปทานในตลาด และเชื่อมโยงการนำข้าวไปแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงจำหน่ายให้กับหน่วยงานที่มีความต้องการใช้จริง อาทิ กรมราชทัณฑ์ หน่วยงานกองทัพ และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ และ 5.โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) วงเงินจ่ายขาด 84 ล้านบาท จำนวน 266 กลุ่ม เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพสูง เพิ่มมูลค่าผลผลิตของเกษตรกร สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบขยายกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 หรือมาตรการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท โดยขยายกรอบวงเงินจากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เป็น 39,753.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,846.96 ล้านบาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ ให้ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึงและครบถ้วนตามเป้าหมายของโครงการ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้กรมการข้าว ดำเนินโครงการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้กับชาวนา และพิจารณาแนวทางการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวให้คงคุณภาพได้ยาวนานมากขึ้น เช่น การทำไซโลควบคุมอุณหภูมิ เพื่อการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้มีเพียงพอและต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการบริหารจัดการสินค้าข้าวภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน การผลิต และการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อภาคการเกษตร รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่ โดยยึดแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.บริหารจัดการราคาข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และโลจิสติกส์ และ 3.สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการลดภาระต้นทุนการผลิต การดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนสถานการณ์ข้าวโลกปีการผลิต 2569/2570 มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น โดยผลผลิตข้าวโลกคาดว่าจะลดลงร้อยละ 1 เหลือ 537.82 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่การบริโภคและการค้าโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สต็อกข้าวโลกปรับลดลง ขณะที่ประเทศไทยมีแนวโน้มผลผลิตข้าวนาปรังและข้าวนาปีลดลงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ แต่ความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารและผลกระทบจากภัยแล้งในหลายประเทศ อาจเป็นโอกาสให้ไทยขยายการส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์น้ำ ปัจจัยการผลิต และตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสมดุลด้านผลผลิต คุณภาพ และเสถียรภาพราคาข้าวของประเทศ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9399">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Dd3JFxhK?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202606150b90befa6eda66050f5ebe8b4a46df82084023.jpg' type='image/jpg' length='407869' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือ สสว. ปั้นผู้ประกอบการหาดใหญ่ ใช้ช่องทางออนไลน์สร้างรายได้]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/169221</link>
<guid isPermaLink="false">04ede26b92e1caef761b2e176e993496</guid>
<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 08:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ สสว. เดินหน้าฟื้นฟูผู้ประกอบการในหาดใหญ่ จัดงาน E-Com Restart Roadshow ฟื้นธุรกิจสร้างโอกาส ช่วยปรับตัวเข้าสู่การค้าออนไลน์ ทั้งเสริมองค์ความรู้ ทักษะดิจิทัล การเพิ่มยอดขาย เพื่อช่วยสร้างรายได้ในยุคดิจิทัล</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &ldquo;E-Com Restart Roadshow ฟื้นธุรกิจสร้างโอกาส&rdquo; ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้จัดกิจกรรมช่วยฟื้นฟูหาดใหญ่ ซึ่งประสบอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และช่วยผู้ประกอบการในระยะยาว ด้วยการใช้รูปแบบอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง ลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ๆ และสร้างช่องทาง การขายออนไลน์ที่เข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 700 คน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโครงการ E-Com Restart Roadshow ฟื้นธุรกิจสร้างโอกาส ได้ออกแบบกิจกรรมการพัฒนาไว้อย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัว สร้างโอกาส และเติบโต บนโลกการค้าออนไลน์ได้จริง ผ่าน 4 กิจกรรมหลักที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาทักษะ การเพิ่มยอดขาย ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระยะยาว<br />
โดยกิจกรรมแรก Rethink เวทีสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ทางธุรกิจ ผ่านการจัดงานโรดโชว์ในพื้นที่หาดใหญ่ ภายในงานได้รวบรวมร้านค้า ของกิน ของใช้ และสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการ ในพื้นที่กว่า 50 บูธ พร้อมอัปเดตเทรนด์อีคอมเมิร์ซ เทคนิคการขายออนไลน์ และกลยุทธ์การตลาดยุคใหม่จากอินฟลูเอนเซอร์และผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ไปต่อยอดธุรกิจได้ทันที และยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปเชิงปฏิบัติการ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พร้อมกิจกรรมสร้างสีสันภายในงาน ทั้งกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ กิจกรรมร่วมสนุก และ Fan Meet กับศิลปินชื่อดัง เพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น&nbsp; &nbsp;<br />
กิจกรรมที่สอง Rebuild ที่มุ่งสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้าออนไลน์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการประชาสัมพันธ์บนสื่อและรายการโทรทัศน์ เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และขยายฐานลูกค้าใหม่ สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ตัวตนบนโลกออนไลน์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการแข่งขันทางธุรกิจ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
กิจกรรมที่สาม Reboost ช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ ผ่านการไลฟ์ขายสินค้าในรูปแบบ Live Marathon พร้อมแจกคูปองส่วนลดมูลค่ารวมกว่าล้านบาท เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและสร้างการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง โดยมีอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ชื่อดังร่วมสร้างกระแสการตลาดแบบเรียลไทม์ เพิ่มโอกาสทางการขายให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
กิจกรรมที่สี่ Results เป็นเวทีรวบรวมผลสำเร็จของโครงการ ทั้งด้านการสร้างรายได้ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการขยายโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการ SME แข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในวันที่โลกการค้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โอกาสจะเป็นของผู้ที่พร้อมปรับตัว และกล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ โครงการนี้ จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่จะช่วยเติมองค์ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดประตูสู่การเติบโตครั้งใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยบนโลกออนไลน์ โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ecomrestartroadshow.com หรือเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อร่วมเปิดมุมมองใหม่ทางธุรกิจ และก้าวสู่การเติบโตในยุคดิจิทัล หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมการใช้นวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 02-547-5959 Call Center 1570 และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9392">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Zdl25VJt?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026061253da64ac901cbaa696b8f08dd4c7e944085623.jpg' type='image/jpg' length='249692' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำทัพผลไม้ GI ลุยเจรจาธุรกิจที่จีน ปิดดีลขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ 500 ตัน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168986</link>
<guid isPermaLink="false">b8f23dc1bd889a44e03ac2b87a182dab</guid>
<pubDate>Thu, 11 Jun 2026 08:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการผลไม้ GI ไทยลุยจีน เข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับนำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการในตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน เพื่อสร้างโอกาสขยายตลาดสินค้า GI สู่ผู้บริโภคจีน ปิดดีลขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษได้ทันที 500 ตัน และมีโอกาสต่อยอดขายผลไม้ GI อื่น ๆ หลังผู้บริหารตลาดเตรียมบินมาดูถึงไทย เผยยังได้เข้าพบหารือ &ldquo;หัวเหว่ย&rdquo; เรียนรู้ใช้ AI ยกระดับบริการทรัพย์สินทางปัญญา &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทย เดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 6 สินค้า ได้แก่ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) ทุเรียนจันท์ (จันทบุรี) และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการในตลาดจีนกว่า 16 ราย ณ ตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน เพื่อสร้างโอกาสขยายตลาดสินค้า GI ไทยสู่ผู้บริโภคจีน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกิจกรรมครั้งนี้ สามารถต่อยอดผลลัพธ์ทางการค้าได้อย่างเป็นรูปธรรมทันที เมื่อผู้ประกอบการทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับตลาดฮุยจ่าน สำหรับการซื้อขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษล่วงหน้าจำนวน 500 ตัน และผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่ค้าจีนเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานการนำเข้า และแนวโน้มการบริโภคผลไม้คุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาสินค้า ขยายช่องทางการจำหน่าย และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเพื่อรองรับการส่งออกในระยะยาว โดยทางผู้บริหารตลาดฮุยจ่านมีกำหนดเดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงต้นเดือน ก.ค.2569 เพื่อเยี่ยมชมแหล่งผลิตสินค้า GI ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจจีนที่มีต่อสินค้า GI ไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในอนาคต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วงการเข้าร่วมกิจกรรม นายหลิว เซียงเจี๋ย ผู้จัดการทั่วไปตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน ได้กล่าวต้อนรับคณะของกรม และผู้ประกอบการ GI ไทย พร้อมนำเยี่ยมชมการบริหารจัดการสินค้าภายในตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการนำเข้าและกระจายผลไม้ที่สำคัญของจีนตะวันออก ครอบคลุมนครเซี่ยงไฮ้ทุกเขต รวมถึงมณฑลเจ้อเจียง เจียงซู และอานฮุย อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมผลไม้นำเข้าจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 260 รายการ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 116,253 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมีสินค้า GI ในกลุ่มผลไม้ 118 รายการ หรือราว 45% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า GI ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ยกระดับรายได้ของชุมชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสินค้า GI ไทยในต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยมีสินค้า GI ไทยจำนวน 11 รายการที่ได้รับความคุ้มครองใน 33 ประเทศ และมีสินค้า GI ไทย 3 รายการที่สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน (CNIPA) อยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์​&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมและคณะ ยังได้เดินทางไปยังบริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ระบบคลาวด์ และนวัตกรรมดิจิทัลในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงแนวทางการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการภาครัฐ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการพัฒนาระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการแก่ประชาชน ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะการตรวจสอบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร รวมทั้งการให้บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในอนาคต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในการหารือครั้งนี้ กรมได้รับฟังแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาของบริษัท ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) กว่า 114,000 คน จากพนักงานทั้งหมดกว่า 213,000 คน และมีการลงทุนด้าน R&amp;D กว่า 192,300 ล้านหยวน หรือคิดเป็น 21.8% ของรายได้รวมของบริษัท พร้อมถือครองสิทธิบัตรมากกว่า 165,000 ฉบับทั่วโลก โดยในปี 2567 บริษัทหัวเหว่ยยังเป็นผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรระหว่างประเทศภายใต้สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty: PCT) มากที่สุดในโลก จำนวน 6,600 คำขอ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9389">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/cAm1MxjV?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260611cf32c327e5d71c0cc824418fbe85148c084149.jpg' type='image/jpg' length='312541' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี เม.ย.69 เพิ่ม 29.88% บวก 2 เดือนติด ทองคำยังแรงโต 20.27%]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168741</link>
<guid isPermaLink="false">4272d689cb5c6fc14254830db3a9b957</guid>
<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับเดือน เม.ย.69 ไม่รวมทองคำ 928.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.88% ขยายตัว 2 เดือนติด ได้แรงส่งจากความต้องการของหลายตลาด เว้นสหรัฐฯ ที่ยังลดลง จากการเร่งนำเข้าก่อนหน้า รวม 4 เดือน เพิ่ม 12.46% เฉพาะทองคำยังแรงต่อ มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27% จากความต้องการซื้อที่มีต่อเนื่อง แม้ราคาจะเริ่มปรับลดลง แนะผู้ประกอบการเตรียมรับมือเศรษฐกิจชะลอ นโยบายคู่ค้า บาทแข็ง ราคาทองผันผวน</strong><br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน เม.ย.2569 มีมูลค่า 928.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.88% ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,145.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.25% รวม 4 เดือนปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 6,511.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.46% รวมทองคำมูลค่า 13,389.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.36%<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือน เม.ย.2569 มีมูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27% จากความต้องการซื้อทองคำในตลาดโลก แม้ว่าเดือน เม.ย.2569 ราคาทองจะลดลงจากเดือน มี.ค.2569 มาอยู่ที่ 4,723.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 และเดือนนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และมีการเจรจา ส่งผลให้การถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยชะลอตัวลง และกองทุน SPDR Gold ก็มีการขายทองคำออกมา หลังจากซื้อต่อเนื่องก่อนหน้านี้ และรวม 4 เดือน ส่งออกทองคำ 6,878.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.80% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.22% มี.ค.2569 มูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.28%<br />
ทางด้านตลาดส่งออก อินเดีย เพิ่ม 6.54% ฮ่องกง เพิ่ม 5.47% เยอรมนี เพิ่ม 43.75% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 174.90% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 89.10% อิตาลี เพิ่ม 34.43% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 2.69% ญี่ปุ่น เพิ่ม 44.70% สิงคโปร์ เพิ่ม 162.01% ส่วนสหรัฐฯ ลด 17.61% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน<br />
ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 91% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 20.28% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 3,281.84% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 88,450.50% พลอยก้อน เพิ่ม 120.67% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 3.78% เพชรก้อน เพิ่ม 12.82% เพชรเจียระไน เพิ่ม 8.06% โลหะเงิน เพิ่ม 179.92% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 0.49% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 2.11%<br />
นายสุเมธกล่าวว่า สถานการณ์ส่งออกในช่วง 4 เดือนของปี 2569 สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับยังเติบโตได้ในเกือบทุกตลาดสำคัญ แต่มีความเสี่ยงหลักที่ส่งผลต่อแนวโน้มในอนาคต คือ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างขึ้น การแตกแยกทางภูมิศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้น หรือความตึงเครียดทางการค้าที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างใกล้ชิด โดยภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการมุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับบนที่ยังมีกำลังซื้อสูงในตลาดสำคัญ ๆ อย่างสหรัฐฯ เพื่อรักษาโอกาสทางการค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้า เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความโปร่งใสมากขึ้น<br />
นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมรับมือกับเศรษฐกิจโลก ที่เริ่มมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันให้เงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ที่เป็นปัจจัยกดดันการส่งออก ค่าเงินบาทผันผวนในทางแข็งค่า กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และราคาทองคำเริ่มไม่เคลื่อนไหวไปตามทฤษฎี ทำให้คาดการณ์ต้นทุนได้ยาก</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9385">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/YQmqoQvR?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260610e0d32e0ef2ee5518be7529655faecab5083812.jpg' type='image/jpg' length='581674' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือเอกชน ดัน Hug The Earth ส่งเสริมผลิต-บริโภคสินค้ารักษ์โลก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168459</link>
<guid isPermaLink="false">ddc51a2228cc2fee9d76eb724a7a95db</guid>
<pubDate>Tue, 09 Jun 2026 08:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศเจตนารมณ์ สนับสนุนผู้ประกอบการ เครือข่ายค้าปลีกค้าส่ง ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เดินหน้าโครงการ Hug The Eart ผลักดันผู้ผลิตให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันผู้บริโภคเลือกใช้สินค้ารักษ์โลก เพื่อสร้างสังคมยั่งยืนและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เข้าร่วมประกาศเจตนารมย์สนับสนุนและดำเนินโครงการ &ldquo;Hug The Earth&rdquo; ณ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยโครงการนี้ ดำเนินการโดยคณะกรรมการพลังงาน คณะกรรมการค้าปลีก หอการค้าไทย และภาคีเครือข่ายภาคีภาคเอกชนกว่า 30 องค์กร มีวัตถุประสงค์เพื่อเดินหน้าสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมการบริโภคและการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ผลิตอย่างเป็นรูปธรรมที่เน้นความปลอดภัยอย่างยั่งยืน<br />
โดยมีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักรู้แบ่งเป็นระยะสั้น ผู้บริโภคเลือกใช้สินค้าฉลากรักษ์โลกหรือฉลากสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สะท้อนถึงแนวทางการผลิตและการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และผู้ผลิตให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ระยะยาว ขยายผลโครงการสู่เครือข่ายสมาชิกหอการค้าและค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ รวมถึงสมาคมผู้ค้าปลีกไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมในฐานะที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบไทยให้มีความเข้มแข็งถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด &ldquo;เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&rdquo; โดยเฉพาะธุรกิจชุมชน ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการให้มีระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชน สร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน<br />
ทั้งนี้ หากผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแนวทางการดำเนินธุรกิจให้ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Net Zero 2050 และการดำเนินงานของประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอชื่นชมโครงการ Hug The Earth ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทย ได้ตระหนักและหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การร่วมมือระหว่างกรม หอการค้าไทย และภาคีเครือข่ายภาคีภาคเอกชนในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งในการร่วมสร้างสังคมที่ยั่งยืนและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นใหม่และโลกในอนาคต และกรมยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับโลกอย่างต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งขอเชิญชวนผู้บริโภคพิจารณาเลือกซื้อสินค้าที่มีกระบวนการผลิตและการใช้วัตถุดิบที่คำนึงถึงการรักษ์โลก ช่วยกันสนับสนุนธุรกิจที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เติบโตในประเทศไทย ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศที่มีความสะอาดและปลอดภัยตามมา&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9382">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/mEFxidRt?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202606091a026b40c1a69a2b158ec3e469fa861b084748.jpg' type='image/jpg' length='207074' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP แนะผู้ส่งออกใช้ท่าเรือหลูโจว ช่องทางใหม่ส่งออกสินค้าไทยเจาะจีนตอนใน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168257</link>
<guid isPermaLink="false">7afd4131351134295b89a85ad554fe36</guid>
<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 08:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ส่งออกไทย ศึกษาใช้ท่าเรือหลูโจว เป็นช่องทางในการส่งออกสินค้าไทยเจาะเข้าสู่จีนตอนใน เผยสามารถส่งสินค้าไทยผ่านรถไฟจีน-ลาว ก่อนไปยังคุนหมิง และหลูโจ จากนั้นใช้เครือข่ายถนนและทางน้ำของท่าเรือส่งสินค้าได้ทันที</strong><br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางกุลธิดา บัณฑุรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงผลการสำรวจท่าเรือหลูโจว ซึ่งเป็นท่าเรือแม่น้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนแม่น้ำแยงซีตอนบน ตั้งอยู่ในเมืองหลูโจว มณฑลเสฉวน มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อทางตะวันตกของจีนเข้ากับเส้นทางน้ำสู่ทะเล และโอกาสที่ผู้ส่งออกไทยจะใช้ท่าเรือแห่งนี้ เป็นประตูการค้าสู่จีนตอนใน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลูโจวเป็นเมืองท่ามาแต่โบราณ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่จุดบรรจบของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำถู ทำให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งทางน้ำในภูมิภาคมาตั้งแต่สมัยโบราณ และในยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ หลังปี 1978 การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนทำให้การขนส่งทางน้ำมีความสำคัญมากขึ้น ท่าเรือหลูโจวจึงได้รับการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการพัฒนาเป็นท่าเรือหลัก ซึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลูโจวได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นท่าเรือหลักในระบบขนส่งของแม่น้ำแยงซี และเป็นประตูน้ำสำคัญสู่มณฑลเสฉวนและภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และในปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเป็นหนึ่งเดียวกับท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ท่าเรืออี๋ปิน ท่าเรือเล่อชาน ภายใต้บริษัท Sichuan Port and Shipping Investment Group เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน<br />
ท่าเรือหลูโจวเป็นท่าเรือที่ทันสมัย และมีบทบาทสำคัญหลายประการ ได้แก่ การขนส่งสินค้าแบบต่อเนื่องหลายรูปแบบ เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่เปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างการขนส่งทางน้ำ ทางถนน และทางรถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรถไฟจีน-ลาว ที่เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอาเซียน สินค้าหลักที่ขนส่ง ได้แก่ สินค้าเทกอง (ถ่านหิน แร่ธาตุ วัสดุก่อสร้าง) สินค้าเหลว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมี เนื่องจากหลูโจวเป็นฐานอุตสาหกรรมเคมีที่สำคัญ และสินค้าทั่วไปและตู้คอนเทนเนอร์ ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร และสินค้าส่งออกอื่น ๆ จากมณฑลเสฉวน<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ท่าเรือหลูโจวเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างทางน้ำและทางรถไฟจีน-ลาวเจาะเข้าไปยังจีนตอนใต้ โดยเส้นทางสินค้าไทย เช่น ยางพารา ผลไม้สด ทุเรียนแช่เย็น แช่แข็ง ข้าว สามารถขนส่งทางรถยนต์มาที่ด่านหนองคาย-เวียงจันทน์ จากนั้นขึ้นรถไฟจีน-ลาว ผ่านลาวไปยังนครคุนหมิง และต่อไปยังหลูโจว เมื่อสินค้ามาถึงหลูโจว ผู้ประกอบการไทยสามารถกระจายสินค้าต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ในมณฑลเสฉวน กุ้ยโจว และฉงชิ่ง ผ่านเครือข่ายถนนและทางน้ำของท่าเรือได้ทันที ซึ่งเร็วกว่าการส่งทางเรือจากท่าเรือทะเลทางตะวันออก ในขณะเดียวกันการส่งออกสินค้าจีนตอนใต้สู่ไทย ท่าเรือหลูโจวรวบรวมสินค้าจากอุตสาหกรรมในเสฉวน เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร อะไหล่รถยนต์ ปุ๋ยเคมี วัสดุก่อสร้าง สินค้าเหล่านี้สามารถถูกลำเลียงมาที่ท่าเรือ และส่งออกทางรถไฟจีน-ลาว ไปยังตลาดไทยและอาเซียนได้ โดยไม่ต้องอ้อมไปลงเรือที่เซี่ยงไฮ้<br />
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าประเภทเทกอง หรือน้ำหนักมาก ที่ไม่เร่งรีบด้านเวลา ท่าเรือหลูโจวก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ถ่านหิน ปุ๋ยเคมี หรือแร่ธาตุ จากจีนตอนบน สามารถใช้เส้นทางเรือจากหลูโจวลงไปตามแม่น้ำแยงซี เพื่อต่อเรือสินค้าออกทะเลที่เซี่ยงไฮ้มายังไทย แม้จะช้ากว่ารถไฟ แต่ต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่ามากสำหรับสินค้าที่มีปริมาณมาก และในทางกลับกันการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีน สินค้าเกษตรบางประเภทที่ต้องการความสด (ต้องใช้รถไฟ) แต่ถ้าเป็นสินค้าแปรรูปหรือแช่แข็ง ก็สามารถใช้เส้นทางเรือขากลับเพื่อประหยัดค่าระวางเรือได้<br />
ส่วนสินค้าไทยที่มีโอกาสใช้หลูโจวเป็นประตูสู่พื้นที่ตอนใน ได้แก่ 1.ผลไม้เมืองร้อน (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย) ตลาดเสฉวนมีความต้องการสูงมาก การขนส่งผ่านรถไฟจีน-ลาว มายังหลูโจว ช่วยรักษาคุณภาพและลดเวลาส่งถึงมือผู้บริโภคในเฉิงตู (เมืองเอกของเสฉวน) ได้รวดเร็วขึ้น 2.สินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารฮาลาล เนื่องจากมีประชากรมุสลิมในจีนตะวันตกพอสมควร และ 3.ผลิตภัณฑ์ยางพารา เสฉวนมีอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน การส่งออกยางพาราแปรรูปหรือน้ำยางข้นผ่านเส้นทางนี้ช่วยให้อุตสาหกรรมปลายน้ำมีวัตถุดิบป้อนโรงงานได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ<br />
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลจีน โดยท่าเรือหลูโจวได้รับการสนับสนุนจากนโยบายระดับชาติ เช่น แผนพัฒนาแม่น้ำแยงซี และระดับท้องถิ่นในการอำนวยความสะดวกทางการค้า ท่าเรือมีด่านศุลกากร (Inland Port Customs) ที่สามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้ภายในท่าเรือ ทำให้สินค้าที่ส่งไปไทยผ่านเส้นทางนี้ไม่ต้องผ่านพิธีการศุลกากรซ้ำซ้อนที่ท่าเรือชายฝั่ง และยังมีเงินอุดหนุนค่าขนส่ง (Subsidy) รัฐบาลท้องถิ่นเสฉวนและหลูโจวมักมีนโยบายอุดหนุนค่าขนส่งทางน้ำและทางรางเพื่อดึงดูดสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ใช้ท่าเรือนี้ในการขนส่งอาจได้รับค่าขนส่งที่ถูกลงทางอ้อม หรือได้รับการดูแลเป็นพิเศษหากมีการขนส่งในปริมาณมาก</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9377">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/NgHhKSTH?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060886c027abdd0866f38b1879375846da0e083850.jpg' type='image/jpg' length='156424' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”คิกออฟดัน SME 2 พันราย ขายออนไลน์ เพิ่มรายได้ พร้อมลดค่าครองชีพคนไทย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167983</link>
<guid isPermaLink="false">7a6db5ddd88fa7740eaae779f6da3ffe</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;คิกออฟเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; ดันสินค้า SME สินค้าวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 ราย ขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์สัญชาติไทย Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ไม่คิดค่า GP ช่วงจัดโครงการ แถมสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งฟรี ส่วนผู้บริโภค จัดเต็มแจกโค้ดส่วนลด 100 บาท 5 แสนโค้ด มั่นใจช่วยเพิ่มยอดขาย SME วิสาหกิจชุมชน ช่วยผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพ ลดค่าครองชีพ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า โครงการนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ ในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยโครงการดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเองและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ให้นำสินค้าคุณภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดเดือน มิ.ย.2569 โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (GP) ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ การสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้า รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer และ Key Opinion Leader (KOL) ชื่อดัง เพื่อช่วยรีวิวสินค้า สร้างคอนเทนต์ และจัดกิจกรรมไลฟ์ขายสินค้า เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้าฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าผ่านโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลด &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคสินค้าของคนไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เราอยากเห็นคนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทย ให้รายได้กระจายกลับไปสู่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันประชาชน ก็ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ถือเป็นการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม และมั่นใจว่า โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย สร้างการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน SME เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สำคัญให้เศรษฐกิจไทย แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของ SME อยู่ที่ประมาณร้อยละ 35 ของระบบเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์ไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากมากขึ้น โดยได้วางแนวทางส่งเสริม SME ไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทักษะและศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายโอกาสทางการตลาด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการเปิดตัวโครงการ มี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่าที่ รต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) นายปรกชล งามศิริ Co-founder Nex Gen Commerce พร้อมผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วม</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9368">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/VJltLONp?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260605e193fc43d6faa628f99d527aeebc4512084626.jpg' type='image/jpg' length='1034260' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลงใต้ ติดตามทุเรียน จ.ชุมพร เผยล้งเริ่มเปิดรับซื้อ ตลาดส่งออกยังไปได้ดี]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167640</link>
<guid isPermaLink="false">90ff23812ba6785fa835fb505c32162a</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 08:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;รองปลัดพาณิชย์&rdquo; ลงใต้ติดตามสถานการณ์การรับซื้อทุเรียนที่ จ.ชุมพร หลังผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด พบล้งจากภาคตะวันออกเริ่มลงมาแล้ว ล้งในพื้นที่ก็เริ่มเปิดซื้อ รวมกว่า 200 แห่ง ตลาดส่งออกก็ขับเคลื่อนปกติ เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทุเรียนคุณภาพบ้านบางกลอย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) KAF 9 สาขาหลังสวน และตลาดมรกต (ตลาดกลางผักและผลไม้จังหวัดชุมพร) อ.หลังสวน จ.ชุมพร ร่วมกับกรมการค้าภายใน พาณิชย์จังหวัดชุมพร เกษตรจังหวัดชุมพร นายอำเภอท่าแซะ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชุมพร สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดชุมพร สภาเกษตรจังหวัดชุมพร ด่านตรวจพืชท่าเรือระนอง สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 และประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร เพื่อติดตามสถานการณ์ทุเรียน เนื่องจากเป็นช่วงที่ทุเรียนภาคใต้เริ่มออกสู่ตลาดแล้ว และเฉพาะจังหวัดชุมพร เป็นทั้งแหล่งเพาะปลูกและแหล่งรับซื้อ กระจายผลผลิตทุเรียนภาคใต้ ผลผลิตจะออกมากในช่วงปลายเดือน มิ.ย.-ก.ค.2569&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการหารือกับตัวแทนเกษตรกร ผู้ประกอบการล้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ค. เป็นต้นมา แนวโน้มราคาทุเรียนจังหวัดชุมพรดีขึ้น จากการที่กรมการค้าภายในได้ประสานล้งขนาดใหญ่จากภาคตะวันออกเข้ามารับซื้อ ประกอบกับล้งในพื้นที่ ได้เปิดรับซื้อแล้วกว่า 200 แห่ง ทำให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้โดยไม่ติดขัด ในขณะที่ตลาดส่งออกสามารถขับเคลื่อนไปได้เป็นปกติ เนื่องจากเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพดี โดยตนยังได้เป็นสักขีพยานในการปิดตู้ส่งออกทุเรียนชุมพรไปยังต่างประเทศ ร่วมกับหัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือระนองด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ร.ต.จักรากล่าวว่า ยังได้มอบกล่องผลไม้ DIT ให้แก่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทุเรียนคุณภาพบ้านบางกลอย ซึ่งเป็นกล่องที่กรมการค้าภายในจัดทำขึ้นเพื่อช่วยกระจายผลไม้ไทยผ่านการสนับสนุนกล่อง พร้อมบริการจัดส่งฟรีทั่วประเทศ เพื่อลดภาระต้นทุนเกษตรกรและสร้างโอกาสทางการตลาดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลไม้ทางออนไลน์ให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ กระทรวงพาณิชย์จะขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&ldquo; เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผลไม้ของไทย และกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9363">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Sl5YV73U?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060467f19e13657996a3683c73862cab0705083513.jpg' type='image/jpg' length='339619' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ร่วมฉลองวันดื่มนมโลก 1 มิ.ย. ขึ้นทะเบียน “นมวาริช” เป็นสินค้า GI ใหม่]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/167321</link>
<guid isPermaLink="false">e6f456b30d9ea5343fda2973b7f984a3</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมฉลองวันดื่มนมโลก 1 มิ.ย. ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ &ldquo;นมวาริช&rdquo; ของดีจาก อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เผยเป็นน้ำนมโคที่มีสีขาวนวล เนื้อสัมผัสเข้มข้น รสชาติหวานละมุน และมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ มั่นใจช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ นมวาริช จากอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร และถือเป็นสินค้านมรายการแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI และยังตรงกับวันดื่มนมโลก (World Milk Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 มิ.ย. ของทุกปี จึงถือเป็นการร่วมเฉลิมฉลองวันดื่มนมโลก และช่วยให้สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ที่มีสมาชิกเกษตรกร 86 ราย มีปริมาณการผลิตสูงถึง 16,869,871 กล่องต่อปี จำหน่ายในราคากล่องละ 8 บาท (250 มล.) มีรายได้เพิ่มขึ้นจากมูลค่าทางการตลาดกว่า 134 ล้านบาทต่อปี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับนมวาริช เป็นผลผลิตจากโครงการพระราชดำริและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรในสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด มาอย่างต่อเนื่อง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระราชทานการสนับสนุนทั้งในด้านเงินทุน อุปกรณ์ เทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาบุคลากร และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตและแปรรูปน้ำนมดิบ ตลอดจนขยายการผลิตเป็นนมพาสเจอไรซ์ นมยูเอชที และอาหารสัตว์ได้อย่างครบวงจร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
โดยนมวาริช ยังเป็นน้ำนมโคแท้ 100% จากแม่โคลูกผสมสายพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเซียน ผลิตในพื้นที่ราบเชิงเขาและหุบเขาของเทือกเขาภูพาน ซึ่งมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์จากเขื่อนน้ำอูนและอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหยาด และมีอากาศเย็นสบาย ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม จึงเอื้อต่อการทำเกษตรและสามารถปลูกพืชอาหารสัตว์ได้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้น้ำนมโคที่ได้มีสีขาวนวล เนื้อสัมผัสเข้มข้น รสชาติหวานละมุน และมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ &nbsp;<br />
ทั้งนี้ พื้นที่การเลี้ยงโคนมและโรงงานแปรรูปของสหกรณ์ยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agritourism) เพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้ศึกษาเรียนรู้กระบวนการผลิตนมสดแท้แบบครบวงจร ตั้งแต่การเลี้ยงโคนม การจัดการฟาร์ม ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน<br />
&ldquo;เนื่องในวันดื่มนมโลกประจำปี 2569 ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้บริโภคนม GI ไทยคุณภาพ โดยนมวาริช สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และคุณค่าจากแหล่งผลิตท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรและเศรษฐกิจชุมชนไทย พร้อมกันนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการของนมโค รวมถึงบทบาทของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
ปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้เดินหน้าภารกิจส่งเสริมและคุ้มครองสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้า การปกป้องสิทธิ์ของชุมชน และการขยายโอกาสสินค้า GI ไทยสู่ตลาดโลก เพื่อให้สินค้า GI ไทยได้รับการยอมรับและสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับนานาชาติ ตามแนวนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยประชาชน ผู้ประกอบการ หรือเกษตรกร หากต้องการขอรับคำปรึกษาด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โทรสายด่วน 1368 เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th และ Facebook: GI Thailand</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9358">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/tnMIkGJJ?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026060249fe075d884595b8b6b6c5523d05df5d083635.jpg' type='image/jpg' length='62382' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เตรียมเปิดตัว “ไทยช่วยไทย” ช่วยสินค้าชุมชน SME ขายออนไลน์ เพิ่มรายได้]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166918</link>
<guid isPermaLink="false">1e12e81ecf0eb45efd056b6d38cdda67</guid>
<pubDate>Fri, 29 May 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เตรียมเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; 4 มิ.ย.69 ต่อยอดจากโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ เผยจะผนึกกำลังกับ 2 แพลตฟอร์มออนไลน์สายเลือดไทย ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce ช่วยผู้ประกอบการชุมชน SME นำสินค้าขายออนไลน์ ไม่เก็บค่า GP ตลอดโครงการ มั่นใจช่วยเพิ่มรายได้ ช่วยเรียนรู้ขายออนไลน์ และช่วยประชาชนมีทางเลือกซื้อสินค้าเพิ่ม</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมต่อยอดความสำเร็จโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่ต้องการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบของสถานการณ์โลก วิกฤตด้านพลังงาน และการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ทั้งของไทยและทั่วโลก และเป็นนโยบายที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญ ต้องการให้ภาคประชาชนมีสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ไม่ละเลยในการดูแลผู้ประกอบการไทยทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และ SME ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นฟันเฟืองที่คอยหมุนระบบเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ<br />
โดยการต่อยอดดังกล่าว จะดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; เป็นการผนึกกำลังระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ 2 แพลตฟอร์มออนไลน์สายเลือดไทยระดับประเทศ ได้แก่ ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce เพื่อนำสินค้าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดที่กำลังได้รับความนิยม สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเข้าถึงช่องทางการค้าใหม่ ๆ ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย และรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน<br />
สำหรับไฮไลต์ที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของไทยช่วยไทย คือ ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce ยอมหั่นรายได้หลักและกำไรขั้นต้นของแพลตฟอร์ม โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม (GP: Gross Profit) ตลอดโครงการ แสดงถึงการบรรลุเป้าประสงค์หลักของโครงการไทยช่วยไทยอย่างแท้จริง รวมถึงรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์สนับสนุนคูปองส่วนลดให้ 100 บาท รวม 500,000 ใบ และค่าขนส่งฟรี ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง คือ ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และ SME ที่สามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไรอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ประชาชนที่เข้าซื้อสินค้าบน 2 แพลตฟอร์ม ก็จะได้สินค้าคุณภาพดี ในราคาสุดพิเศษ<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ร่วมกันรับสมัคร และคัดเลือกผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการชุมชน และ SME ที่มีศักยภาพ เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 2,000 ราย เพื่อเข้าเปิดร้านค้าบน 2 แพลตฟอร์มดังกล่าว ตั้งแต่วันนี้-31 พ.ค. 2569 หรือจนกว่าจะเต็ม โดยสมัครได้ทาง www.ไทยช่วยไทย.net สิซึ่งนค้าที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดเป็นสินค้าจาก SME และจากชุมชน โดยเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้วัตถุดิบและผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นการสนับสนุนใช้สินค้าไทย ทดแทนการนำเข้าสินค้า และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าไทย ภายใต้คอนเซป &ldquo;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยแข็งแกร่ง&rdquo; และกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมบริโภคไทยนิยมที่สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยระยะยาว<br />
ทั้งนี้ ตลอดโครงการ กรมและเจ้าหน้าที่ 2 แพลตฟอร์ม จะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา แนะนำ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนสามารถผลักดันให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ และใช้ตลาดออนไลน์เป็นช่องทางหลักควบคู่กับหน้าร้านในการจำหน่ายสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายและเพิ่มการรับรู้สินค้าให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เตรียมต่อยอดเสริมแกร่งผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และ SME ด้วยความรู้รอบด้าน เน้นนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้าช่วยบริหารจัดการธุรกิจ เพิ่มยอดขาย สร้างรายได้ให้ธุรกิจ ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเดินหน้าสู่ดิจิทัลคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ<br />
ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดพิธีเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; โดยนางศุภจีจะเป็นประธานในพิธี และมีหน่วยงานพันธมิตรผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมาร่วมแสดงศักยภาพภายในงานในวันที่ 4 มิ.ย.2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ และจะมีกิจกรรมให้ทุกคนได้กดตระกร้าเพื่อเลือกซื้อสินค้าอุดหนุนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการด้วย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9350">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/51c3ZB2z?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260529f7efe09fe7e01e61cd7db62973b72bef084708.png' type='image/png' length='868257' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์นำทัพสินค้าสมุนไพรไทย โชว์งาน THAIFEX ตั้งเป้ารายได้ 100 ล้านบาท]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166540</link>
<guid isPermaLink="false">47953f5e1a813bd06c8dfa774ab50152</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำทัพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของไทย 25 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลก THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 วันที่ 26-30 พ.ค.69 มั่นใจช่วยเปิดตัวสู่ตลาดโลก ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายสถาพร&nbsp; ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำนวน 25 ราย ที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมในโครงการ SMART Local HERB เข้าร่วมจัดแสดงและเจรจาธุรกิจภายในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26-30 พ.ค.2569 โดยมุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยนวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และกลุ่มธุรกิจ Health &amp; Wellness<br />
โดยสินค้าที่นำไปจัดแสดง อาทิ ผงใบเตยธรรมชาติ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำเร็จรูปสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์จากผำ (Wolffia) ซูเปอร์ฟู้ดทางเลือกใหม่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากพืช ไรส์ไวน์ (Rice Wine) สุราแช่พื้นเมืองระดับพรีเมียมจากข้าวไทย 4 สายพันธุ์ น้ำว่านหางจระเข้รสผลไม้ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสูตรแคลอรีต่ำที่กำลังมาแรง ใบกะเพราฟรีซดราย ผลิตภัณฑ์คงความสดเพื่อความสะดวกในการประกอบอาหาร ไอศกรีมมะพร้าวดีไซน์ใหม่ กรรมวิธีการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรท้องถิ่น เป็นต้น<br />
ทั้งนี้ ภายในงานยังจัดให้มีกิจกรรมสาธิตการทำอาหารและเครื่องดื่มจากสมุนไพรไทย &ldquo;Live Cooking Show&rdquo; วันละ 2 รอบ เพื่อแสดงสรรพคุณที่หลากหลายและการประยุกต์ใช้สมุนไพรในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นการรังสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพโดยเชฟระดับประเทศ เช่น เชฟไปร์ท - ชิษณุพงศ์ เกตุนวล จากรายการ Chef Fest Thailand&nbsp; เชฟใบตอง - กมเลศ ฤทธิ์เดชา จากรายการ Hell&rsquo;s Kitchen Thailand&nbsp; เชฟมังกร - ผศ.ดร.ภูริ ชุณห์ขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเพื่อสุขภาพ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมีเมนูไฮไลทต์เด่น ๆ เช่น ทาร์ตรีซอตโต้ต้มยำกุ้งย่างเจลมะกรูด เพนเน่ผัดซอสเขียวหวานไข่ผำอกไก่ย่าง และเครื่องดื่มลาเต้งาดำมะพร้าวคลาวด์ เป็นต้น<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ&nbsp;&nbsp;&nbsp; เชิงป้องกัน (Preventive Health) และนิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มูลค่าทางธุรกิจของกลุ่มนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยกรมคาดหวังว่าการออกงานในครั้งนี้ตลอดทั้ง 5 วัน จะช่วยสร้างคำสั่งซื้อและขยายโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทยในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท<br />
&ldquo;ขอเชิญชวนนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป เข้าเยี่ยมชมและเจรจาธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการสมุนไพรไทย ทั้ง 25 ราย ได้ที่งาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 พ.ค. 2569 ณ โซน SMART Local Herb บูธ GG01 Hall 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร.0 2547 5950 หรือ สายด่วน 1570 เว็บไซต์ www.dbd.go.th&rdquo; นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9347">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/r3RQFdGn?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260528f76cc0b7bc429a255e0f8e307be98df7084418.jpg' type='image/jpg' length='655732' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เตือนห้ามให้ Username & Password ผู้อื่นนำจดบริษัท โทษหนักถึงติดคุก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/166269</link>
<guid isPermaLink="false">26aa789bd28e81d7e6ec7d338a8a5df0</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 08:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตือนประชาชน ผู้ประกอบการ ผู้แทน ผู้รับจ้างจดทะเบียนและผู้รับรองลายมือชื่อ ที่ใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ห้ามให้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (Username &amp; Password) กับผู้อื่นนำไปใช้ จะมีความผิดตามกฎหมาย ถึงขั้นจำคุก</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) เป็นระบบที่อำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบดิจิทัล โดยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (Username &amp; Password) ที่กรมออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้งาน ถือเป็นข้อมูลยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่สำคัญที่สุด เจ้าของ Username &amp; Password นั้น ต้องเก็บรักษาไว้เป็นความลับ โดยไม่เปิดเผยหรือมอบข้อมูลดังกล่าวให้ผู้อื่นเพื่อนำไปใช้งานแทน หากให้บุคคลอื่นนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ไม่ใช่ของตนเอง เข้าใช้งานระบบดังกล่าว ไม่ว่าเจ้าของข้อมูลจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุก<br />
โดยการยื่นขอจดทะเบียนการลงลายมือชื่อ และรับรองลายมือชื่อในระบบ DBD Biz Regist ถือเป็นการกระทำที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเช่นเดียวกับการยื่นเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่ การนำ Username และ Password ไปมอบให้บุคคลอื่นใช้ในการดำเนินการแทนตนเอง จึงเป็นการละเมิดข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัลของกรม และอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิ์ผู้ใช้งานระบบต่าง ๆ ของกรมได้ จึงขอเตือนให้หลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าวโดยเด็ดขาด<br />
ขณะเดียวกัน การยินยอมให้บุคคลอื่นนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านไปใช้ ถือเป็นการมอบสิทธิ์ให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูลและดำเนินการแทนโดยมิชอบ หากบุคคลที่ได้รับมอบหมายกระทำการจดทะเบียนที่ทุจริต เป็นเท็จ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เจ้าของบัญชีผู้ใช้ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด อีกทั้งในกรณีการรับรองลายมือชื่ออันเป็นเท็จ ซึ่งผู้รับรองลายมือชื่อมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องยืนยันว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าตนเองจริง การลงลายมือชื่อรับรองข้อความที่มิได้เป็นไปตามความเป็นจริง หรือการยืนยันข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและจะต้องได้รับโทษทางอาญา<br />
&ldquo;ที่ผ่านมา มีกรณีที่ผู้แทนจดทะเบียนและผู้รับรองลายมือชื่อ ได้ลงลายมือชื่อรับรองว่ากรรมการซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าตนเองจริง ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรรมการรายดังกล่าวไม่เคยเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเป็นการรับรองเท็จ และศาลได้มีคำพิพากษาให้ผู้กระทำผิดจำคุก กรมจึงขอเน้นย้ำให้ผู้แทนจดทะเบียนและผู้รับรองลายมือชื่อเก็บรักษาข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน ที่ใช้ในระบบ DBD Biz Regist ไม่เปิดเผยให้บุคคลอื่นล่วงรู้และเข้าใช้งานระบบด้วยตนเอง รวมทั้งระมัดระวังการถูกหลอกลวง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย หรือการดำเนินการที่ส่อไปในทางทุจริต สามารถแจ้งเบาะแส ได้ที่ Call Center 1570 หรือผ่านช่องทาง Line Official Account : @DBD1570</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9340">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/amBPBA0i?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260527d861fa5078fe61905a64a4574b008fc3084425.jpg' type='image/jpg' length='66677' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ร่วมทีมไทยแลนด์ ถกสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส ย้ำร่วมมือการค้า ลงทุน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165994</link>
<guid isPermaLink="false">31a3af5b9ad6fb118b540740ad4892ce</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 08:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ร่วมทีมไทยแลนด์ถกสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส เน้นย้ำมุ่งมั่นยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ชูปีนี้ยังเป็นวาระสำคัญสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส 170 ปี ชวนใช้ไทยเป็นประตูสู่อาเซียนและเอเชีย ขอหนุนการเจรจา FTA ไทย-EU ให้จบโดยเร็ว</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) ในรูปแบบ Breakfast Roundtable ณ ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l&#39;Union interalli&eacute;e กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ว่า ได้เน้นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส และปีนี้ยังเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย&ndash;ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปีของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ<br />
ทั้งนี้ ในมุมมองด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย<br />
ขณะเดียวกัน ได้ย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ &ldquo;ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย&rdquo; โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ&ndash;ใต้ และตะวันออก&ndash;ตะวันตกของภูมิภาค จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด<br />
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น และความสำคัญของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจควบคู่กับประสิทธิภาพ ไทยจึงมุ่งยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลกและภูมิภาค ไม่เพียงในฐานะผู้ส่งออกสินค้า แต่รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิต ระบบนิเวศนวัตกรรม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่<br />
สำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;สหภาพยุโรป (EU) ได้ชี้แจงว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีกำหนดจัดขึ้นช่วงปลายเดือน มิ.ย.2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ ประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย 40%<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย โดยมีบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสที่เข้าร่วมหารือ ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9338">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/bQKg2YxN?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260526bd5b9b17a11efda6a3bc9472cc5c6c59082823.jpg' type='image/jpg' length='672098' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลขอทีมไทยแลนด์หนุนเจรจา FTA ไทย-EU ดันส่งออกสินค้า-บริการสู่ยุโรป]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165737</link>
<guid isPermaLink="false">6daa25322f7d4fe37719e56b0334c7fc</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 08:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผย &ldquo;อนุทิน&rdquo;นำทีมรัฐบาลประชุมทีมไทยแลนด์ประจำภูมิภาคยุโรป ขอช่วยกันผลักดันและสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในทุกเวที เพื่อให้สรุปผลการเจรจาได้โดยเร็ว พร้อมขอเอกอัครราชทูต-กงสุลใหญ่ ช่วยชี้แจงไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุน เป็นแหล่งนำเข้าให้ยุโรป</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ณ สโมสร Le Cercle de L&rsquo;Union Interalli&eacute;e กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายนายกรัฐมนตรี และใช้โอกาสนี้ ขอให้เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และทีมไทยแลนด์ ร่วมกันทำงาน ช่วยกันผลักดัน และสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในทุกมิติ ทั้งการชี้แจงผลประโยชน์ ความร่วมมือการค้า การลงทุน การรับมือกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นจากการทำ FTA เพื่อเร่งสรุปผลการเจรจาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด<br />
ทั้งนี้ ในบริบทโลกปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ต้องสร้างสมดุลทางการค้า ภายใต้แนวทางที่ไทยเป็นมิตรกับทุกฝ่ายและดำเนินความร่วมมือบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ซึ่ง EU ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด การลงทุน และลดการพึ่งพาตลาดเดิมของไทย<br />
&ldquo;ปัจจุบันไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสรุปผลได้แล้ว 11 ข้อบท จากทั้งหมด 24 ข้อบท และยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องหารือเพิ่มเติม อาทิ กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการค้าดิจิทัล โดยนายกฯ ได้สั่งการให้เร่งเจรจา อะไรที่เป็นปัญหา ก็ให้เร่งเคลียร์ให้จบ และจะมีการเจรจารอบที่ 9 ในเดือน มิ.ย.2569 ที่บรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ซึ่งไทยได้ตั้งเป้าเจรจาให้จบโดยเร็ว เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าไปยังยุโรป ไม่เช่นนั้น ไทยจะเสียเปรียบคู่แข่ง อาทิ เวียดนามและมาเลเซีย ที่มี FTA กับ EU แล้ว&rdquo;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือจากคณะทูตในการชี้แจงผู้ประกอบการในยุโรปว่าไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุน และเป็นแหล่งนำเข้าให้กับ EU หลังจากที่ EU ต้องกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเดิม โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมูลค่าสูง และสินค้าเกษตรแปรรูป โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายให้ได้เจอกันและทำธุรกิจร่วมกันต่อไป<br />
นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพเป็นหุ้นส่วนสำคัญของยุโรปในด้านความมั่นคงอาหาร (Food Security) สุขภาพ (Health) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ โดยไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย เป็น Heart of Asia ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะจัดกิจกรรมในการผลักดันการส่งออกสินค้า และภาคบริการไทยสู่ตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละปีมีโครงการและกิจกรรมกว่า 100 ครั้ง ก็ขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสนับสนุนการทำงานต่อไป โดยงานล่าสุด ที่ได้ทำร่วมกัน คือ การประชาสัมพันธ์นิทรรศการประวัติศาสตร์ &ldquo;ราชพัสตราสู่สากล&rdquo; เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;ฝรั่งเศส เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมผ้าไทยและงานศิลปหัตถกรรม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พ.ค.-1 พ.ย.2569 ที่พิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs (MAD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส<br />
สำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดยุโรป กระทรวงพาณิชย์มีแผนดำเนินการตั้งแต่การเพิ่มพูนความรู้ และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วยพัฒนามาตรฐานสินค้า พาไปเจรจาจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการค้าออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการ sourcing สินค้าทุนและเทคโนโลยีที่จำเป็น ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย<br />
&ldquo;ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนที่ช่วยสร้างงาน สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภาคเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมมูลค่าสูง สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจยุโรปเข้ามาลงทุน ผลิต และใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมโยงตลาดโลก รวมทั้งร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มของภาคเกษตรไทย ซึ่งแผนงานเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์จะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องขอความร่วมมือจากทีมไทยแลนด์ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
การประชุมครั้งนี้ ยังมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9335">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/OV1NKXIA?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052583d061055abcf7e74d188e2bfdcfbcb5083915.jpg' type='image/jpg' length='466653' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ปลื้มมาตรการผลไม้เชิงรุกรุ่ง ดันส่งออกทุเรียน เม.ย.พุ่ง 109.5% เงาะ 92.8%]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165365</link>
<guid isPermaLink="false">e699dad6ef336c4c9a2fc83ab9d6a1b2</guid>
<pubDate>Fri, 22 May 2026 08:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก ทั้งการหาตลาดล่วงหน้า เปิดทางโลจิสติกส์ ทีมเซลล์แมนขายทุเรียน มังคุด จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคในจีน และประเทศเป้าหมาย เริ่มส่งผลดี ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรเดือน เม.ย.พลิกบวก 17.9% หลังติดลบมา 8 เดือน เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5% เงาะ 92.8% ลิ้นจี่ 70% ส่วนมาตรการดูแลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่มุ่งปรับโครงสร้างทั้งระบบ ล้วนมีความคืบหน้า ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรด้วยการเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด และระยะผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มสะท้อนผลในเชิงบวกจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงรุกเร่งผลักดันส่งออกผลไม้ทั่วโลกก่อนฤดูกาลผลิต การส่งทีมไปเจรจากับด่านทั้งในลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การมอบหมายทูตพาณิชย์ในจีนประสานผู้นำเข้าได้ยอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้ปริมาณ 1&ndash;1.1 ล้านตัน ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย หาตลาดส่งออกมังคุดได้ 1.5 แสนตัน รวมไปถึงการส่งเสริมตลาดสินค้าผลไม้ในจีน ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตลาดศักยภาพ (เกาหลีใต้ อินเดีย) ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์ (ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง) รวมถึงเปิดตัวช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความคึกคักมีการสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือน เม.ย.2569 เพิ่มขึ้น 17.9% หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน เพิ่ม 109.5% เงาะ เพิ่ม 92.8% และลิ้นจี่ เพิ่ม 70% สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยที่เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่า จากนี้การส่งออกผลไม้ จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ยังมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมกระตุ้นการส่งออกผลไม้อย่างเข้มข้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับตลาดในประเทศ ได้มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ผนึกกำลังกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ และจัดบุฟเฟต์ผลไม้ และยังมีการทำตลาดผลไม้ผ่านช่องทางของห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงการนำผลไม้ไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ณ จุดที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rdquo; เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากมาตรการเชิงรุกที่ได้เร่งทำแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ๆ ซึ่งในแต่ละเฟสเริ่มที่จะเห็นความคืบหน้าแล้ว โดยต้นน้ำ มีมาตรการยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด โดยบูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี<br />
กลางน้ำ ได้เร่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น<br />
ปลายน้ำ มีการเร่งดำเนินการหาตลาดอย่างเต็ม โดยทูตพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ การรักษาตลาดส่งออกเดิม เจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูป ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผ่าน Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL และ Influencer เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ มีความคืบหน้าต่อเนื่อง</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9323">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/3v5hQdyN?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026052204530983b55ef26dfd37d839527c9e89084449.jpg' type='image/jpg' length='188783' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ดัน 320 หน่วยงานรัฐ เชื่อมข้อมูลนิติบุคคล อำนวยความสะดวกประชาชน-ธุรกิจ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165141</link>
<guid isPermaLink="false">7c9c634867614099d33b4921211ca50a</guid>
<pubDate>Thu, 21 May 2026 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดงานยกระดับรัฐบาลดิจิทัล ภายใต้แนวคิด &ldquo;ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน&rdquo; เตรียมเชื่อมข้อมูลนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กับหน่วยงานภาครัฐกว่า 320 แห่งให้ครบทุกหน่วยงาน หลังล่าสุดเชื่อมโยงไปแล้ว 180 หน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ ไม่ต้องถูกเรียกสำเนาเอกสารอีกต่อไป ลดภาระทั้งเอกชน และภาครัฐ &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานยกระดับรัฐบาลดิจิทัล ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ภายใต้แนวคิด &ldquo;ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน&rdquo; ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า การขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังของหน่วยงานราชการทั้ง 320 แห่ง ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แบบ Real Time ผ่านเครือข่ายสารสนเทศของแต่ละหน่วยงาน โดยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 เป็นต้นไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเปลี่ยนการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลในรูปแบบกระดาษ เปลี่ยนผ่านไปสู่งานให้บริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบให้กับหน่วยงานราชการ ผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ (BDEX : Business Data Exchange) สำหรับการตรวจค้นและตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลและระบบบริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ (DBD e-Service for Government)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในอนาคตวางเป้าหมายหน่วยงานราชการ จะยกเลิกการเรียกสำเนาหนังสือรับรองและสำเนาเอกสารนิติบุคคลกับประชาชน เป็นการอำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชนของหน่วยงานราชการ และลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางมาติดต่อราชการ หรือการเตรียมเอกสารต่าง ๆ ในรูปแบบกระดาษ ที่ถือเป็นต้นทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ&nbsp;<br />
โดยปัจจุบัน มีหน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้วกว่า 180 หน่วยงาน แต่ยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มเติม อีก 140 หน่วยงาน และในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะหน่วยงานที่ให้บริการข้อมูลนิติบุคคล ได้ให้บริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยได้ออกหนังสือรับรองนิติบุคคลรวมจำนวน 2.3 ล้านฉบับ และออกสำเนาเอกสารทางทะเบียนและสำเนางบการเงินรวม 10 ล้านแผ่น ซึ่งต้องใช้กระดาษรวมแล้วประมาณ 19.2 ล้านแผ่นต่อปี การลดใช้เอกสารกระดาษจากการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐกว่า 320 แห่ง จะช่วยลดการใช้กระดาษได้มากกว่า 19.2 ล้านแผ่นต่อปี หรือเทียบเท่าการอนุรักษ์ต้นไม้กว่า 2,000 ต้น คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ต่อปี รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนด้วย<br />
&ldquo;ที่ผ่านมา เอกสารถือเป็นภาระสำคัญของประชาชนและภาคธุรกิจในการติดต่อราชการ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอน ลดการเดินทาง และลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่ภาครัฐต้องเร่งปรับตัวและนำมาใช้ในการยกระดับการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเข้าสู่มาตรฐาน OECD ภายในปี 2573 ซึ่งการยกระดับรัฐบาลดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารภาครัฐ&nbsp; ของไทยให้เทียบเท่าสากล ทั้งในด้านความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการจัดงานครั้งนี้ มีผู้บริหารจาก 3 หน่วยงานหลัก ได้ร่วมกล่าวถึงทิศทางและการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ โดย น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. เน้นย้ำความสำคัญของการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐเพื่อยกระดับการบริการสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (e-Government) พร้อมระบุบทบาทของ ก.พ.ร. ในการผลักดันการบูรณาการข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยืนยัน&nbsp; ความพร้อมของชุดข้อมูลนิติบุคคล และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และนางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ สพร. รักษาการแทนผู้อำนวยการ สพร. ระบุว่า ระบบ Government Data Exchange (GDX) มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ช่วยลดการขอสำเนาเอกสารราชการ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9316">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/dOTiw50W?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202605215d894554fd55934f6316bff12d376071084430.jpg' type='image/jpg' length='218794' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ดีเดย์ 1 ก.ค.69 งดรับจดบริษัทแบบ Walk-in ให้ใช้ออนไลน์ช่องทางเดียว]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164839</link>
<guid isPermaLink="false">2b2dcea8938ddbbd15d49753d39916b2</guid>
<pubDate>Wed, 20 May 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าขออนุญาตประชาชนและภาคธุรกิจ ประกาศดีเดย์ 1 ก.ค.69 ยุติการให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดในรูปแบบ Walk-in ให้ใช้ช่องทางออนไลน์ผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียวทั่วประเทศ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมขออนุญาตประชาชนและภาคธุรกิจ ยุติการให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดในรูปแบบ Walk-in (กระดาษ) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชน ผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียว ช่วยให้ภาคธุรกิจประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาติดต่อที่สำนักงานกรม หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และลดการติดต่อแบบเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับภาคธุรกิจและประชาชนที่มาขอรับบริการ ที่อาจเป็นสาเหตุหลักนำมาซึ่งการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ระบบ DBD Biz Regist เป็น Key Driver สำคัญในการยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบเศรษฐกิจของไทย มีการนำระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐอย่างไร้รอยต่อ ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร หรือการแอบอ้างสิทธิ์ของผู้อื่น ทำให้ทุกขั้นตอนของการจดทะเบียนธุรกิจผ่านระบบ DBD Biz Regist มีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้จริง<br />
โดยระบบ DBD Biz Regist เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่มีวันหยุด ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ และรับเอกสารสำคัญทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกที่ อีกทั้งยังหมดห่วงเรื่องการใช้งาน เพราะกรมได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา แนะนำและสนับสนุนการใช้งานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีความราบรื่น ไร้รอยต่อ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคธุรกิจและประชาชน<br />
ก่อนหน้านี้ กรมพยายามให้บริการผ่านระบบออนไลน์ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ให้มีความสะดวก โดยเฉพาะให้มีความรวดเร็ว ต้องไม่เกินกว่าระยะเวลาที่ใช้ในการยื่นแบบระบบ Walk-in (กระดาษ) ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยสถิติผู้ใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ (DBD Biz Regist) เดือน เม.ย.2569 สูงถึง 89.05% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.2568 ที่มีสัดส่วน 68.15% และเฉพาะในส่วนของการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทใหม่ มีผู้ใช้บริการแตะ 94.59% เทียบกับเดือน ก.ย.2568 ที่ 76.95% โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มีต่อระบบจดทะเบียนดิจิทัลของกรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ<br />
สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ ที่ต้องการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดผ่านระบบ DBD Biz Regist หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถามข้อมูลหรือศึกษาการใช้งานระบบเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่กองทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่าน Line Official Account : @DBD1570 และ Call Center 1570</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9313">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/eK5QXpE7?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260520d55b7b71190886fb1f416195ba57d488084706.jpg' type='image/jpg' length='155264' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือ ธ.ก.ส. ผลักดันเกษตรกร ใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันขอกู้เงิน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164596</link>
<guid isPermaLink="false">5b90dd5755f3023f230b0561fde3bc07</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 08:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่ จ.อ่างทอง จัดกิจกรรมผลักดันเกษตรกร ใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เผยล่าสุด มีการนำไม้ยืนต้นมาใช้ค้ำประกันขอสินเชื่อแล้ว 4.58 แสนต้น วงเงิน 197 ล้านบาท</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง จัดกิจกรรมส่งเสริมไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ ณ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านยางกลาง ตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยนำไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ผ่านองค์ความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ<br />
โดยไฮไลต์สำคัญ คือ การสาธิตวิธีการวัดไม้ยืนต้นที่ต้องการนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อประเมินมูลค่าการให้สินเชื่อในเบื้องต้นของสถาบันการเงิน โดยต้นไม้ที่เกษตรกรนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจกับ ธ.ก.ส. (โครงการธนาคารต้นไม้) ได้แก่ มะขาม มะกอกป่า สะเดา ต้นเต็ง รัง ประดู่บ้าน ประดู่ป่า เป็นต้น รวมทั้งการประเมินการกักเก็บคาร์บอนเครดิตของต้นไม้ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับรู้ถึงคุณสมบัติที่โดดเด่นของต้นไม้<br />
สำหรับจังหวัดอ่างทอง เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 430,000 ไร่ หรือมากกว่า 70% ของพื้นที่ทั้งหมด และมีโครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาภาคการเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะการปลูกข้าวและพืชเศรษฐกิจหลักหลากหลายชนิด การผลักดันให้นำไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรที่มีอยู่ เปลี่ยนสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในทันทีให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สร้างสภาพคล่อง ตลอดจนเพิ่มการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ GDP ประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การขับเคลื่อนให้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงมาตรการทางด้านสินเชื่อ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประเทศให้เข้าถึงได้โดยง่าย สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระยะยาว โดยกรมขอขอบคุณ ธ.ก.ส. ที่เห็นหน่วยงานหลักในการร่วมผลักดันกับกรม ให้สามารถนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ&rdquo;นายจิตรกรกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย.2569) มีผู้นำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้วกว่า 30 จังหวัด จำนวน 458,799 ต้น วงเงินค้ำประกันรวมกว่า 197 ล้านบาท ครอบคลุม 5 ภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคใต้) โดยต้นไม้ที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ประกอบด้วย ต้นสัก ยาง พะยอม ประดู่ป่า ประดู่บ้าน พะยูง พฤกษ์ มะขาม ไม้สกุลทุเรียน กฤษณา เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้ประกอบการฐานรากทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองทะเบียนบริษัทมหาชนและหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร.0 2547 4944&nbsp; e-mail :&nbsp;stro@dbd.go.th&nbsp;หรือ&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a></p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9311">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Wb4vYDJ1?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202605192a25b1d6a57a3043406ddb86573b4470084203.jpg' type='image/jpg' length='868443' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ยันงานบริการสู่ดิจิทัล 100% ลดติดต่อเจ้าหน้าที่ ย้ำมีเรียกสินบน ฟันไม่เลี้ยง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164347</link>
<guid isPermaLink="false">05d3737b950ee5e6d747cfd592f7578f</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยันพร้อมตรวจสอบการทุจริต คอร์รัปชัน ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก ไม่มีละเว้น ตั้งข้อสังเกต พัฒนางานบริการเป็นดิจิทัลครบ 100% ทุกงานบริการแล้ว ลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้มาใช้บริการ ที่อาจเป็นสารตั้งต้นของการเรียกรับผลประโยชน์และการคอร์รัปชัน แต่ก็ยังมีการกล่าวอ้างเรียกรับผลประโยชน์ เตรียมนัดประชุมพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงแนวทางการทำงาน 19 พ.ค.นี้</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ เนื่องจากเป็นดัชนีชี้วัดความสามารถของประเทศหลากหลายด้าน โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นประกอบการตัดสินใจลงทุนของนักธุรกิจชาวต่างชาติ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยกรมยึดหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติราชการทุกระดับ และพร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบการปฏิบัติราชการทุกขั้นตอน เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในทุกกระบวนการทำงาน และตลอดเวลาที่ผ่านมา กรมมีความเข้มงวดต่อการกำกับดูแลการปฏิบัติราชการและการให้บริการของเจ้าหน้าที่ทุกคน และมีการกำหนดบทลงโทษอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากมีข้อร้องเรียนจากภาคธุรกิจหรือภาคประชาชน จะรีบดำเนินการตรวจสอบโดยทันที เนื่องจากมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อการให้บริการ รวมทั้งนำระบบดิจิทัลมาให้บริการในทุกกระบวนงาน ซึ่งช่วยลดการติดต่อแบบเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับภาคธุรกิจและประชาชนที่มาขอรับบริการ ที่อาจเป็นสาเหตุหลักนำมาซึ่งการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ<br />
ทั้งนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ภายใต้โครงการ &ldquo;คนไทยไม่ทนคอร์รัปชัน&rdquo; ซึ่งมีการระบุชื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ (สินบน) แม้จะอยู่ลำดับที่ 21 จาก 26 หน่วยงาน ของผลการสำรวจเรื่องจำนวนเงินต่อครั้งที่ธุรกิจจ่ายให้หน่วยงานที่ติดต่อ ก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมา ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถใช้บริการกรมผ่านระบบดิจิทัลได้ครบ 100% แล้ว เช่น การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท ผ่านระบบ DBD Biz Regist การจดทะเบียนบริษัทมหาชน ผ่านระบบ DBD e-PCL การนำส่งงบการเงิน ผ่านระบบ DBD e-Filing การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ผ่านระบบ e-Foreign Business การจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ ผ่านระบบ e-Secured และการให้บริการข้อมูลนิติบุคคล ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ เป็นต้น ซึ่งทุกระบบที่กล่าวมามีผู้เข้าใช้บริการเกือบครบ 100% แล้ว<br />
โดยกรมยังได้มีการทบทวนและปรับปรุงระบบดิจิทัลให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีโดยตลอด เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนการให้บริการ มีการจัดทำคู่มือการปฏิบัติราชการ การให้บริการที่มีรูปแบบเดียวกัน เพื่อสร้างมาตรฐานการตรวจสอบเอกสารที่เป็นเอกภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสร้างระบบติดตามสถานะทุกขั้นตอนของการให้บริการ เพื่อสื่อสารให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้ทราบระยะเวลาการให้บริการที่ชัดเจน ช่วยลดความคลางแคลงใจในการให้บริการของกรม ซึ่งช่วยขจัดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์อันเป็นต้นตอของการทุจริตคอร์รัปชัน อีกทั้งได้สั่งการเจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และต้องไม่เรียกรับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ รวมถึงได้กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน ตลอดจนมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มงวด<br />
&ldquo;เมื่อผลสำรวจออกมาเช่นนี้ กรมก็พร้อมเดินหน้าตรวจสอบถึงข้อกล่าวอ้างดังกล่าว โดยจะปฏิบัติบนหลักสัจธรรมและความถูกต้องที่ว่า &ldquo;ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก&rdquo; โดยไม่เข้าข้างผู้ใดทั้งสิ้น หากพบการกระทำความผิด ก็พร้อมดำเนินการลงโทษทั้งทางวินัยและทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด และจะมีการเรียกประชุมพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศในวันที่ 19 พ.ค.2569 ให้รับทราบนโยบายและข้อสั่งการในเรื่องดังกล่าว เพื่อปฏิบัติงานให้เกิดความโปร่งใสไปในทิศทางเดียวกัน&rdquo;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมเห็นด้วยและขอชื่นชมกับการที่ภาคเอกชนกล้าแสดงออกและเข้ามาร่วมตรวจสอบการปฏิบัติราชการและการให้บริการของภาครัฐในทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสร้างความชอบธรรมในการประกอบธุรกิจ การใช้บริการของภาครัฐ รวมทั้งการต่อต้านและไม่ทนต่อการทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐ ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มากของประเทศและเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเชื่อว่าเสียงสะท้อนของภาคธุรกิจและประชาชนจะช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิรูปภาครัฐให้มีความโปร่งใส พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และเดินหน้าสู่ภาครัฐโปร่งใสตามความคาดหวังของภาคธุรกิจและประชาชน แต่มีข้อสังเกตถึงสาเหตุที่มีข้อถกเถียงของเกือบทุกหน่วยงานที่ถูกกล่าวหาและไม่ยอมรับผลสำรวจ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับรูปแบบของการทำสำรวจ เช่น การเลือกหน่วยงานภาครัฐแบบเฉพาะเจาะจงเพียง 5 กลุ่ม การตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่างเพียง 401 ราย และข้อคำถามที่อาจมีความไม่ชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่อาจคลาดเคลื่อนของผู้ตอบแบบสอบถาม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับภาคธุรกิจและประชาชน หากพบเห็นเจ้าหน้าที่กรมเรียกรับผลประโยชน์ หรือทุจริตคอร์รัปชัน สามารถร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th และ Call Center 1570 &nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9306">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ik7utoPd?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202605183c8ddc5b272219e7241a4610e196f295084309.jpg' type='image/jpg' length='93940' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ควง “ซาบีดา” เปิด Thailand Pavilion งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/164023</link>
<guid isPermaLink="false">d6dca580a4d2470da6c247941bfe0e0e</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 08:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ควง &ldquo;ซาบีดา&rdquo; เปิด Thailand Pavilion ภายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ที่ฝรั่งเศส โชว์ศักยภาพภาพยนต์และวิดีทัศน์ของไทย มั่นใจการเข้าร่วมงานจะทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างพันธมิตร และเพิ่มโอกาสขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ปลื้ม 2 ภาพยนตร์ไทย ได้รับคัดเลือกให้ฉายในเทศกาล ย้ำมีมาตรการดึงต่างชาติลงทุนผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ในไทย ได้รับเงินคืนสูงสุด 20%</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดคูหาประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ในนามประเทศไทย หรือ Thailand Pavilion ภายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ระหว่างวันที่ 12-23 พ.ค.2569 ณ หมู่บ้านนานาชาติ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของไทย เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพสูง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และส่งเสริมการจ้างงาน รวมถึงเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และภาพยนตร์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ผลงานไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ต้องขอชื่นชมการบูรณาการความร่วมมือของภาครัฐ ทั้งกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทยมีบทบาทบนเวทีระดับโลก ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด Content Thailand ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาผลงานคุณภาพ และผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยประเทศไทยได้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับภาพยนตร์เรื่อง 9 Temples to Heaven (9 วัดสู่สวรรค์) และ What do you seek in the dark? (หาอะไร?) ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 โดย 9 Temples to Heaven ได้รับคัดเลือกในสาย Directors&rsquo; Fortnight และ &ldquo;What Do You Seek in the Dark?&rdquo; ได้รับคัดเลือกในสาย Critics&rsquo; Week ซึ่งนับเป็นความสำเร็จสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยบนเวทีโลก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังจัดกิจกรรม Thai Pitch โดยนำโครงการภาพยนตร์ที่ผ่านการคัดเลือก อย่างพิถีพิถัน จำนวน 3 โครงการ มานำเสนอแนวคิดและศักยภาพของผลงานต่อนักลงทุน ผู้ร่วมผลิต และผู้ที่สนใจจากนานาประเทศ โดยมีผู้กำกับและผู้สร้างภาพยนตร์เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนและต่อยอดความร่วมมือ และยังได้จัดกิจกรรมร่วมกับสื่อชั้นนำในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงระดับโลก &ldquo;Deadline&quot; ภายใต้ชื่อ &ldquo;Thai Cinema Global Showcase 2026&rdquo; นำเสนอภาพยนตร์ไทยที่มีความโดดเด่น จำนวน 5 เรื่อง โดยนำตัวแทน 5 บริษัท ร่วมพูดคุยเพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดนานาชาติ พร้อมกันนี้ ยังได้นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 15 บริษัท เข้าร่วมตลาดภาพยนตร์ เพื่อจัดแสดงผลงานและเจรจาธุรกิจในระดับนานาชาติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับความพิเศษสำคัญในปีนี้ ประเทศไทยได้ประกาศมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์จากต่างประเทศ โดยบริษัทต่างชาติที่ว่าจ้างผู้ผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยที่มีมูลค่าสัญญาขั้นต่ำต่อโครงการ ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับการสนับสนุนในรูปแบบเงินคืน (Cash Rebate) สูงสุดถึง 20% โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมบริการด้านการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์อย่างครบวงจร อาทิ แอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ เกม และงานโพสต์โปรดักชัน &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 15 บริษัทที่เข้าร่วมงานในปีนี้ ประกอบด้วย ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ (Film Production and Distribution) จำนวน 12 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท บิบบิดี้ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด 2.บริษัท เฟียร์โฟล์คส เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 3.บริษัท ฟิล์ม เฟรม โปรดักชั่นส์ จำกัด 4.บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด 5.บริษัท จีเอ็มเอ็ม สตูดิโอส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 6.บริษัท เอ็ม ดิสทริบิวชั่น จำกัด 7.บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด 8.บริษัท ณวลาร์ท นิมิต จำกัด 9.บริษัท ปลาบลาบลา จำกัด 10.บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 11.บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด 12.บริษัท ทีแอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด และบริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Production and Post-Production Services) จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 13.บริษัท เบนีโทน ฟิล์มส์ จำกัด 14.บริษัท เซคคันด์ สกิน สตูดิโอ จำกัด 15.บริษัท ไวท์ ไลท์ สตูดิโอ จำกัด</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9295">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/1yB4b1e8?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202605155974b33256d839b73b8f66bd28cab583085015.jpg' type='image/jpg' length='658639' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เตือนนักชอป เครื่องสำอาง อุปกรณ์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าปลอม ขายเกลื่อนออนไลน์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163808</link>
<guid isPermaLink="false">4643a5e1917f245740ffd3ac276bf474</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตือนนักชอปออนไลน์ ระวังซื้อสินค้าแล้วเจอของปลอม หลังผู้จำหน่ายหันใช้ช่องทางออนไลน์ปล่อยของเพิ่มมากขึ้น เผยมีทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ระวังซื้อไปแล้วอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ ไฟฟ้าลัดวงจร แนะพิจารณา 7 ข้อควรระวัง ก่อนซื้อ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีรธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากหน้าร้านสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากเข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน และของใช้สำหรับร่างกาย ทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น ครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า เซรัม ครีมกันแดด รองพื้น แป้งพัฟ ครีมอาบน้ำ แชมพู ครีมนวดผม และยาสีฟัน รวมทั้งอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือ เช่น พาวเวอร์แบงค์ หัวชาร์จเร็ว หูฟังไร้สาย และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น ลำโพงบลูทูธ รางปลั๊กไฟ และไดร์เป่าผม เป็นต้น<br />
โดยสินค้าเหล่านี้ มีการปลอมบรรจุภัณฑ์ฉลากภาษาไทยที่แสดงเครื่องหมายรับรองต่าง ๆ เช่น เลขทะเบียน อย. เลขมาตรฐาน มอก. ให้มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าของแท้มากขึ้น เพื่อหลอกลวงผู้บริโภคโดยเฉพาะนักชอปออนไลน์ที่ไม่สามารถตรวจสอบสินค้าก่อนสั่งซื้อ และจูงใจผู้ซื้อด้วยราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มีส่วนประกอบสารเคมีต้องห้ามหรือเกินมาตรฐานที่เป็นอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ เช่น อาการแพ้ ระคายเคืองผิว อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย เสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดเพลิงไหม้<br />
&ldquo;กรมได้เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ เร่งเฝ้าระวังและปราบปรามสินค้าปลอมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หลังพบขบวนการปลอมสินค้าพัฒนารูปแบบการผลิตและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างแนบเนียนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิต สุขภาพ ความปลอดภัย และทรัพย์สินของประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรและแพลตฟอร์มออนไลน์ในการป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการค้าออนไลน์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
นอกจากนี้ กรมขอแนะนำ 7 ข้อสังเกตหรือข้อควรระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ 1.ตรวจสอบฉลากและการรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น เลข อย./มอก. และเครื่องหมายการค้า 2.ตรวจสอบข้อมูลสินค้า ทั้งชื่อสินค้า วันผลิต วันหมดอายุ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขาย ประเทศแหล่งกำเนิดและแหล่งผลิตสินค้า ตลอดจนตรวจสอบประวัติร้านค้าว่าเปิดมานานหรือไม่ 3.ตรวจสอบส่วนประกอบของสินค้า บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่มีตำหนิ 4.มีนโยบายคืนสินค้า/คืนเงินชัดเจน 5.ราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ถูกเกินไปเมื่อเทียบกับราคาปกติที่จำหน่ายในท้องตลาด 6.การออกใบเสร็จหรือหลักฐานการสั่งซื้อ 7.ตรวจสอบข้อมูลการรีวิวสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งมีจุดที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น การโฆษณาหรืออ้างสรรพคุณเกินจริง การจัด Flash Sale หลอกโดยการลดราคาสินค้าพิเศษอย่างหนักในช่วงระยะเวลาจำกัดมาก การเร่งรัดให้โอนเงิน การปิดบังข้อมูลร้านค้าผู้จำหน่าย การมียอดรีวิวแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นร้านจำหน่ายสินค้าปลอมหรืออาจถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน<br />
สำหรับโทษการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อหากำไรทางการค้า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่การปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการนำเข้า จำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร มีโทษตามที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกัน<br />
ก่อนหน้านี้ กรมได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการเฝ้าระวังและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยช่วง 6 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.2568-มี.ค.2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ทั้งย่านการค้าและออนไลน์รวม 332 คดี ยึดของกลางได้กว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้ยกระดับการปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่ได้มาตรฐาน ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง เนื่องจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดนวัตกรรมและการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการค้า การลงทุน และภาพลักษณ์ของประเทศไทย ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ส่วนประชาชน หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสทางเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ &ldquo;แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; หรือโทรสายด่วน 1368</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9289">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/0Tol8ynl?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260514c6790991b4bcc359bce390a74bcf3f6a090757.jpg' type='image/jpg' length='187232' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยผนึกอาเซียน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เพิ่มความร่วมมือพลังงาน-อาหาร]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163505</link>
<guid isPermaLink="false">d9f566f64224dbe0e329aaec1d7fc02b</guid>
<pubDate>Tue, 12 May 2026 08:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;กิริฎา&rdquo; เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ ออกแถลงการณ์รับมือผลกระทบจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เน้นร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารและพลังงาน ส่งเสริมการสำรองพลังงานร่วมในภูมิภาค การเชื่อมโยงโครงการไฟฟ้า ท่อส่งก๊าซ พลังงานทางเลือก ไทยผลักดันอาเซียนเร่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจ เร่งสรุปความตกลง DEFA ภายในปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางการค้า</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ ร่วมกับ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ร่วมต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจของภูมิภาคจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ โดยเน้นร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เพื่อรับมือผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่านไปยังภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและความเสี่ยงต่อผลผลิต พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้กลไกภูมิภาค อาทิ โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบสารสนเทศด้านความมั่นคงอาหารอาเซียน (AFSIS) เพื่อเสริมระบบสำรองและการติดตามสถานการณ์ รวมถึงส่งเสริมเกษตรยั่งยืนเพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ อาเซียนยังได้ศึกษาแนวทางการสำรองพลังงานร่วมในภูมิภาค เร่งกระจายแหล่งพลังงานและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค อาทิ โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (APG) และโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (TAGP) ควบคู่กับการดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบสำคัญ ได้แก่ ความตกลงกรอบความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน (APSA) และแผนปฏิบัติการด้านพลังงานอาเซียน (APAEC) ระยะปี 2569-2573 รวมถึงผันวิกฤตเป็นโอกาสใหม่ของพลังงานทางเลือก เพื่อเสริมสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน อาเซียนจะต้องเร่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวในระยะยาว โดยไทยได้เสนอให้ยกระดับบทบาทของอาเซียนสู่การเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจที่มั่นคงและน่าเชื่อถือของโลก ท่ามกลางความผันผวนในบริบทโลกปัจจุบัน โดยอาศัยการมีระบบการค้าที่เปิดกว้าง การยึดมั่นในกติกาสากล และการงดเว้นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่จำเป็น<br />
นอกจากนี้ ได้ผลักดันให้ประเทศสมาชิกจะต้องเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเร่งรัดการมีผลใช้บังคับของความตกลงทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ค้างอยู่ เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรค และรักษาความต่อเนื่องของการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็น ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายของตลาดคู่ค้า และเร่งสรุปการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางการค้า โดยจะเสนอแนวทางดังกล่าวต่อการประชุมผู้นำอาเซียนในเดือน พ.ค.2569 นี้</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/9282">https://www.commercenewsagency.com/news/9282</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051274ed43bc5d1db3a845b39124b0296da5084146.jpg' type='image/jpg' length='334587' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[5 แสนคน แห่ชอปสินค้าไทยช่วยไทย 60 ล้านบาท น้ำมันพืช ไข่ น้ำยาซักผ้าขายดี]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163192</link>
<guid isPermaLink="false">8a5ba921bd0913b867be3b845631c815</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 08:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยผลจัดงานจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ รวม 2 ครั้ง วันที่ 1 และ 8 พ.ค.69 มีประชาชนกว่า 5 แสนคน เดินทางมาจับจ่ายซื้อสินค้ากว่า 60 ล้านบาท เผยน้ำมันพืช ไข่ไก่ ไข่เป็ด ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ข้าวสาร น้ำตาล ขายดีสุด สินค้า OTOP ทั้งอาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ เครื่องดื่ม สมุนไพร ก็ขายดีไม่แพ้กัน ครั้งถัดไปเจอกันวันที่ 15, 22 และ 29 พ.ค.69</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกัน Kick Off เปิดการจำหน่ายเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2569 และจะจัดต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค.2569 ปรากฏว่า ยอดรวม 2 วัน (วันศุกร์ที่ 1 พ.ค. และวันศุกร์ที่ 8 พ.ค.) มีประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้ารวม 60,854,290.45 บาท แบ่งเป็นวันศุกร์ที่ 1 พ.ค.2569 ประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้า 33,738,292.45 ล้านบาท และวันศุกร์ที่ 8 พ.ค.2569 ประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้า 27,115,998 บาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายละเอียด ครั้งที่ 1 วันศุกร์ที่ 1 พ.ค.2569 มีประชาชนเข้าร่วมซื้อสินค้าจำนวน 283,894 คน และมีร้านค้าที่เข้าร่วมทั้งหมด 12,491 ร้าน แบ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ 1,245 ร้าน ร้านค้า OTOP 5,749 ร้าน ร้านค้าชุมชน 5,497 ร้าน จังหวัดที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จังหวัดสุรินทร์ 1,192,891 บาท 2.จังหวัดนครราชสีมา 1,167,683 บาท 3.จังหวัดเชียงใหม่ 1,057,660 บาท 4.จังหวัดขอนแก่น 1,056,944 บาท 5.จังหวัดยะลา 836,991 บาท และอำเภอที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อำเภอกาบัง จ.ยะลา 468,956 บาท 2.อำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี 277,000 บาท 3.อำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี 269,870 บาท 4.อำเภอจอมพระ จ.สุรินทร์ 228,207 บาท 5.อำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ 210,934 บาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ 1.น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร 2.ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3.ผลิตภัณฑ์ซักผ้า 4.ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม 5.ข้าวทุกประเภท สินค้า OTOP ได้แก่ 1.ประเภทอาหาร 2.ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย 3.ประเภทของใช้ 4.ประเภทเครื่องดื่ม 5.ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และสินค้าอื่น ๆ ได้แก่ &nbsp;1.อาหารสด 2.อาหารแปรรูป 3.ขนม เบเกอรี 4.เครื่องดื่ม 5.ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร<br />
ครั้งที่ 2 วันศุกร์ที่ 8 พ.ค.2569 มีประชาชนเข้าร่วมซื้อสินค้าจำนวน 217,619 คน และมีร้านค้าที่เข้าร่วมทั้งหมด 9,721 ร้าน แบ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ 1,210 ร้าน ร้านค้า OTOP 4,506 ร้าน ร้านค้าชุมชน 4,005 ร้าน จังหวัดที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จังหวัดสุรินทร์ 1,047,798 บาท 2.จังหวัดนครราชสีมา 937,358 บาท 3.จังหวัดเชียงใหม่ 880,018 บาท 4.จังหวัดชลบุรี 833,726 บาท 5.จังหวัดราชบุรี 741,810 บาท และอำเภอที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อำเภอเมืองสระบุรี จ.สระบุรี 348,227 บาท 2.อำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี 280,019 บาท 3.อำเภอเมืองยะลา จ.ยะลา 266,846 บาท 4.อำเภอเมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ 257,144 บาท 5.อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 255,700 บาท<br />
สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ 1.น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร 2.ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3.ผลิตภัณฑ์ซักผ้า 4.ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม 5.น้ำตาล สินค้า OTOP ได้แก่ 1.ประเภทอาหาร 2.ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย 3.ประเภทของใช้ 4.ประเภทเครื่องดื่ม 5.ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และสินค้าอื่น ๆ ได้แก่ 1.อาหารสด&nbsp; 2.วัตถุดิบประกอบอาหาร 3.อาหารแปรรูป 4.ขนม เบเกอรี 5.เครื่องดื่ม<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ประชาชนทุกภูมิภาคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้ทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค.2569 โดยเหลืออีก 3 ครั้ง ได้แก่ วันศุกร์ที่ 15, 22 และ 29 พ.ค.2569 ระหว่างเวลา 08.30&ndash;16.30 น. จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง ในราคาลดแล้วลดอีกสูงสุดถึง 58% ซึ่งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาด โดยคัดเลือกสินค้าอุปโภค-บริโภคจากห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ กว่า 3,000 รายการ และสินค้าราคาโปรโมชันจากห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึง สินค้า OTOP และสินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการชุมชน อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ เข้าร่วมจำหน่าย<br />
ขณะเดียวกัน ยังสามารถซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ที่ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ TOPs, BigC, Lotus&rsquo;s, Makro, CJ, Go Wholesale และห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ใกล้บ้านท่านได้อีกด้วย เพื่อสร้างความเสมอภาคและกระจายความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสเลือกซื้อสินค้าราคาถูก คุณภาพดี สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล<br />
ปัจจุบัน &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; กลายเป็นโมเดลสำคัญในการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ผลิตสินค้า SME ไทย ให้เติบโตไปพร้อมกับความร่วมมือในครั้งนี้ และต้องขอบคุณกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และนายอำเภอทุกแห่งที่ร่วมแรงร่วมใจจัดกิจกรรมดี ๆ เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9275">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/2NSsoYeV?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026051115e4860e7ca055fef0b68f1a93bd90a0085019.jpg' type='image/jpg' length='306169' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ขายข้าว-เกษตรนวัตกรรมงาน FHA 2026 ที่สิงคโปร์ ยอดปังกว่า 100 ล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162859</link>
<guid isPermaLink="false">da6b4d0cd465f5574c38d35e5a410740</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ โชว์ผลงานนำสินค้าข้าวและเกษตรนวัตกรรม จัดแสดงและจำหน่ายในงาน FHA 2026 ที่สิงคโปร์ กวาดยอดขายกว่า 100 ล้านบาท พร้อมจัดโปรโมตข้าวไทย จัดหุงให้ชิม ได้รับเสียงชื่นชม เสียงตอบรับล้นหลาม โดยเฉพาะข้าวไรซ์เบอรี่ นุ่ม หอม เคี้ยวสนุก</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำสินค้าข้าวและสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย เข้าร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมอาหารระดับนานาชาติ Food &amp; Hospitality ASIA 2026 (FHA 2026) ระหว่างวันที่ 21-24 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ Singapore EXPO สาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมได้คัดเลือกสินค้าเกษตรนวัตกรรม 45 รายการ ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health &amp; Wellness Food) อาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอาหารสร้างคุณประโยชน์เฉพาะด้าน (Functional Food) ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ไปจัดแสดงในงาน&nbsp; ปรากฏว่ามีผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา จีน อินเดีย โปแลนด์ อิตาลี สนใจเจรจาธุรกิจจำนวน 102 ราย ส่งผลให้มียอดสั่งซื้อทันที 10.19 ล้านบาท และคาดการณ์มูลค่าการค้าต่อเนื่องภายในระยะเวลา 1 ปี อีกกว่า 91.40 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการค้ารวมทั้งสิ้นกว่า 101.59 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้าเด่นที่ได้นำไปจัดแสดง ได้แก่ กราโนล่าข้าวก่ำล้านนา (แบรนด์ BIOBLACK) ไอศกรีม Plant-based (แบรนด์ Molly Ally) น้ำจิ้มฟรีซดราย (แบรนด์ ZAPJEED) ผงผำพร้อมรับประทาน (แบรนด์ flo Wolffia) ขนมเพื่อสุขภาพ (แบรนด์ Dear Snacks) เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลเพื่อเพิ่มน้ำนมแม่ (แบรนด์ MILK PLUS &amp; MORE) ผักสดเกรดการแพทย์ (แบรนด์ DiStar Fresh) ไอศครีมเจลาโต้ผลไม้แท้ (แบรนด์ Fruit Series) ผลิตภัณฑ์เสริมพลังงาน (แบรนด์ ProEngy) นมจากพืช (แบรนด์ Toki Milk) เครื่องดื่มคอมบูชะ (แบรนด์ mek Oort) อาหารนวัตกรรมจากข้าว (แบรนด์ Gohan) อาหารข้าวแปรรูปในเครือ (Jasgo / Hugpun / Medifoods) วิตามินกัมมี่จากเห็ดสมองลิง (แบรนด์ Happy Vita) เส้นโปรตีนสูง (แบรนด์ PROTINOS) และเยลลี่บุกผสมผลไม้ (แบรนด์ Jello Boom) &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยภายใต้แนวคิด &ldquo;Think Rice, Think Thailand&rdquo; โดยนำข้าวไทยหลากชนิดมาจัดแสดง อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวขาว และข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมนิล และได้จัดกิจกรรมสาธิตหุงข้าวให้ผู้เข้าชมงานได้ทดลองชิมรสชาติ ซึ่งกลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญให้กับผู้เข้าร่วมชมงาน โดยเฉพาะข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจนน่าปลื้มใจ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เคี้ยวสนุก นุ่ม หอม และมีความหวานที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายขนม อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทย ยังคงครองตำแหน่งข้าวพรีเมียมอันดับหนึ่งในสิงคโปร์ และได้รับความเชื่อมั่นจากร้านอาหารพรีเมียมและห้างสรรพสินค้าชั้นนำในสิงคโปร์มาอย่างยาวนาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นตลาดส่งออกข้าวที่มีความสำคัญและมีกำลังซื้อสูง โดยในช่วงปี 2565&ndash;2568 ไทยส่งออกข้าวไปสิงคโปร์เฉลี่ยปีละกว่า 96,000 ตัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% ของยอดนำเข้าข้าวทั้งหมดของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย ข้าวขาว และข้าวหอมไทย ตามลำดับ โดยกรมได้ใช้โอกาสนี้ รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยที่มีเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานคุณภาพจากประเทศไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
งานแสดงสินค้า Food &amp; Hospitality ASIA 2026 (FHA 2026) เป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอาหารและบริการที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปีนี้มีผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 1,750 ราย และมีผู้เข้าชมงานจาก 115 ประเทศทั่วโลกกว่า 80,000 คน ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ มีทั้งผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้า ผู้กระจายสินค้า ร้านอาหาร โรงแรม โดยการนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมและสินค้าข้าวไปจัดแสดง เป็นการช่วยเปิดตลาดต่างประเทศ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทย และเพิ่มโอกาสในการส่งออกในอนาคต</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9266">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/zkiKtCgn?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026050817dd849a9d8e4b6ee8341e115fc6c204083545.jpg' type='image/jpg' length='549110' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เจาะบริษัทต่างด้าว 6,551 ราย ทำธุรกิจไม่ขอ อยู่กรุงเทพฯ เพียบ แอบขายส่งมากสุด]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162638</link>
<guid isPermaLink="false">268b67aded5ce3fd179b6a1dcbed4d59</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดโพยบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป 6,551 ราย พบมีความเสี่ยงทำธุรกิจไม่ขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เผยตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ มากที่สุด ตามด้วยชลบุรี สมุทรปราการ ทำธุรกิจการขายส่งสินค้าทั่วไปมากสุด ตามด้วยร้านขายปลีกเครื่องประดับ การขายส่งสินค้าทั่วไป ลุยสอบเชิงลึก ทั้งรายได้ ทรัพย์สิน งบการเงิน ก่อนส่งดีเอสไอ ตำรวจ สรรพากร ปปง. จัดการตามกฎหมาย &nbsp;</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ตรวจสอบนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป เพื่อตรวจสอบการดำเนินธุรกิจ ที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยเบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 6,551 ราย และ 10 จังหวัดที่มีการตั้งนิติบุคคลสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 3,934 ราย ชลบุรี 1,084 ราย สมุทรปราการ 413 ราย ระยอง 252 ราย ปทุมธานี 133 ราย สมุทรสาคร 110 ราย นนทบุรี 95 ราย ภูเก็ต 68 ราย ฉะเชิงเทรา 61 ราย และเชียงใหม่ 59 ราย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการตรวจสอบ กรมจะตรวจสอบว่า นิติบุคคลต่างด้าวดังกล่าว มีการประกอบธุรกิจฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีแนบท้ายบัญชีใด โดยบัญชีหนึ่ง คือ ธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ อาทิ การทำนา ทำสวน ทำไร่ การทำประมงในน่านน้ำไทย การทำไม้จากป่าธรรมชาติ การค้าขายที่ดิน บัญชีสอง คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี หัตถกรรมพื้นบ้าน หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ ธุรกิจเกี่ยวกับความมั่นคง เช่น อาวุธ ธุรกิจคมนาคม ขนส่ง ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ บัญชีสาม คือ ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว อาทิ ธุรกิจบริการ เช่น บัญชี กฎหมาย ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น<br />
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบนิติบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจ 10 อันดับแรก ที่ไม่มีการขออนุญาต ได้แก่ การขายส่งสินค้าทั่วไป 327 ราย ร้านขายปลีกเครื่องประดับ 284 ราย การขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 280 ราย การขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น 258 ราย การขายส่งสิ่งทอเสื้อผ้ารองเท้าเครื่องหนังและของใช้ในครัวเรือนโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 222 ราย การซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองที่ไม่ใช่ เพื่อเป็นที่พักอาศัย 217 ราย การบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร 204 ราย การขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 161 ราย การก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 152 ราย และการขายส่งนาฬิกาและเครื่องประดับ 145 ราย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกรมจะนำกลุ่มเป้าหมายที่ได้ มาแบ่งเป็นแผนการตรวจสอบ 2 ระยะ ด้วยเกณฑ์รายได้ ทรัพย์สิน เพื่อทำการตรวจสอบเชิงลึก เช่น ตรวจสอบงบการเงินปีปัจจุบัน และ 5 ปี ย้อนหลัง เชื่อมโยงกับลักษณะของข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล และส่งข้อมูลเหล่านั้นให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมจะใช้การวิเคราะห์งบการเงิน และข้อมูลการจดทะเบียน เพื่อทำการเรียกตรวจบัญชีธุรกิจกลุ่มเสี่ยง เช่น มีข้อมูลระบุว่าประกอบธุรกิจ ซื้อ ขาย ให้เช่า อสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด และงบการเงินมีบัญชีที่ดิน ซึ่งต้องห้ามสำหรับต่างด้าว กรมก็จะพิจารณาส่งข้อมูลไปให้กรมที่ดินตรวจสอบ และกรณีที่มีรายได้จากการให้เช่า ก็จะถือว่าเข้าข่ายว่าเป็นธุรกิจบัญชี 3 ก็จะพิจารณาตามกฎหมายต่างด้าวต่อไป รวมทั้งจะพิจารณาตามมาตรฐานการบัญชีว่าธุรกิจ และผู้ทำบัญชีปฏิบัติตามกฎหมายบัญชีหรือไม่ หากพบว่าผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี รวมทั้งสำนักงานบัญชี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบัญชีและกฎหมายทางวิชาชีพบัญชี ก็จะดำเนินการทางตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งคณะกรรมการจรรยาบรรณดำเนินการทางวิชาชีพต่อไป</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9261">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/dqtCcIfw?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202605070ab8cbd9fe720f4c14cc3d6ff9214170084911.jpg' type='image/jpg' length='602849' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เผยผลถกผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เห็นพ้องเร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162418</link>
<guid isPermaLink="false">7d9e91af8922e0c2856ae24e8c85d851</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลหารือผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สองฝ่ายเห็นพ้องเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ให้คืบหน้าและสรุปผลโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และลดแรงกดดันที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย พร้อมพบ สว.แทมมี แลกเปลี่ยนมุมมองการเพิ่มความร่วมมือเศรษฐกิจ การขยายการค้า การลงทุนไทย-สหรัฐฯ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 ตามเวลาในสหรัฐฯ ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น สาขาเกษตรแปรรูป และพลังงาน พร้อมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม และแจ้งถึงแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประเด็นการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ได้ชี้แจงสหรัฐฯ ว่า ไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งได้แสดงความสนใจและขอให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนกรอบเวลา ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมาย คือ การสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ อีกทั้งลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต&nbsp;<br />
&ldquo;การหารือครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ในระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ได้หารือกับนาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ สองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว โดยไทยได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13&ndash;14 พ.ค.2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทยด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ มูลค่า 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ และไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยได้ดุลการค้า มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9257">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/wFOuqjmq?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260506adfac22a29a489a4a2e85738a1385b97084002.jpg' type='image/jpg' length='808507' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DIP x ททท. ผนึกกำลังผลักดันแหล่งผลิตสินค้า GI เป็นสถานที่ท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162157</link>
<guid isPermaLink="false">252c398b13f10b560c7a1ead3715d688</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังผลักดันแหล่งผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นที่ท่องเที่ยวนวัตวิถี เพื่อต่อยอดสร้างรายได้ในหลายมิติ ทั้งการท่องเที่ยว อาหาร ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมชวนนักวิ่งและนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม &ldquo;Amazing Thailand GI Tour &amp; Trail Running 2026&rdquo; ผ่านเส้นทางแหล่งผลิตสินค้า GI ทั่วไทย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้แทนกรม หารือกับนายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และคณะ เกี่ยวกับความร่วมมือในการจัดทำแผนพัฒนาแหล่งผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนวัตวิถี เพื่อยกระดับพื้นที่ ๆ มีศักยภาพให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์สินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมและ ททท. มีเป้าหมายร่วมกันในการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;ชุมชน Plus&rdquo; ของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างประเทศไทยให้เป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง โดยสินค้า GI ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และสามารถต่อยอดสร้างรายได้ในหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร การอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น และการเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับสินค้าชุมชน เนื่องจากสินค้า GI เป็นสินค้าอัตลักษณ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นได้อย่างชัดเจน และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใหม่ได้อย่างแท้จริง&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้หารือแผนงานสนับสนุนการจัดกิจกรรมวิ่ง &ldquo;Amazing Thailand GI Tour &amp; Trail Running 2026&rdquo; ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และเพชรบุรี ระหว่างวันที่ 3 พ.ค.&ndash;26 มิ.ย.2569 โดยแบ่งประเภทการแข่งขันออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะ 3 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร และ 20 กิโลเมตร รวมทั้งการวิ่งสะสมระยะทาง (Virtual Run) ทั่วประเทศ รวมระยะทาง 77 กิโลเมตร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิโรจน์กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 256 รายการ ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยสินค้า GI เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมในแหล่งผลิต เช่น ดิน น้ำ อากาศ ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้เกิดสินค้าเฉพาะถิ่นที่มีคุณภาพและชื่อเสียง การนำสินค้า GI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวิ่งในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างความประทับใจให้แก่นักวิ่งและผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ทั้งยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในพื้นที่ซึ่งนำมาสู่การการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การสร้างรายได้หมุนเวียนและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ผลิตสินค้า GI ได้อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;​ความร่วมมือระหว่างกรม และ ททท. ในครั้งนี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน และมุ่งขยายขอบเขตความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้แหล่งผลิตสินค้า GI กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ธรรรมชาติ และวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมวิ่ง สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook: GI Thailand และ Facebook: ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.&rdquo;นายวิโรจน์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9254">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/NuEGi3cF?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260505c2808e2df688efe0feac566be8337a36083237.jpg' type='image/jpg' length='423120' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึกแม็คโคร-โลตัส รับซื้อทุเรียนชาวสวน นำจัดบุฟเฟต์ ทานได้ไม่อั้น]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161914</link>
<guid isPermaLink="false">3698f417a74bb7bb233d0450aae68740</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในผนึกกำลัง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผู้บริหารห้างแม็คโคร-โลตัส รับซื้อทุเรียนจากเกษตรกร นำจัดบุปเฟต์ทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก ทานได้ไม่อั้น หัวละ 599 บาท เพื่อช่วยระบายผลผลิตที่กำลังออกสู่ตลาด เผยยังจะช่วยระบายผ่านตลาดกลาง ตลาดสด ออนไลน์ และเอกชน ตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคในประเทศ 5 แสนตัน พร้อมจัดแคมเปญสร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยว</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ผนึกกำลังกับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจแม็คโครและโลตัส จัดงาน &ldquo;Let&rsquo;s Dorian อร่อย หวานมัน ไม่ต้องลุ้น&rdquo; เป็นบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก ส่งตรงจากสวนของเกษตรกร ให้ผู้บริโภคได้เลือกทานแบบไม่อั้น และยังมีบริการ &ldquo;เคาะ เจาะ ชั่ง ปอก&rdquo; รับประกันความอร่อย หวานมันทุกชิ้นแบบไม่ต้องลุ้น ในราคา 599 บาทต่อคน เพื่อกระตุ้นการบริโภคทุเรียนและผลไม้ เพราะปีนี้ ทุเรียนมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีปริมาณมากกว่า 2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33% จึงต้องหาทางระบายทุกช่องทาง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมีแผนระบายผลผลิตทุเรียนสำหรับตลาดในประเทศ ทั้งการช่องทางห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกรตั้งแต่ต้นฤดูกาล และผลักดันราคาให้มีเสถียรภาพ ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนขยับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อกิโลกรัม โดยล่าสุดราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 145-155 บาท ถือเป็นข่าวดีของพี่น้องเกษตรกร&nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rdquo; เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปีนี้ผลไม้ มีคุณภาพ ราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะทุเรียนที่กำลังออกสู่ตลาด มีคุณภาพ เนื้อดี รสชาติดี ไม่ว่าจะลูกเล็กหรือลูกใหญ่ ก็อยากจะเชิญชวนคนไทย และนักท่องเที่ยว ให้ช่วยกันบริโภค และลิ้มลอง เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเกษตรกร และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้&rdquo;นายวิทยากรกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร CP Axtra กล่าวว่า แม็คโคร&ndash;โลตัส พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค โดยปีนี้ตั้งเป้ารับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว จากปีก่อนที่รับซื้อประมาณ 22,000 ตัน เฉพาะทุเรียน และหากรวมผลไม้ทุกชนิดอยู่ที่ประมาณ 30,000 ตัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิตและเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกรไทย และยังได้จัดบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก เพื่อระบายผลผลิต และช่วยให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองทุเรียนคุณภาพดี โดยสามารถไปบริโภคได้ที่แม็คโคร-โลตัสทั่วประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ CP Axtra ได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน เชื่อมโยงซื้อขายผลไม้ผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน รวมปริมาณรับซื้อกว่า 2,110 ตัน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ในช่วงเดือน ต.ค.2568&ndash;เม.ย.2569 ครอบคลุมผลไม้และสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด อาทิ ส้มเขียวหวาน กล้วย อโวคาโด ฝรั่ง ละมุด มะม่วง ผักสลัด ส้มโอ แตงโม กระท้อน ฟักทอง หอมแดง กระเทียม หอมหัวใหญ่ ลิ้นจี่ มังคุด ลองกอง เงาะ และมะละกอ เป็นต้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9237">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/TDgto7aj?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202605019b7f3df47cc5d17032f4f611eec9b875083738.jpg' type='image/jpg' length='241954' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือกองทัพ กำกับดูแลนำเข้าสินค้าเกษตร ป้องกันกระทบเกษตรกร]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161671</link>
<guid isPermaLink="false">4968296636ff0edacab2dd43d4f3fb12</guid>
<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 08:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศหารือรองแม่ทัพภาคที่ 1 ผนึกกำลังกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้เป็นไปตามมาตรการและมาตรฐานที่กำหนด ป้องกันการลักลอบนำเข้า และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาของเกษตรกรในประเทศ ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เร่งดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามมาตรการและมาตรฐานที่กำหนด โดยได้มอบหมายให้นายนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะเข้าพบ พล.ต.สิทธิพร จุลปานะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 หารือแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ไม่ถูกต้องตามแนวชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการหารือครั้งนี้ ได้มุ่งประเด็นการป้องกันและสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงพาณิชย์ โดยฝ่ายกองทัพและหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนได้ให้ความมั่นใจว่าได้มีการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ทั้งจังหวัดที่ติดชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดสระแก้ว ประกอบกับปัจจุบันหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ดำเนินมาตรการปิดการนำเข้า-ส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนที่ติดกับกัมพูชา จึงพร้อมตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตลอดแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง<br />
ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมยังได้แสดงความพร้อมในการบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อใช้บังคับกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การนำเข้าสินค้าเกษตรเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับข้อบังคับกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล<br />
&ldquo;การร่วมมือกันดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรไทยว่าจะไม่มีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคา อันจะช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับกลไกตลาด และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคเกษตรกรรมไทยและประเทศโดยรวมในระยะยาว&rdquo;นางอารดากล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ มีการหยิบยกประเด็นการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ อาทิ มันสำปะหลัง ทุเรียน หอมแดง หอมใหญ่ กระเทียม และข้าว ในการประชุมสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องมาเป็นระยะ ๆ อาทิ การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 มีข้อร้องเรียนจากเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้ามันสำปะหลังไม่ถูกต้องผ่านจังหวัดกาญจนบุรี และการประชุมเวทีสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่มีการเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศจึงได้ดำเนินการเฝ้าระวัง และติดตามการนำเข้าอย่างใกล้ชิด และยังร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการสกัดกั้น ทั้งกรมศุลกากร และหน่วยงานความมั่นคง</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9231">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/imxA7nZU?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026043003f07a3905e5a1d4af01b1ddabbecb28083930.jpg' type='image/jpg' length='223775' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติ“เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี”]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161383</link>
<guid isPermaLink="false">c2c66eb366108b55539a13011310f058</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 08:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เปิดนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล &ldquo;ความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์&rdquo; ประจำปี 2025 ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ลีฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เนื่องในโอกาสที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ (WIPO Award for Creative Excellence) เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพอันเป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะอุตสาหะ ความคิดสร้างสรรค์ และการสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามในเวทีโลก ด้วยพระองค์ทรงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทย โดยจุดประกายให้ผ้าไทยก้าวสู่ความร่วมสมัย สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และได้รับการยอมรับในระดับสากล อีกทั้งยังทรงผลักดันแนวคิด &ldquo;Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน&rdquo; ซึ่งผสานความงดงามของศิลปวัฒนธรรมเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างสมดุล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ ชุด &ldquo;นารีรัตนา&rdquo; กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำขึ้น ประกอบด้วยพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฉลองพระองค์ชุดไทย เคียงข้างภาพรางวัลที่ WIPO ทูลเกล้าฯ ถวาย และตราพระนามาภิไธยย่อ &ldquo;ส.ร.&rdquo; ภายใต้พระจุลมงกุฎ บนพื้นลวดลาย &ldquo;ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์&rdquo; ซึ่งเป็นผลงานออกแบบของพระองค์ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการบันทึกคุณูปการที่ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งพระอัจฉริยภาพ พระวิสัยทัศน์ และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ให้ปรากฏอยู่บนแผ่นดินไทยและเดินทางไปสู่สายตาของผู้คนทั่วโลก เปรียบเสมือนสื่อกลางที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยจากรุ่นสู่รุ่น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การจัดนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้รับทราบถึงคุณค่าของผ้าไทย งานหัตถศิลป์ และทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนตระหนักถึงบทบาทของการสร้างสรรค์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมรดกทางวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยนิทรรศการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Journey of Royal Creative Excellence ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ แบรนด์ SIRIVANNAVARI กรมการพัฒนาชุมชน สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ไอคอนคราฟต์ และศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวด้านการออกแบบของพระองค์ ที่ทรงศึกษาค้นคว้าลวดลายดั้งเดิมจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย นำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานร่วมสมัยที่ยังคงสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมไว้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังได้พระราชทานแบบผ้าลายต่าง ๆ แก่ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างอย่างยั่งยืน&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ลายผ้าที่พระองค์ได้พระราชทานแก่กรมพัฒนาชุมชน มีการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาถึง 18 ผลงาน นับตั้งแต่ปี 2564-2568 อาทิ ผ้าลายดอกรักราชกัลยา ผ้าลายสิริวชิราภรณ์ และผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ เป็นต้น เป็นที่น่าภาคภูมิใจที่ช่างทอผ้าในชุมชน สามารถนำผ้าลายพระราชทานไปต่อยอดสร้างรายได้กว่า 8 แสนครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท พระกรณียกิจดังกล่าวมิได้เพียงธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากยังทรงเป็นแบบอย่างในการยกระดับผลงานสร้างสรรค์ของไทย ให้ได้รับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ อันเป็นการวางรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งผลงานในพระองค์ได้รับความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก โดยมีทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งสิ้น 541 รายการ แบ่งเป็นลิขสิทธิ์ 227 รายการ เครื่องหมายการค้า 58 รายการ และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 256 รายการ ซึ่งสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ และบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาด้วยการจดทะเบียนคุ้มครองและนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9226">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Wd3KHFgO?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042977a09b5be1fc9da6785ab6616140806e084445.jpg' type='image/jpg' length='501702' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ตั้ง “กรนิจ-ประคัลร์” ทีมโฆษกพาณิชย์ใหม่ ชี้แจงนโยบาย ผลงาน เรื่องฮอต]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/161085</link>
<guid isPermaLink="false">df0700db45296e4179fb829ec44fa3a1</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 08:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ตั้ง &ldquo;กรนิจ&rdquo; เป็นโฆษกกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ &ldquo;ประคัลร์&rdquo; เป็นรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ชี้แจงผลงานกระทรวง สร้างความเข้าใจนโยบายการทำงาน และชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องเร่งด่วน เรื่องร้อน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ปรับทีมงานโฆษกกระทรวงพาณิชย์ใหม่ โดยได้แต่งตั้งนายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นโฆษกกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ และนายประคัลร์ กอดำรง อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WTO/WIPO) ปฏิบัติราชการประจำที่ส่วนกลาง กระทรวงพาณิชย์ เป็นรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เพื่อทำหน้าที่ชี้แจง แถลงผลงานของกระทรวงพาณิชย์ให้สาธารณชนรับทราบอย่างถูกต้อง&nbsp; &nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า นางศุภจี ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง แต่งตั้งโฆษกกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์แล้ว มีผลให้ทีมโฆษกเดิม พ้นจากตำแหน่ง และทีมใหม่ จะเข้ามาทำหน้าที่แทน โดยมีหน้าที่แถลงผลงานกระทรวงพาณิชย์ในประเด็นต่าง ๆ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีเร่งด่วน กรณีเกิดความเข้าใจผิดต่อนโยบายการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต่อต่อสาธารณชน<br />
&nbsp;สำหรับนายกรนิจ จบการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (เกียรตินิยม) ปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอก ปรัชญา มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด จากนั้นเริ่มรับราชการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และย้ายมาอยู่กรมการค้าภายใน รับผิดชอบดูแลสินค้าเกษตรสำคัญ อย่างข้าว มันสำปะหลังและข้าวโพด ที่กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 2 จากนั้นย้ายมาอยู่กองส่งเสริมและพัฒนาระบบตลาด จนขึ้นเป็นผู้อำนวยการกอง และขยับขึ้นเป็นรองอธิบดี มีภารกิจสำคัญที่รับผิดชอบและช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ทั้งการดูแลสินค้าเกษตร ผลไม้ การลดค่าครองชีพ การกำกับดูแลสินค้าและบริการ การผลักดันตลาดชุมชน ตลาดสด ตลาดกลางสินค้าเกษตร โครงการธงฟ้า และล่าสุดโครงการธงเขียว ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร&nbsp;ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา และล่าสุดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโฆษกกระทรวงพาณิชย์&nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนนายประคัลร์ เติมโตมาในสายงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ การทำแผนและกิจกรรมผลักดันการส่งออก เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน อังกฤษ และขยับขึ้นมาเป็นอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกระทรวงพาณิชย์ และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์&nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9222">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/LJ7qri65?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202604281d5d5f3936c022c4516c5ed7614b98b3083312.jpg' type='image/jpg' length='221870' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”บุกตลาด HiGreen ที่กว่างซีจ้วง ขอเพิ่มนำเข้า จัดส่งเสริมการขายผลไม้ไทย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160771</link>
<guid isPermaLink="false">af1063d64939ac3e320b1d7b95826a43</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 08:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&quot;พาณิชย์&quot;ลงพื้นที่ตลาด HiGreen ตลาดค้าส่งผลไม้ใหญ่ที่สุดในกว่างซีจ้วง ขอให้เพิ่มการนำเข้าผลไม้จากไทย และร่วมมือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อแนะนำผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน พร้อมหารือกับผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าโดดเด่นจีน-อาเซียน (CAMEX) และศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (หนานหนิง)-อาเซียน ขออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการไทยใช้พื้นที่ โดยให้สิทธิพิเศษ และนำเข้าผลไม้ไทยไปขายเพิ่ม&nbsp;</strong><br />
ดร.ปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้ตน และ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมตลาด HiGreen ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับนางหลิว ชวนเซียง รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท Guangxi HiGreen Agricultural Products and International Logistics Co., Ltd. เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ผลไม้ไทยในตลาดจีน ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะแนวทางส่งเสริม ความร่วมมือ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคในการนำเข้าผลไม้ไทย เพื่อผลักดันให้มีการนำเข้าและเพิ่มปริมาณการนำเข้าผลไม้ไทย ตลอดจนการเพิ่มความร่วมมือกับตลาดจัดกิจกรรมส่งเสริมและขยายตลาดผลไม้ไทยในระยะยาว และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างตลาด ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการผลไม้ไทย<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 ปริมาณการค้าขายผลไม้ในตลาด HiGreen มีจำนวนมากกว่า 1.113 ล้านตัน ในจำนวนดังกล่าวเป็นผลไม้นำเข้า จำนวน 2.19 แสนตัน สำหรับปริมาณค้าขายผลไม้อาเซียนมีปริมาณ 1.98 แสนตัน และในตลาดมีการจำหน่ายทุเรียน 116,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.9 ของผลไม้นำเข้า โดยทุเรียนไทย มีปริมาณการจำหน่าย 87,000 ตัน ซึ่งได้ขอให้ตลาดร่วมมือกับทูตพาณิชย์ ณ เมืองหนานหนิง อำนวยความสะดวกในการต้อนรับคณะทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะมาเยี่ยมชมตลาด และร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าผลไม้ในอนาคต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการหารือกับนางจ้าว ไห่เย็น บีบี ประธานศูนย์แสดงสินค้าโดดเด่นจีน-อาเชียน (CAMEX) และศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (หนานหนิง)-อาเซียน ได้ขอความร่วมมือหากการสร้างศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (หนานหนิง)-อาเซียน ก่อสร้างแล้วเสร็จ ขอให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการการไทยในการเข้าไปใช้พื้นที่ อาทิ การ Live Streaming ขายตรงผลไม้ การใช้คลังสินค้าห้องเย็น ตลอดจนการกระจายผลไม้ เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายและกระจายสินค้าผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน และขอให้สิทธิพิเศษกับผู้ประกอบการไทยในศูนย์แสดงสินค้าโดดเด่นจีน-อาเซียน (CAMEX) อาทิ การจัดโซนแสดงสินค้าโดดเด่นเพิ่มเติม เพิ่มการประชาสัมพันธ์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ การผ่อนปรนหลักเกณฑ์การคัดเลือกสินค้า การช่วยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนกับศุลกากรจีน การจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าจีน การให้บริการแพกเกจพิเศษกับผู้ประกอบการไทยในการดำเนินการด้านเอกสารต่าง ๆ และ/หรือบริการ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวก และลดเวลา/ขั้นตอนเอกสาร เพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าในตลาดจีนได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือหากกระทรวงพาณิชย์มีการจัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ จะเชิญผู้บริหารศูนย์ CAMEX ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับสิ่งที่สามารถต่อยอดจากศูนย์ CAMEX เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากศูนย์ CAMEX ในโอกาสการขยายการส่งออกมายังตลาดจีน รวมไปถึงการกระจายสินค้าผลไม้ไทยผ่านศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (หนานหนิง)&ndash;อาเซียน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้พบหารือกับนายหวง เว่ย ตำแหน่ง ประธานบริษัท Nanning Fruit Sky Trading จำกัด และคณะ โดยได้ขอความร่วมมือให้เพิ่มการนำเข้าผลไม้ไทย และร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมและขยายตลาดผลไม้ไทย ซึ่งปัจจุบัน Fruit Sky มีการจำหน่ายผลไม้ไทยจำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด มะพร้าว และส้มโอ โดยปี 2568 มียอดการจำหน่ายทุเรียนประมาณ 60 ล้านหยวน จำหน่ายมะพร้าว 12 ล้านหยวน และได้ใช้โอกาสนี้ เชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สดแปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ในงาน THAIFEX-Anuga เพื่อพิจารณานำเข้าผลไม้และสินค้าเกษตรจากไทยเพิ่มขึ้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9216">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/MwaWGxbi?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260427ea2286b039bade3d220f96d98cdb67a2084504.jpg' type='image/jpg' length='386350' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ดัน 5 นโยบายลุยงานพาณิชย์ ลดค่าครองชีพ ดูแลเกษตร ช่วย SME เร่งส่งออก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160422</link>
<guid isPermaLink="false">2707ad8bec251a896ea80cff84bd6e66</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ประกาศลุย 5 นโยบายหลักขับเคลื่อนงานพาณิชย์ รับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต ดันไทยช่วยไทยเฟส 2 นำสินค้าราคาถูกขายผ่านที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง ขายผ่านตลาด 1,000 แห่ง ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน พ่วงรถเร่เจาะเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้ พร้อมดูแลสินค้าเกษตร ตั้งแต่ต้น กลาง ปลายน้ำ สร้างความเข้มแข็ง SME สร้างสมดุลส่งออก ทั้งขายสหรัฐฯ จีน บุกตลาดใหม่ นำเทคโนโลยีช่วยงานบริการประชาชน</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก และวิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น จึงได้กำหนดนโยบายการทำงาน ที่ไม่ได้มองเพียงมิติเดียวได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงานควบคู่กัน จึงได้กำหนดนโยบายการทำงานที่จะเดินหน้าในระยะต่อไป 5 นโยบายหลัก เพื่อสร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ<br />
โดยในด้านการดูแลค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายแรก จะมุ่งผลักดันโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน โดยที่ทำไปแล้ว คือ การร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต นำสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รองกว่า 3,000 รายการ มาลดราคา 25-58% ผ่านสาขาของห้างกว่า 4,500 สาขา และห้างท้องถิ่น 300 แห่ง และเฟสสอง กำลังจะนำสินค้าเกษตร เข้าไปวางจำหน่าย นำสินค้าจาก SME จากชุมชน ช่วงแรก 2,000 ราย ขายผ่านออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) 1 เดือน และกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนคูปองส่วนลด 100 บาท 5 แสนใบ จะร่วมกับไปรษณีย์ไทย เป็นช่องทางในการซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ใช้ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง เป็นจุดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ร่วมมือกับตลาด 1,000 แห่ง นำสินค้าไทยช่วยไทยมาขาย ร่วมมือกับกองทุนหมู่บ้าน ขายสินค้าไทยช่วยไทยในพื้นที่ห้างไกล ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.2569 ส่วนในพื้นที่ห่างไกลจริง ๆ จะมีรถเร่ นำสินค้าไทยช่วยไทย สินค้าธงฟ้า ไปขายให้กับประชาชน โดยจะช่วยสนับสนุนค่าน้ำมัน อาทิ รถกระบะ 3,000 บาท รถพ่วงข้าง 1,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือน เริ่มได้สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.2569 ทั้งนี้ จะพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง ให้สามารถใช้คนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นโยบายที่สอง จะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและราคาสินค้าเกษตร โดยจะดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจะดูแลในลักษณะคลัสเตอร์ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปและการขนส่ง จนถึงการทำตลาด โดยจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำโซนนิ่งการเพาะปลูก การใช้ปุ๋ย ทำคอนแทรกฟาร์มมิ่ง เพื่อให้ผู้ว่าควรจะปลูกเท่าไร ผลักดันปลูกพืชผสมผสาน เพื่อเพิ่มรายได้ สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ดูแลล้งทั้งไทยและต่างชาติ จะผลักดันให้มีการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มสร้างล้งชุมชน เพื่อดูแลกันเอง ช่วยดูแลด้านการขนส่ง ส่วนการหาตลาด จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ ใช้กลไกเทรดดิ้งเฟิร์มขยายตลาด ผลักดันการนำสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นโยบายที่สาม จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และชุมชน โดยจะเร่งยกระดับ SME ผลักดันผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง ป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้าและสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยใช้สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นโยบายที่สี่ จะเร่งสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศผ่านการสร้างสมดุลในมิติผู้ประกอบการ สินค้า ตลาด และการค้าบริการ โดยยึดกลยุทธ์การเชื่อมโยง Supply Chain ของไทย เข้ากับ Supply Chain ของโลก ปรับแผนการทำตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก และกระจายสู่ตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เร่งเจรจา FTA ไทย&ndash;EU และไทย&ndash;เกาหลีใต้ ควบคู่กับการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงวัย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นโยบายที่ห้า จะยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ โดยขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์สู่ &ldquo;พาณิชย์ดิจิทัล&rdquo; ภายใต้ MOC Plus โดยพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร &ldquo;จุดเดียว จบ จริง&rdquo; ยกระดับบริการดิจิทัล โดยเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา ตั้งแต่ 1 ก.ค.2569 จะงดให้บริการเอกสารในรูปแบบกระดาษ จะเร่งนำ AI และ Big Data มาใช้ทำ Dashboard สินค้าเกษตร คาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้า นำร่องสินค้าข้าว และจะขยายไปปาล์ม มัน ข้าวโพด ผลไม้ ส่วนการปลดล็อกกฎระเบียบ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มจำนวนธุรกิจที่ต่างชาติ ไม่ต้องขออนุญาตเพิ่มเติม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับการดูแลราคาสินค้า จะพยายามทำตามอำนาจที่มีอยู่ให้ดีที่สุด โดยสินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุม จะเข้าไปกำกับดูแลอย่างเต็มที่ โดยสินค้าที่ต้องขออนุญาต ก็จะดูต้นทุนอย่างเต็มที่ หากจำเป็นก็ต้องให้ขึ้น ไม่เช่นนั้น สินค้าจะหายไปจากตลาด ส่วนสินค้าที่ต้องแจ้งก่อนปรับราคา ก็จะพิจารณาอย่างใกล้ชิด และในทางกลับกัน จะมีทางเลือกมีสินค้าราคาถูกเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำลังทำอยู่ โดยเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ถูกต่อว่าเยอะ ทำไมไม่คุมราคาสินค้า พอบอกว่า คุมไม่ได้ทั้งหมด ก็โดนต่อว่าอีก กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่า คุมสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เพราะบางสินค้าไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม และไม่ได้เป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่เราพยายามทำตามอำนาจหน้าที่มีอยู่ กำกับดูแลอย่างดีที่สุด และมีทางออก หาสินค้าทางเลือกที่มีคุณภาพดี ราคาประหยัด มาขายให้กับประชาชน ซึ่งก็คือ สินค้าไทยช่วยไทย เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และผู้ประกอบการชุมชนด้วย&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9201">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/DJOkEgfH?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202604241640f074f81af99f2143a24335bd13ff084712.jpg' type='image/jpg' length='379159' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำทัพสินค้าเกษตรนวัตกรรม โชว์งานแฟร์ที่สิงคโปร์ ดันเปิดตัวสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160151</link>
<guid isPermaLink="false">4f04bb37ec47dfadc485025263912461</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศนำทัพผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย 16 บริษัท รวม 45 รายการ เข้าร่วมจัดแสดงในงาน Food &amp; Hospitality Asia 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ ที่สิงคโปร์ ดันเปิดตัวสู่สายตาผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก เพิ่มโอกาสในการค้าขายและส่งออก&nbsp;</strong>&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) ได้นำผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมของไทย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในงาน Food &amp; Hospitality Asia 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ระหว่างวันที่ 21&ndash;24 เม.ย.2569 ที่สิงคโปร์ เพื่อประกาศศักยภาพสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก<br />
โดยในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้นำสุดยอดสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยจาก 16 บริษัท รวม 45 รายการสินค้า เข้าร่วมจัดแสดง ครอบคลุมกลุ่มสินค้าศักยภาพสูงที่กำลังมาแรงในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เช่น ผลิตภัณฑ์เจลให้พลังงานพร้อมทานจากถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์และกล้วย หรือข้าวเหนียวมะม่วงอัดเม็ด เป็นต้น อาหารจากพืช (Plant-based) เช่น ไอศกรีมแพลนต์เบสจากมะพร้าว ข้าว และธัญพืชนานาชนิด อาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะด้าน (Functional Food) เช่น เครื่องดื่มน้ำหัวปลีผสมอินทผลัม ช่วยบำรุงครรภ์และเพิ่มน้ำนมแม่ หรือเครื่องดื่มน้ำมะกรูดผสมอินทผลัม ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ประจำเดือนมาปกติ และโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) เช่น เส้นโปรตีนสูงแบบอบเเห้งจากมันสำปะหลังและถั่วเหลือง เป็นต้น<br />
&ldquo;สินค้าที่นำไปจัดแสดงทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่สะท้อนเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่และทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารโลกในอนาคต งานนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปจัดแสดง แต่คือการเปิดประตูครั้งสำคัญสู่โอกาสทางการค้า การสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับสากล และการยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้โดดเด่นบนเวทีโลก&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
ทั้งนี้ กรมยังมีแผนเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพ การเสริมองค์ความรู้ การยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างโอกาสทางการตลาด และการผลักดันเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมเจรจาการค้าในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในตลาดโลกต่อไป<br />
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงาน ล้วนเป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพที่พร้อมตอบโจทย์ตลาดโลก ได้แก่ กราโนล่า ข้าวก่ำล้านนา แบรนด์ BIOBLACK , ไอศกรีม Plant-based แบรนด์ Molly Ally , น้ำจิ้มฟรีซดราย แบรนด์ ZAPJEED , ผงผำพร้อมรับประทาน แบรนด์ flo Wolffia , ขนมเพื่อสุขภาพ แบรนด์ Dear Snacks , เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล&nbsp;เพื่อเพิ่มน้ำนมแม่ แบรนด์ MILK PLUS &amp; MORE , ผักสดเกรดการแพทย์ แบรนด์ DiStar Fresh , ไอศครีมเจลาโต้ผลไม้แท้ แบรนด์ Fruit Series , ผลิตภัณฑ์เสริมพลังงาน แบรนด์ ProEngy , นมจากพืช แบรนด์ Toki Milk , เครื่องดื่มคอมบูชะ แบรนด์ mek Oort , อาหารนวัตกรรมจากข้าวแบรนด์ Gohan , อาหารข้าวแปรรูปในเครือ Jasgo / Hugpun / Medifoods , วิตามินกัมมี่จากเห็ดสมองลิง แบรนด์ Happy Vita , เส้นโปรตีนสูงแบรนด์ PROTINOS และเยลลี่บุกผสมผลไม้ แบรนด์ Jello Boom</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9198">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/4ypzg8oL?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042306dd62a502fb4cfa14470334422bde76090133.jpg' type='image/jpg' length='547822' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ปั้นแฟรนไชส์ไทยโกอินเตอร์ คัด 10 รายโชว์งาน FEM 2026 ที่มาเลเซีย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159889</link>
<guid isPermaLink="false">c8c93e80fec6b2fc14b4ae7b9d262348</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 09:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าผลักดันแฟรนไชส์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เตรียมเชิญกูรูมาให้ความรู้การทำธุรกิจ การทำตลาด ก่อนคัดเหลือ 20 ราย เข้าอบรมสุดเข้ม และคัดเหลือ 10 ราย พาไปออกงานแสดงสินค้า Franchise Expo Malaysia 2026 (FEM 2026) ช่วงปลายเดือน ก.ค.69 ที่มาเลเซีย ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท หลังปีก่อนฟันยอดมาแล้ว 130 ล้านบาท &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดกิจกรรมพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ไทยก้าวสู่สากล (THAI FRANCHISE TOWARDS GLOBAL) ภายใต้แนวคิดเปิดมุมมอง ขยายโอกาสธุรกิจแฟรนไชส์ไทย สู่ระดับสากล โดยได้เตรียมความพร้อมผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ให้พร้อมโกอินเตอร์ และจะนำเข้าร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้า Franchise Expo Malaysia 2026 (FEM 2026) ในช่วงวันที่ 23-25 ก.ค.2569 ณ ส่วนจัดแสดง Thai Pavilion KL Convention Center กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดกิจกรรมในปีนี้ กรมได้รวบรวมกูรูด้านการตลาดแฟรนไชส์ระดับแนวหน้า นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในตลาดมาเลเซีย มาร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์เชิงลึก ทั้งการวิเคราะห์โอกาสทางการตลาด การวางแผนขยายธุรกิจ และแจก Checklist ที่แฟรนไชส์ไทยต้องเตรียมก่อนโกอินเตอร์ รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ขยายแฟรนไชส์ให้ประสบความสำเร็จตามรอยรุ่นพี่ 3 เจ้าใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดมาเลเซีย ได้แก่ Amazon แฟรนไชส์กาแฟและเครื่องดื่มของคนไทย, TORO Fries แฟรนไชส์เฟรนช์ฟรายส์ที่มีเอกลักษณ์ยาว 1 ฟุตสัญชาติไทย และ Colla Tea แฟรนไชส์ชานมไข่มุกผสมคอลลาเจน และไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟคอลลาเจน ซึ่งถือเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่สามารถจำหน่ายมาสเตอร์แฟรนไชส์ในตลาดมาเลเซียได้ในปีที่ผ่านมา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากนั้น จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจำนวน 20 ราย เพื่อเข้าร่วมการพัฒนาเชิงลึกในกิจกรรม Bootcamp ติวเข้มก่อนออกสู่ตลาดโลกถึง 7 วันเต็ม ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.2569 และจะคัดเลือกผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เพียง 10 รายลงสนามจริง และนำไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า FEM 2026 โดยมั่นใจว่า จะเปิดตลาดเข้าสู่ตลาดมาเลเซียได้แน่ หลังจากปีที่ผ่านมา นำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไปเข้าร่วมงาน 10 ราย เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ 98 คู่ เกิดมูลค่าการค้า 130 ล้านบาท และในปี 2569 ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้าให้กับแฟรนไชส์ไทยได้ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะมุ่งมั่นขยายโอกาสทางการค้าให้กับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐาน การสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศ และในตลาดโลก เพราะแฟรนไชส์ถือเป็นโมเดลธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ สามารถขยายธุรกิจได้จริง และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างรากฐานธุรกิจที่ดีและมีคุณภาพให้กับประเทศ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ https://franchise.dbd.go.th รวมถึง Facebook ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และโทร 02 547 5953&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนงาน Franchise Expo Malaysia 2026 หรือ FEM 2026 เป็นงานนำเสนอธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของเอเชีย มีธุรกิจแฟรนไชส์ร่วมออกบูธกว่า 200 ธุรกิจจาก 10 ประเทศ และมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 18,000 ราย สร้างมูลค่าทางการค้ากว่า 4 พันล้านบาท และมาเลเซีย ยังถือเป็นตลาดการค้าสำคัญและเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในอาเซียน ทำให้แบรนด์ไทยเป็นที่นิยมและเป็นโอกาสอันดีในการขยายโอกาสทางการค้าของแฟรนไชส์ไทย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9192">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/cvu6NAHQ?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042259a46c902be756ace9ac9be6215bede1090404.jpg' type='image/jpg' length='408219' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกผู้ผลิตเม็ดพลาสติก-บรรจุภัณฑ์ เกาะติด 5 กลุ่ม สั่งรายงานสต็อก ราคา]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159630</link>
<guid isPermaLink="false">a5355b644dee8efffef7cd4fdc56c963</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายประชุมผู้ผลิตเม็ดพลาสติก และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จากเม็ดพลาสติก ติดตามสถานการณ์การผลิต และสถานการณ์ด้านราคา กำหนด 5 กลุ่มกำกับดูแล เหตุมีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ส่วนสินค้ามีเพียงพอ ใช้ได้ต่อเนื่องถึง มิ.ย.-ก.ค.69 ราคาผ่อนคลายลง แต่ยังผันผวน ขึ้นลงเร็ว สั่งผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายงานสต็อก ราคา ทุกสัปดาห์ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ทุก 15 วัน &nbsp;&nbsp;</strong><br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชิญผู้ผลิตเม็ดพลาสติก และผู้นำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ มาหารือสถานการณ์การผลิต ปริมาณสินค้า และสถานการณ์ราคา เพื่อติดตามดูว่าสินค้ามีเพียงพอหรือไม่ สถานการณ์ด้านราคาเป็นอย่างไร และมาตรการกำกับดูแลเหมาะสมหรือไม่ มีอะไรจะต้องปรับปรุง เพราะเม็ดพลาสติก เป็นสินค้าควบคุมรายการใหม่ ที่กรมได้เข้ามากำกับดูแลไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน การกักตุน และบิดเบือนราคา ตามนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์<br />
โดยในการหารือ ที่ประชุมได้มีการกำหนดกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่จะเข้าไปกำกับดูแลออกเป็น 3 กลุ่ม เพราะเป็นสินค้าที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ได้แก่ 1.กล่องพลาสติก 2.ถุงแกงและถุงร้อน&ndash;เย็น 3.ถุงหูหิ้วและถุงพลาสติกทั่วไป 4.ถุงขยะ และ 5.ถุงบรรจุสินค้าเกษตร เช่น ถุงปุ๋ยและถุงกระสอบ ซึ่งเห็นตรงกันว่า การกำกับดูแลสินค้าทั้ง 5 กลุ่มนี้ ครอบคลุมสินค้าจำเป็นที่ประชาชนต้องใช้ถึง 40% ของสินค้าพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์<br />
ส่วนสถานการณ์ด้านการผลิต สินค้ายังมีเพียงพอ และในเชิงปริมาณจะใช้ได้ต่อเนื่องถึงเดือน มิ.ย.-ก.ค.2569 และสถานการณ์ด้านราคา แม้ตอนนี้จะผ่อนคลายลง แต่ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะราคามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงรวดเร็ว จากสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ยังมีปัญหาเปิด ๆ ปิด ๆ อยู่<br />
สำหรับการกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย ต้องรายงานสต็อกและราคาต่อกรม ตามมาตรการสินค้าควบคุม กำหนดให้ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก ที่มีผู้ผลิตจำนวนไม่มาก ต้องรายงานทุกสัปดาห์ กำหนดไว้วันพุธ และผู้ผลิตที่นำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นสินค้า ที่มีจำนวน 468 ราย ต้องรายงานทุก 15 วัน โดยคาดว่าจะกำหนดให้ประมาณ 70% ของผู้ผลิตแต่ละกลุ่มสินค้า ต้องรายงาน ซึ่งจะทำให้กรมเห็นสถานการณ์เม็ดพลาสติกและสินค้าที่ทำจากเม็ดพลาสติก ทั้งปริมาณการผลิต สถานการณ์ราคา ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ทำให้สามารถเข้าไปกำกับดูแลไม่ให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด และราคาได้<br />
ทั้งนี้ กรมจะรวบรวมผลการหารือ และรายงานข้อมูลชุดแรก เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนางศุภจีเป็นประธาน และใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลให้สินค้าเพียงพอ ราคาเหมาะสม และไม่เกิดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงไปสู่แนวทางการใช้พลาสติกอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนในระยะต่อไป<br />
ก่อนหน้านี้ นางศุภจีได้ประชุมร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เห็นชอบกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติกให้เพียงพอ และราคาไม่แพงเกินไป โดยได้กำหนดนโยบายในการกำกับดูแล 3 ส่วน คือ 1.กำหนดดูแลเม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และสินค้าเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย 5 กลุ่ม 2.การผลักดันการลดปริมาณการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นในบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ และ 3.การขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งผลักดันพลาสติกชีวภาพ การคัดแยกขยะ การรีไซเคิลขยะพลาสติกให้นำกลับมาใช้ใหม่</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9187">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/V1gujP72?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202604211ca17b8c27655288fe21d3b84c9b961c090235.jpg' type='image/jpg' length='485777' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ยัน ฟันไม่เลี้ยง ผู้รับรองลายมือชื่อ ช่วยเปิดบัญชีม้านิติบุคคล-บริษัทนอมินี]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159434</link>
<guid isPermaLink="false">92c32a0ee68643664263f9e3b25bbe14</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 09:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตือนทนายความ ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับรองลายมือชื่อในการยื่นคำขอจดทะเบียนนิติบุคคล ตรวจสอบการเปิดบัญชีม้านิติบุคคลและบริษัทนอมินี หากรับรองโดยไม่ตรวจสอบ รับรองลายมือชื่ออันเป็นเท็จ หรือมีส่วนร่วม มีความผิดตามกฎหมาย ทั้งแพ่ง อาญา ต้องถูกดำเนินคดี และเพิกถอนสิทธิ์การเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าผลักดันการจดทะเบียนธุรกิจเข้าสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว สามารถลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี แต่กลับพบว่ามีกลุ่มนอมินีมิจฉาชีพและทุนเทาอาศัยความสะดวกของระบบ DBD Biz Regist ดังกล่าว เป็นช่องทางในการจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิดต่าง ๆ เช่น การเปิดบัญชีม้านิติบุคคลและบริษัทนอมินี เป็นต้น โดยมีผู้รับรองลายมือชื่อ ทั้งทนายความ ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี เป็นผู้รับจ้างดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนให้ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผู้รับรองลายมือชื่อดังกล่าว เป็นบุคคลที่กรมให้ความเชื่อถือ และมีหน้าที่หลักสำคัญในการรับรองว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจริง เพื่อป้องกันการปลอมแปลงลายมือชื่อหรือแอบอ้างว่าผู้มีอำนาจลงนามได้รู้เห็นยินยอมและลงลายมือชื่อเพื่อขอจดทะเบียนของนิติบุคคลนั้นจริง แต่ก็พบว่า มีผู้รับรองลายมือชื่อส่วนหนึ่ง ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับรองลายมือชื่อ กล่าวคือ ไม่ได้ให้ผู้ขอจดทะเบียนซึ่งต้องลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนต่อหน้าตนเองหรือบางรายมีการนำชื่อบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่าน (Username &amp; Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบ DBD Biz Regist ของตนเองไปให้บุคคลอื่นใช้ และมีบางรายที่ไม่ให้ความร่วมมือตามที่นายทะเบียนได้มีหนังสือแจ้ง<br />
<br />
&ldquo;ขอย้ำเตือนว่าการรับรองลายมือชื่อของผู้ขอจดทะเบียน โดยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กรมกำหนดไว้ หรือการรับรองลายมือชื่ออันเป็นเท็จ ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ผู้รับรองลายมือชื่อเท็จดังกล่าวจะต้องมีความรับผิดตามกฎหมาย ทั้งในทางแพ่งและอาญา รวมถึงการถูกดำเนินคดี ซึ่งอาจต้องรับผิดต้องโทษจำคุกหรือทั้งจำและปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิ์การเป็นผู้รับรองลายมือชื่อในการยื่นคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลในทุกช่องทาง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมขอฝากให้ผู้รับรองลายมือชื่อทุกท่าน ช่วยกันตรวจสอบและคัดกรองบุคคลที่เข้ามาติดต่อ ขอให้ดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพ และช่วยกันยกระดับความโปร่งใสในการจดทะเบียนนิติบุคคล ป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026042054adebba3e2fe8dcda94dce43813ca1e092723.jpg' type='image/jpg' length='143920' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เผยไทยส่งคำแก้ต่างแล้ว หลังสหรัฐฯ เปิดไต่สวนภายใต้ ม.301 มั่นใจชี้แจงได้]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159217</link>
<guid isPermaLink="false">ff6409717d58080aab049fc8dc4accca</guid>
<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 09:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยไทยส่งคำแก้ต่างกรณีสหรัฐฯ เปิดไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ทันเส้นตาย 15 เม.ย.69 ชี้แจง 3 อุตสาหกรรมไทย ไม่ได้มีกำลังการผลิตส่วนเกิน และไม่ได้นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับ เตรียมบินพบ USTR ต้นเดือน พ.ค.69 ชี้แจงซ้ำ มั่นใจในการแก้ต่างของไทย แต่ไม่มั่นใจผลการพิจารณา เผยสหรัฐฯ จะประกาศก่อนภาษีตามมาตรา 122 สิ้นสุดลง 24 ก.ค.69</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรา 301 กฎหมายการค้า กับประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย เพื่อเก็บภาษีนำเข้า ว่า หลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้กล่าวหาหรือเปิดไต่สวนไทยภายใต้มาตรา 301 ไทยใน 2 ประเด็น คือ 1.มีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยกล่าวหาทั้งหมด 16 ประเทศ รวมไทย และ 2.นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับ โดยกล่าวหา 60 ประเทศ รวมไทย และเปิดให้ประเทศที่ถูกกล่าวหา ส่งคำแก้ต่างหรือเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไปให้ USTR พิจารณาภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งคำแก้ต่างไปให้ USTR แล้วเมื่อวันที่ 15 เม.ย.2569 ตามกำหนด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการแก้ต่าง ไทยได้ชี้แจงว่า ทั้ง 3 อุตสาหกรรมไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินแต่อย่างใด และที่สำคัญ เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงรัฐบาลก่อนที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยใช้วัตถุดิบ หรือส่วนประกอบในประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย เข้าใจว่า ในประเด็นนี้ สหรัฐฯ คงเกรงว่า ไทยอาจเป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศอื่นแล้วส่งออกต่อไปสหรัฐฯ เพื่อหลบเลี่ยงการถูกเก็บภาษีในอัตราสูง ส่วนประเด็นการใช้แรงงานภาคบังคับ ได้ชี้แจงไปว่า ไทยไม่ได้นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับเลย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;มั่นใจในคำชี้แจงของไทย เพราะเราไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ไม่มั่นใจผลการพิจารณาจะออกมาอย่างไร โดยตามกำหนดการพิจารณาของสหรัฐฯ จะเป็นช่วงกลางเดือน พ.ค.2569 และประมาณวันที่ 13 พ.ค.2569 จะเปิดให้ประเทศที่ถูกเปิดไต่สวน ส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมได้อีกครั้ง แต่ก่อนถึงช่วงนั้น ประมาณต้นเดือน พ.ค.2569 ดิฉันจะเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อพบหารือกับ USTR ก่อน จากนั้นช่วงกลางเดือน ก็อาจจะเดินทางไปสหรัฐฯ อีกครั้ง เพื่อแก้ต่างด้วยตัวเอง หรืออาจจะวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ ก็ได้&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ภายหลังจากการแก้ต่างในช่วงกลางเดือน พ.ค.2569 แล้ว ตามกำหนด USTR จะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 7 วัน และจะประกาศผลการไต่สวนเลยว่าจะใช้มาตรการใดกับไทย เช่น เก็บภาษีนำเข้า ซึ่งเข้าใจว่า สหรัฐฯจะต้องดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วก่อนที่การเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าที่ 10-15% ภายใต้มาตรา 122 กฎหมายการค้า จะสิ้นสุดเวลาบังคับใช้ 150 วันประมาณวันที่ 24 ก.ค.2569 และเมื่อสิ้นสุดแล้ว จะได้เก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 ได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9174">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/7AyT9jpD?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260417965cbf819a0cb352c1d283797c524401090217.jpg' type='image/jpg' length='297599' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในประสานพาณิชย์จังหวัด คุมเข้มลานเท-โรงสกัดซื้อปาล์ม ป้องกันกดราคา]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158990</link>
<guid isPermaLink="false">632bda7943b28a308a31daac1e5349c3</guid>
<pubDate>Thu, 16 Apr 2026 09:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในประสานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ปลูกปาล์ม ลงพื้นที่ตรวจสอบลานเทและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มทันที กำกับดูแลการรับซื้อให้เป็นปกติและเป็นธรรม หลังมีบางแห่งหยุดสงกรานต์ ป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร คาดสถานการณ์ราคายังดี หลังความต้องการน้ำมันปาล์มดิบในภาคพลังงานยังสูงต่อเนื่อง ส่วนการกำกับส่งออก ในประเทศต้องพอก่อน ถึงจะให้ส่งออกได้&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ปลูกปาล์ม ลงพื้นที่ตรวจสอบลานเทและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มทันที หลังจากที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีลานเทและโรงงานสกัดบางส่วนหยุดดำเนินการ โดยขอให้ไปกำกับดูแลการเปิดรับซื้อให้เป็นปกติและเป็นธรรม ต้องแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน และห้ามกดราคารับซื้อจากเกษตรกรอย่างเด็ดขาด เพื่อรองรับเกษตรกรที่จะนำผลผลิตเข้ามาจำหน่าย หากพบการเอาเปรียบจะดำเนินการตามกฎหมายทันที&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สถานการณ์ปาล์มน้ำมันดิบ (CPO) ในช่วงนี้ มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น เพราะปาล์มเข้าสู่ระบบลดลง จากช่วงวันหยุดสงกรานต์ แต่ความต้องการใช้ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ภายใต้นโยบายน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ส่งผลให้ปริมาณการใช้ CPO เพิ่มจากประมาณ 71,600 ตันต่อเดือน เป็นราว 140,000 ตันต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้ระบบสามารถดูดซับผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อระดับราคาในช่วงนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 10 เม.ย.2569 อยู่ที่ 7.00&ndash;7.90 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.45 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.95 บาท หรือเพิ่มขึ้น 25% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ อยู่ที่ 40.50&ndash;41.00 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.75 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 35.38 บาท หรือเพิ่มขึ้น 15% สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงรองรับ และเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในระดับราคาที่ดี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้า กรมเตรียมประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ร่วมกับผู้แทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งด้านปริมาณและราคา พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเชื่อว่าจากปัจจัยด้านอุปสงค์และการบริหารจัดการที่เข้มข้น จะช่วยให้ราคาปาล์มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
สำหรับมาตรการกำกับการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป โดยเป็นการบริหารจัดการปริมาณเชิงรุก ผ่านระบบขออนุญาตล่วงหน้า เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอกับการใช้ในประเทศเป็นลำดับแรก ก่อนพิจารณาส่งออก ซึ่งไม่ใช่การห้ามส่งออก แต่เป็นการจัดสมดุลการใช้ในภาพรวม เพราะการดำเนินการในช่วงนี้ เป็นการดูแลทั้งระบบอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การกำกับการรับซื้อในพื้นที่ ไปจนถึงการบริหารปริมาณและความต้องการใช้ เพื่อให้ราคาปาล์มอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9168">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/84EOTFG0?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026041679c5459f028b24e2096021367180d0b1092952.jpg' type='image/jpg' length='663678' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในลุยตรวจสถานีขนส่ง ดอนเมือง จุดพักรถ ดูแลประชาชนเดินทางสงกรานต์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158670</link>
<guid isPermaLink="false">25f24eec4bea460271c380019d399f0d</guid>
<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์สินค้าและค่าบริการ ที่สถานีขนส่ง สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุดพักรถมอเตอร์เวย์ เพื่อดูแลประชาชนช่วงเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ ย้ำผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน ห้ามฉวยโอกาส เผยราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังทรงตัว เมื่อเทียบกับช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าตรวจสอบข้อร้องเรียนราคาสินค้าต่อเนื่อง เผยล่าสุด 1 มี.ค.-8 เม.ย. มีถึง 567 คำร้อง</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและค่าบริการในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2569 เพื่อดูแลความเป็นธรรมทางการค้าและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่กำลังเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว โดยได้เข้าตรวจสอบในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุดพักรถมอเตอร์เวย์ กม.49 (บางปะกง) พร้อมบูรณาการตรวจร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการลงพื้นที่ กรมได้ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การแสดงอัตราค่าบริการรับส่งผู้โดยสาร ค่าบริการรับฝากสิ่งของ และค่าบริการรถเข็น ตลอดจนติดตามภาวะราคาจำหน่ายสินค้าและบริการในพื้นที่ ๆ มีประชาชนใช้บริการจำนวนมากในช่วงเทศกาล พบว่า ผู้ประกอบการในสถานีขนส่งผู้โดยสารสาธารณะ ท่าอากาศยาน และจุดพักรถ มีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการไว้อย่างถูกต้องและชัดเจน และได้กำชับให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการให้ตรงกับราคาที่แสดงไว้ และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ ภาพรวมราคาและปริมาณส่วนใหญ่ยังทรงตัว เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยราคาอาหารปรุงสำเร็จยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เช่น ข้าวราดแกง 1 อย่าง ราคา 40-60 บาทต่อจาน ข้าวราดแกง 2 อย่าง ราคา 50-70 บาทต่อจาน ข้าวมันไก่ ราคา 50-70 บาทต่อจาน และก๋วยเตี๋ยวหมู ราคา 40-65 บาทต่อชาม ขณะที่เครื่องดื่มส่วนใหญ่ยังมีราคาทรงตัวเช่นกัน ส่วนค่าบริการรับฝากสัมภาระและค่าบริการขนสัมภาระ มีอัตราค่าบริการเริ่มต้น 30-90 บาทต่อชิ้น และตู้รับฝากสัมภาระแบบอัตโนมัติคิดค่าบริการ 40-80 บาทต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดของสัมภาระและตู้รับฝาก สะท้อนให้เห็นว่าภาวะราคาสินค้าในภาพรวมยังทรงตัว แม้บางรายการจะมีความแตกต่างกันบ้างตามทำเลและต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ยังไม่พบการปรับขึ้นผิดปกติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิกล่าวว่า การตรวจสอบราคาสินค้าทั่วไป กรมได้กำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามทั้งด้านราคาและปริมาณ โดยเฉพาะสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ การจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคา และการกักตุนสินค้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการตรวจสอบตามที่ประชาชนได้เรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ซึ่งในช่วงวันที่ 1 มี.ค.-8 เม.ย.2569 มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทางด้านราคาและปริมาณสินค้าไปแล้วทั้งหมด 567 คำร้อง แบ่งเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ 151 คำร้อง และต่างจังหวัด 416 คำร้อง ตรวจสอบแล้วเสร็จ 376 คำร้อง แยกเป็นกรุงเทพฯ 105 คำร้อง และต่างจังหวัด 271 คำร้อง<br />
โดยผลกการตรวจสอบพบการกระทำผิดกรณีที่ไม่ได้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า 33 ราย ได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว โดยพบในพื้นที่ เช่น เขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตพญาไท เขตบางกอกน้อย จังหวัดชุมพร จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดลำพูน เป็นต้น และยังพบกรณีที่จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 6 ราย ในพื้นที่เขตจัตุจักร เขตวัฒนา เขตพญาไท จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้วเช่นเดียวกัน ส่วนกรณีปิดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน พบ 1 ราย ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท<br />
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายสินค้าเกินสมควรอีก 107 คำร้อง ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการหลังจากได้รับคำร้อง เจ้าหน้าที่จะได้มีการเรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน หากตรวจสอบพบว่ามีการตั้งราคาสูงเกินสมควร ก็จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบ ไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 332 ราย และมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่ 191 คำร้อง ซึ่งในส่วนนี้ กรมจะได้มีการตรวจสอบเชิงรุก เข้มงวดการคาดโทษและติดตามการตรวจสอบและรายงานตัวเลขการตรวจสอบต่อไป<br />
&ldquo;ขอให้ผู้ประกอบการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน จำหน่ายสินค้าตรงกับป้ายราคา ไม่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และไม่กักตุนสินค้า เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเอง ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ลดข้อร้องเรียน ลดความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมาย และช่วยให้การค้าขายเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของร้านค้าในระยะยาว&rdquo;นายจิรวุฒิกล่าว<br />
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการ หรือพบการกระทำความผิด เอารัดเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยหากตรวจสอบพบ กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา จะมีความผิดตามมาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร จะมีความผิดตามมาตรา 29 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9150">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/vgLpTlvi?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260410b03d893c428c22b23470b577d410cb4b084526.jpg' type='image/jpg' length='703475' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี-วราวุธ” ร่วมถกแก้วิกฤตเม็ดพลาสติกขาดแคลน กำหนด 3 แนวทางดูแล]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158422</link>
<guid isPermaLink="false">1e10c0702ee7a883551bbe5321bd6b09</guid>
<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี-วราวุธ&rdquo; หารือแก้วิกฤตเม็ดพลาสติก หลังประกาศเป็นสินค้าควบคุม กำหนด 3 แนวทางดูแล โฟกัสสินค้าเป้าหมายที่ใช้พลาสติก หันใช้วัสดุทดแทนและปรับบรรจุภัณฑ์ให้ง่ายขึ้น สนับสนุนการรีไซเคิล พร้อมตั้งคณะทำงานร่วม 4 กระทรวง ดูแลต้นทุน ราคา ลดใช้พลาสติก เผยสหรัฐฯ-อิหร่าน หยุดยิงชั่วคราว ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติก ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า การประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองกระทรวง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าร่วม หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศให้เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุม เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ และเม็ดพลาสติกถือเป็นสินค้าต้นทางสำคัญของอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งบรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยการกำหนดมาตรการจะพิจารณาอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ และมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการจะเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การกำหนดสินค้าเป้าหมาย (Focus Items) เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และถุงพลาสติก เพื่อดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด 2 การใช้วัสดุทดแทน รวมถึงหารือผู้ประกอบการในการ Simplify SKU (Stock Keeping Unit) ทำให้รายการสินค้าเรียบง่ายขึ้นลดความซับซ้อน และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ (Redesign) ในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาพลาสติกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.ด้านความยั่งยืน (Sustainability) มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถรีไซเคิลได้เพียง 20&ndash;25% เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการคัดแยกขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างเป็นระบบ และปรับพฤติกรรมผู้บริโภคลดการใช้พลาสติก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการรองรับภาวะขาดแคลน ดูแลต้นทุนและราคาที่เหมาะสมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน พร้อมใช้เป็นโอกาสในการลดการใช้พลาสติกและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกำหนดมาตรการทั้งระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และป้องกันการกักตุนสินค้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงกับอิหร่านชั่วคราว 2 สัปดาห์ เป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยให้สถานการณ์ด้านการขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเอื้อต่อการบริหารจัดการสินค้าควบคุมของไทย โดยขณะนี้ยังต้องติดตามสต็อกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สินค้าจำเป็นมีเพียงพอและราคาเหมาะสม และกระทรวงพาณิชย์ยังจะเร่งหารือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อจัดตั้งกลไกเฉพาะกิจ (Task Force) ในการรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติกอย่างเป็นระบบต่อไป</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9145">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/8XzCA8HT?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260409948f66303d959fc3dedac259d6cb1832084031.jpg' type='image/jpg' length='148793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เงินเฟ้อ มี.ค.ลด 0.08% เหตุรัฐตรึงดีเซล สินค้าสต็อกเก่า จับตา เม.ย.พุ่งแรง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/158071</link>
<guid isPermaLink="false">f4acd288b09d9530f46ec685d714bbe9</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยเงินเฟ้อ มี.ค.69 ลดลง 0.08% แม้จะเกิดสงคราม แต่รัฐบาลยังตรึงน้ำมันดีเซลไว้ครึ่งเดือนแรก เพิ่งทยอยขึ้นปลายเดือน ไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า และสินค้าเป็นสต็อกเก่า ราคาเลยยังไม่ขึ้น คาดไตรมาส 2 ขยับแรงแน่ หลังดีเซลทะลุ 50 บาท หมู ไก่ ไข่ ผัก เจอร้อนทำราคาขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มขยับราคาสินค้า ปรับเป้าเงินเฟ้อใหม่ 1.5-2.5% แต่อาจทะลุเป็น 2.5-3.5% หากน้ำมันยังแรงไม่หยุด จับตาสินค้าเพิ่มตั้งแต่ 0-10% ทั้งเครื่องประกอบอาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด และของใช้ส่วนบุคคล</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน มี.ค.2569 เท่ากับ 100.27 เทียบกับเดือน มี.ค.2568 ลดลง 0.08% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 นับจากเดือน เม.ย.2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังถูกจำกัดการปรับเพิ่มขึ้นจากมาตรการตรึงราคาในช่วงครึ่งเดือนแรก เพิ่งมาทยอยปรับขึ้นในช่วงปลายเดือน ทำให้ไม่มีผลต่อต้นทุนสินค้า แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้ายังคงช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ประกอบกับสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต็อกเดิม จึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา เงินเฟ้อก็ยังชะลอตัวลง ส่วนยอดรวม 3 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) ลดลง 0.54%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน มี.ค.2569 ที่ลดลง มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.34% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง) ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว น้ำยาระงับกลิ่นกาย โฟมล้างหน้า ครีมนวดผม กระดาษชำระ) เสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษและสตรี) ค่าจ้างเหมาช่างไฟฟ้า และค่าห้องพักโรงแรม ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ รถยนต์ ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า และค่าบริการขนขยะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.34% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟ (ร้อน/เย็น) กาแฟผงสำเร็จรูป เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน) ข้าวสารเจ้า ผักสด (มะนาว ต้นหอม ผักชี มะละกอดิบ ผักกาดขาว พริกสด มะเขือ) และผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม) โดยมีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร น้ำมันพืช ข้าวสารเหนียว ผลไม้สด (ทุเรียน แตงโม มะพร้าวอ่อน มะม่วง กล้วยหอม) และซอสหอยนางรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน มี.ค.2569 สูงขึ้น 0.57% เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือน ก.พ.2569 ที่สูงขึ้น 0.56% รวม 3 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.58%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาส 2 ของปี 2569 จะกลับมาเป็นบวก ซึ่งจะเริ่มเห็นตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 เป็นต้นไป โดยมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด โดยเฉพาะดีเซลที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ลิตรละ 50.54 บาท ราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ส่งผลให้ผลผลิตลดลงในบางช่วง ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ค่าโดยสารทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติ และแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่ากระแสไฟฟ้า และราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จากเดิมระหว่าง 0.0&ndash;1.0% (ค่ากลาง 0.5) เป็นระหว่าง 1.5&ndash;2.5% (ค่ากลาง 2.0) โดยไตรมาส 2 เพิ่ม 3.67% ไตรมาส 3 เพิ่ม 2.24% และไตรมาส 4 เพิ่ม 2.48% ซึ่งประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันจะสูง 2 เดือน แต่ถ้าสูงกว่านี้ เงินเฟ้อ ก็จะขยับขึ้นไปเป็น 2.5-3.5% โดยไตรมาส 2 เพิ่ม 5.78% ไตรมาส 3 เพิ่ม 3.85% และไตรมาส 4 เพิ่ม 4.15%<br />
โดยหลังจากนี้ ประเมินว่า ราคาสินค้าจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งน้ำมันและวัตถุดิบ โดยกลุ่มที่จะปรับขึ้นราคา 0-5% ได้แก่ กะทิสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส เกลือป่น น้ำปลา ซอสหอยนางรม น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ชาสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ ถุงดำใส่ขยะ ถุงใส่ขยะ สบู่ถูตัว แชมพู แปรงสีฟัน ใบมีดโกน กระดาษชำระ ครีมนวดผม ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิส) และกลุ่มที่จะปรับขึ้น 5-10% ได้แก่ น้ำมันพืช อาจมากกว่า 10% ซีอิ๊ว ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ กะปิ กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน และยาสีฟัน<br />
ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นราคาไปแล้ว และมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อแล้ว อาทิ เนื้อสุกร ไข่ไก่ ไข่เป็ด ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าเรือด่วนเจ้าพระยา เรือคลองแสนแสบ ค่าส่งพัสดุไปรษณีย์ และเบียร์<br />
สำหรับมาตรการกำกับดูแลเงินเฟ้อ กระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลสินค้าต้นทาง เช่น เม็ดพลาสติก ที่เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าอีกเป็นจำนวนมาก และกากถั่วเหลือง ที่เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคุมสินค้าปลายทางให้สะท้อนโครงสร้างราคาที่แท้จริง ขึ้นตามต้นทุนที่เหมาะสม ไม่ให้สินค้าทุกตัวเร่งราคาพร้อมกัน โดยบริหารจัดการให้ถูกจังหวะ และลดค่าครองชีพ อาทิ โครงการธงฟ้า ที่จะต้องเข้าถึงชุมชน ไทยช่วยไทย ที่คิกออฟไปแล้ว ต้องติดตามดูว่าประชาชนรับรู้จริง มีการซื้อสินค้าจริง เพื่อให้เป็นทางเลือกในการลดภาระค่าครองชีพ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9141">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/74CE5odR?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260408e3adf2d4c263f57bf5136db92292f1a5083710.jpg' type='image/jpg' length='249887' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ลุยต่อ ชงนอมินีเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน จัดการต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157704</link>
<guid isPermaLink="false">4d852070e85d01b4da1d914c6ca01598</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมคณะผู้ตรวจการแผ่นดิน กรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหานอมินีในกลุ่มธุรกิจล้งซื้อผลไม้ ยันเตรียมเสนอความผิดนอมินีเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน และเสนอระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีสร้างกลไกบูรณาการทำงานร่วมหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมรับฟังความเห็นจากเกษตรกร นำข้อมูลช่วยแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายพยุงศักดิ์ กังเซ่ง ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ จังหวัดสมุทรสงคราม และราชบุรี ร่วมกับนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดราชบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลกรณีกลุ่มเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างรุนแรง พร้อมติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบพฤติการณ์นอมินีในกลุ่มธุรกิจล้งรับซื้อผลไม้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการประชุมรับฟังข้อมูล ณ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดเผยผลการสุ่มตรวจล้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 50% ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี โดยทำงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ถึงพฤติการณ์นอมินี หรือการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และยังได้ชี้แจงอีกว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างเตรียมเสนอปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และกำหนดให้ความผิดเรื่องนอมินีเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน รวมถึงเตรียมเสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สร้างกลไกการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากนั้นคณะได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร ณ ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีตัวแทนเกษตรกรให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันราคามะพร้าวลูกใหญ่เหลือเพียง 3 บาท และลูกเล็กเพียง 50 สตางค์ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ลูกละ 7 บาท ทำให้เกษตรกรขาดทุนจนไม่มีงบประมาณจัดซื้อปุ๋ยเพื่อบำรุงคุณภาพมะพร้าวให้ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต่างชาติต้องการ และเกษตรกรยังสะท้อนว่า มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น การนำสินค้าไปจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร เนื่องจากติดปัญหาเรื่องไม่มีโรงงานบรรจุภัณฑ์ในพื้นที่ และเกษตรกรมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตมากกว่าด้านการตลาด จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยหาตลาดรองรับมะพร้าวตกเกรดและสนับสนุนปุ๋ยบำรุงสวน&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ต่อมาได้เดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมแปลงใหญ่วัดเพลง จำกัด จังหวัดราชบุรี โดยทางสหกรณ์ได้เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศยุโรป เพื่อลดการพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว พร้อมขอการสนับสนุนงบประมาณในการปรับเปลี่ยนสวนเป็นระบบออร์แกนิก เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด และยังมีประเด็นเรื่อง น้ำมะพร้าวปลอม ที่เกิดจากคำสั่งซื้อของต่างชาติ และปัญหามะพร้าวตกเกรดที่ไม่เป็นธรรม โดยกลุ่มเกษตรกรเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดสามารถในการแข่งขันทางการค้ามีอำนาจต่อรองกับล้งต่างชาติ และช่วยประชาสัมพันธ์มะพร้าว GI ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผลไม้ปลอดภัยสารพิษเพื่อส่งออก (PK COCO FARM) อำเภอบางแพ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ล้งต่างชาติมีพฤติการณ์ตกลงราคารับซื้อร่วมกัน เนื่องจากรู้ต้นทุนที่แท้จริง ทำให้สามารถควบคุมราคาทั้งระบบได้ ทางกลุ่มจึงเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนเทคโนโลยีห้องเย็นและโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษาผลผลิต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการและนักลงทุนให้มีความมั่นคง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ แต่จะไม่เปิดโอกาสให้นอมินีหรือมิจฉาชีพฉวยโอกาสทำลายเศรษฐกิจและประเทศไทย โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีในทุกพื้นที่ หากธุรกิจรายใดเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินการโดยเด็ดขาดและจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการเอาผิดจนถึงที่สุด และขอย้ำว่า การถือหุ้นแทนคนต่างชาติถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ประชาชนสามารถร่วมเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีได้ผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หัวข้อ แจ้งเบาะแสนอมินี เพื่อร่วมกันสร้างระบบการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการควบคุมล้งต่างชาติ โดยต้องพิจารณากำหนดเงื่อนไขการประกอบธุรกิจรับซื้อสินค้าเกษตรเพื่อส่งออกของคนต่างด้าว เพื่อป้องกันการครอบงำตลาดและสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรไทย ขอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า และกวาดล้างน้ำมะพร้าวปลอม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อรักษาภาพลักษณ์มะพร้าวไทย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9138">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/HR0CI52Z?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260407428e2fda71d93a5259be5a18ad7637ea084549.jpg' type='image/jpg' length='419026' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ตรวจห้างท้องถิ่น จ.ปทุมธานี เผยจัดเต็มลดราคาตามโครงการ “ไทยช่วยไทย”]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157342</link>
<guid isPermaLink="false">7c5ca9a40bb1ad6e10235c42b787ecba</guid>
<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 08:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>รองปลัดพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าในโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ที่ร้านบลูช็อป ซุปเปอร์สโตร์ ห้างท้องถิ่น จ.ปทุมธานี พบมีการปรับลดราคาจริง ตามที่ได้มีการคิกออฟไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.69 ที่ผ่านมา แถมห้างยังจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอีกหลายรายการ ยันยังไม่มีการขึ้นราคา เหตุเป็นสต็อกเก่า ส่วนการตรวจตลาดนานาเจริญ สินค้าส่วนใหญ่ทรงตัว ยกเว้น หมู ไก่ ไข่ และการตรวจปั๊ม น้ำมันมีเพียงพอ ปิดป้ายราคาถูกต้อง</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้า ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดปทุมธานีและผู้แทนหอการค้าจังหวัดปทุมธานี ณ ร้านบลูช็อป ซุปเปอร์สโตร์ สาขาตลาดนานาเจริญ ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งค้าส่งและค้าปลีก โดยพบว่า สินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต๊อกสินค้าเดิมและมีปริมาณเพียงพอ จึงยังไม่มีเหตุจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในระยะนี้ อีกทั้งมีการจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าหลายรายการ เช่น สบู่ แชมพู กระดาษชำระ ข้าวสารบรรจุถุง น้ำมันปาล์มขวด เป็นต้น<br />
ทั้งนี้ ร้านยังได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายมาจำหน่าย เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน เครื่องปรุงรส น้ำมันปาล์มขวด เป็นต้น ทำให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสม ตามแนวทาง &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ที่นายกรัฐมนตรีและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้คิกออฟไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569<br />
ขณะเดียวกัน ได้ไปตรวจตลาดนานาเจริญ พบว่า ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังคงทรงตัว ยกเว้นบางรายการที่เป็นอาหารสด เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ ราคาปรับขึ้นตามภาวะต้นทุน ในขณะที่ผักสดราคาปรับขึ้นและลงตามสภาพอากาศและปริมาณผลผลิตในแต่ละช่วงเวลา สำหรับอาหารปรุงสำเร็จส่วนใหญ่ยังคงจำหน่ายในราคาเดิม และร้านอาหารส่วนใหญ่ยังจำหน่ายในราคาเดิม และราคาเริ่มต้นที่จานละ 40 บาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการตรวจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงบริเวณ อ.ลำลูกกา พบว่า ปริมาณน้ำมันมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน มีการแสดงราคาจำหน่ายบริเวณหัวจ่ายและหน้าสถานีบริการอย่างถูกต้อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ภายใต้สภาวะที่ทุกฝ่ายได้รับแรงกดดันจากต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับสูงขึ้นในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยจะดำเนินการทั้งมาตรการบริหารและมาตรการทางกฎหมาย หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการค้าสามารถแจ้งทางสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ&rdquo;ร.ต.จักรากล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.นลินธร อรชร ผู้บริหารร้านบลูช็อป ซุปเปอร์สโตร์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าในร้านแต่อย่างใด พยายามจะตรึงราคาไว้ให้ได้นานที่สุด เนื่องจากสินค้าในร้านตอนนี้ ยังเป็นสต็อกเก่าอยู่ และทางร้านยังมีการจัดโปรโมชันลดราคาสินค้า และมีสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ของที่ร้านเอง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการซื้อของในราคาที่ประหยัดมากขึ้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9127">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/wyjtS9Xp?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260403edbde9806287668e4589f257d04bdff8082926.jpg' type='image/jpg' length='361574' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ชวนเที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3 ลุ้นรางวัลเพียบ นักรีวิวก็ห้ามพลาด]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/157050</link>
<guid isPermaLink="false">3b4129f19eade2c57002db0dd35723f1</guid>
<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 08:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดแคมเปญ &ldquo;เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3&rdquo; ร่วมมือพันธมิตรกว่า 25 หน่วยงาน กระตุ้นการบริโภคอาหารไทย ในร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT ดีเดย์วันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.69 เผยจัดไฮไลต์สุดปัง บริโภคแล้ว ได้ลุ้นรางวัล 3 ฟิน ทั้งทองคำ รับประทานอาหารไฟน์ไดนิ่ง และรางวัลพรีเมียม มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท ส่วนสายรีวิว มีลุ้นชิงไอโฟนและซัมซุงรุ่นล่าสุด ชวนประชาชน นักท่องเที่ยว ร่วมสัมผัสประสบการณ์อาหารรสชาติไทยแท้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดแคมเปญ &ldquo;เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3&rdquo; ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีหน่วยงานพันธมิตร และผู้ประกอบการร้านอาหารเข้าร่วมงาน ว่า การจัดแคมเปญครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการของประเทศ ผ่านการส่งเสริมธุรกิจร้านอาหารไทยควบคู่กับการท่องเที่ยว การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งให้กับ Soft Power ของประเทศไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแคมเปญในปีนี้ กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.2569 รวมระยะเวลา 3 เดือน โดยร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 25 หน่วยงาน ส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ผ่านสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมกินดี มีเฮง กับ Thai SELECT ชวนผู้บริโภคสัมผัสประสบการณ์อาหารไทย ณ ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT กว่า 457 ร้านทั่วประเทศ พร้อมลุ้นรางวัล 3 ฟิน เมื่อรับประทานครบ 1,000 บาทต่อใบเสร็จ และส่งผ่าน LINE Official Account @thaiselect ได้แก่ ฟินที่ 1 ลุ้นทองคำ Thai SELECT Limited Edition น้ำหนักรวม 3 บาท ฟินที่ 2 รับประสบการณ์ Exclusive Fine Dining ณ ร้าน Thai SELECT ระดับ 3 ดาว โดยเชฟชุมพล แจ้งไพร จำนวน 10 รางวัล (รางวัลละ 2 ท่าน) และฟินที่ 3 ของรางวัลพรีเมียมจาก Thai SELECT อีก 250 รางวัล&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมรีวิวดี มีรางวัล ให้สายรีวิวร่วมถ่ายทอดความประทับใจ ลุ้นรับโทรศัพท์จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ iPhone 17 รุ่น Pro Max และ Samsung S26 Ultra และของที่ระลึกสุดพิเศษมากมาย รวมไปถึงแคมเปญนี้ ยังได้ผนึกกำลังพันธมิตรที่มาช่วยเสริมความเข้มแข็งด้านการตลาดและมอบสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม อาทิ ส่วนลดพิเศษจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรีชั้นนำและแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เครดิตเงินคืนจากบริษัทบัตรเครดิต และการหนุนผู้ประกอบการด้วยการช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบจากศูนย์ค้าส่งขนาดใหญ่ ตลอดจนสินเชื่อจากสถาบันการเงินภาครัฐในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับร้านอาหาร Thai SELECT ในแคมเปญ เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT อีกด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่า แคมเปญเที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3 จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้นักชิมออกไปค้นหาร้านอาหารไทยคุณภาพทั่วประเทศ เชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว และสร้างประสบการณ์ใหม่ที่สามารถแปลงเป็นรายได้ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมลิ้มลองอาหารไทย รสชาติไทยแท้ และลุ้นรับโชคกับแคมเปญในครั้งนี้&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดแคมเปญ หรือค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วประเทศ ผ่านเว็บไซต์ www.thaiselectth.com หรือ Facebook: Thai SELECT Thailand และสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่ต้องการยกระดับมาตรฐาน พลิกโฉมธุรกิจ และรับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาด สามารถสมัครรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพ รสชาติ และบริการที่ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมรับสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 15 เม.ย.2569 ผ่านเว็บไซต์&nbsp;<a href="http://www.thaiselectth.com/" target="_blank">www.thaiselectth.com</a>&nbsp;หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หรือสายด่วน 1570 หรือกองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5954</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9122">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/VPzaVKFp?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260402b2953b1c0ad4384ca30b1500213a36c7083127.jpg' type='image/jpg' length='440017' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าภายในนัดถก “หมู-ไก่-ไข่” 2 เม.ย.นี้ เกาะติดผลผลิต วางแนวทางบริหารจัดการราคา]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156770</link>
<guid isPermaLink="false">7ac43860a93c4e3d24150168c7b542d8</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในนัดผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ หารือ 2 เม.ย.นี้ ติดตามสถานการณ์ผลผลิต ภาวะการค้า และแนวทางบริหารจัดการราคาจำหน่ายร่วมกัน เพื่อดูแลเกษตรกรให้อยู่ได้ และไม่เป็นภาระกับประชาชนในช่วงภาวะวิกฤต เผยไข่ไก่ ยังมีผลผลิตเกินความต้องการ รวมถึงสุกร ส่วนราคาไข่ที่ปรับขึ้น เหตุอากาศร้อน แม่ไก่ไข่ลดลง หมูก็เช่นเดียวกัน ร้อนทำโตช้า</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าไข่ไก่ สุกร และเนื้อไก่อย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับค้าส่งและค้าปลีก เพื่อประเมินสถานการณ์ผลผลิต ต้นทุน และแนวโน้มราคาอย่างรอบด้าน และยังได้กำหนดนัดหารือร่วมกับกลุ่มผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ วันที่ 2 เม.ย.2569 ในประเด็นปริมาณผลผลิต สถานการณ์ปัจจุบัน ภาวะการค้า และแนวทางการบริหารจัดการราคาจำหน่ายร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยคำนึงถึงทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงวิกฤติ และให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสถานการณ์ไข่ไก่ในปัจจุบัน พบว่า มีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 43.49 ล้านฟองต่อวัน เพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่เฉลี่ยประมาณ 43 ล้านฟองต่อวัน ส่วนผลผลิตสุกรมีปริมาณประมาณ 0.066 ล้านตัวต่อวัน สูงกว่าความต้องการบริโภคที่อยู่ที่ประมาณ 0.056 ล้านตัวต่อวัน สะท้อนว่าภาพรวมปริมาณสินค้าในระบบยังคงเพียงพอ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เป็นฟองละ 3.60 บาท จากเดิมฟองละ 3.40 บาทนั้น เป็นการปรับราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ฟองละ 3.29 บาท โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.2569 ส่งผลให้แม่ไก่ให้ผลผลิตลดลง เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายไข่ไก่น้อยลง ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระต้นทุนด้านน้ำและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนภายในฟาร์มเพื่อลดผลกระทบจากอุณหภูมิสูง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านราคาสุกรหน้าฟาร์มที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่อยู่ในช่วง 70&ndash;72 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 68.57 บาทต่อกิโลกรัม และยังอยู่ในช่วงราคาที่กรมกำกับดูแล โดยสาเหตุที่ราคาขยับเกิดจากรอบการผลิตสุกรในช่วงอากาศร้อน ซึ่งทำให้หมูกินอาหารน้อยลงและโตช้า โดยหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 78.26 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าราคาในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9115">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/eGv09WGa?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202604012003e12a4e99f6565bf684567733358e083309.jpg' type='image/jpg' length='244728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำทัพผู้ประกอบการไทย เดินทางไปเจรจาซื้อขายมันสำปะหลัง ที่นครฉงชิ่ง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156447</link>
<guid isPermaLink="false">a1d657cffd6caa021280aa66cb1873dc</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 08:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เตรียมนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เดินทางไปนครฉงชิ่ง ของจีน พบปะหารือและเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการจีน มั่นใจเปิดตลาดได้เพิ่มขึ้นแน่ ทั้งการนำไปผลิตพลุ กาว กระดาษ เคมีภัณฑ์ พร้อมเข้าศึกษาดูงานระบบการขนส่งสินค้า หวังนำใช้เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและกระจายสินค้าไทย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมมีกำหนดการนำคณะผู้แทนภาครัฐและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยรวม 17 ราย เดินทางไปยังนครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขยายโอกาสและสร้างเครือข่ายทางการค้ามันสำปะหลังไทย และจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการของจีนกว่า 20 ราย ในวันที่ 8 เม.ย.2569 โดยมั่นใจว่าจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและยกระดับเครือข่ายธุรกิจมันสำปะหลังไทยในตลาดจีน โดยเฉพาะการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ใช้มันสำปะหลังของจีน อาทิ แป้งมันดัดแปร (Modified Starch) แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ที่กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู ในการเชิญผู้ประกอบการจีนในอุตสาหกรรมที่ใช้มันสำปะหลัง มาพบปะหารือและเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสพบปะกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพของจีน ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียมที่เป็นสินค้าคุณภาพสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลาย อาทิ การผลิตพลุ กาว กระดาษ เคมีภัณฑ์ และผู้ประกอบการไทยยังจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ทางการค้า และแนวโน้มความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของจีน ทำให้นำข้อมูลมาพัฒนาสินค้าได้ตรงกับความต้องการได้มากยิ่งขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
จากนั้น วันที่ 9 เม.ย.2569 กรมมีกำหนดนำคณะผู้ประกอบการไทยเข้าศึกษาระบบการขนส่งสินค้า ณ ศูนย์นิทรรศการการแสดงระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศของนครฉงชิ่ง (Chongqing Inland International Logistics Hub Exhibition Center) ซึ่งแสดงแบบจำลองการขนส่งระหว่างทางบกกับทางทะเล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและกระจายสินค้าจากอาเซียนไปยังจีนไปแถบตะวันตกของจีน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และขยายโอการทางการค้าไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของจีนต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าการดำเนินการในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้ามันสำปะหลังที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างกัน และสร้างโอกาสให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถขยายตลาดในเมืองอื่น ๆ ของจีน พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง&rdquo;นางอารดากล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับ 1 ของไทย คิดเป็น 56.13% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปี 2568 ไทยส่งออกไปยังจีนปริมาณ 6 ล้านตัน มูลค่า 1,621 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 1.81 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 43.2% โดยมีสัดส่วนสินค้าส่งออกไปจีน เรียงลำดับตามมูลค่า ดังนี้ 1.มันเส้น 44.29% 2.แป้งมันสำปะหลังดิบ 40.58% 3.แป้งมันสำปะหลังแปรรูป 11.31% 4.มันอัดเม็ด 3.37% และ 4.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่น ๆ อาทิ สาคู กากมัน 0.45%</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9112">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/D0jqVgDy?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603317be5ffe145b8f6603064bc2dd0a0154a083401.jpg' type='image/jpg' length='227204' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ลุยปราบนอมินีแอบทำธุรกิจท่องเที่ยว เกาะลันตา จ.กระบี่ เจอผิด 5 ราย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/156018</link>
<guid isPermaLink="false">2cf6f0a08844987f3efe1c469ce2cb98</guid>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2026 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือหน่วยงานพันธมิตร ลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินี ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และร้านอาหาร ที่เกาะลันตา จ.กระบี่ พบ 5 ราย เข้าข่ายผิดกฎหมาย ใช้คนไทยถือหุ้นแทน มีการอำพรางบัญชี โยกทรัพย์สินกลับประเทศ และเลี่ยงภาษี เร่งส่งไม้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาผิดทางกฎหมายให้ถึงที่สุด สกัดทุนต่างชาติแอบแฝงทำธุรกิจ และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 26-27 มี.ค.2569 กรมได้ส่งทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ ณ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจสอบนอมินีและผู้ประกอบการต่างด้าวที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยลงพื้นที่เป้าหมายที่เป็นสถานประกอบการในกลุ่มธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจากข้อมูลเชิงลึกด้านทะเบียนนิติบุคคลและธุรกรรมทางการเงิน<br />
สำหรับผลการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในจังหวัดกระบี่ พบว่า มี 5 ธุรกิจที่เข้าข่ายกระทำความผิด โดยพฤติการณ์ของธุรกิจนอมินีที่ตรวจพบส่วนใหญ่จะเป็นการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ หรือบริหารกิจการแทนโดยไม่มีอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจโรงแรม และพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522<br />
นอกจากนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่า บางรายมีการจัดทำเอกสารทางบัญชีและโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่ออำพรางแหล่งที่มาของเงินลงทุน และมีการโยกย้ายผลประโยชน์กลับไปยังต่างประเทศอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายการดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะซับซ้อน และอาจเชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งกรมจะส่งข้อมูลที่ตรวจพบในครั้งนี้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสรรพากร เพื่อดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวไทยเดินหน้าเข้าสู่เฟสเข้มข้น เร่งตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนโครงสร้างธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของธุรกิจไทย โดยธุรกิจที่มีทุนต่างชาติแฝงมักมีความได้เปรียบด้านเงินทุน ทำให้สามารถตัดราคา หรือขยายกิจการได้รวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในระยะยาว การปล่อยให้ธุรกิจนอมินีขยายตัวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในด้านการแข่งขันด้านราคา&nbsp; การเข้าถึงทรัพยากร และการผูกขาดตลาดในบางพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมาก และบั่นทอนภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ<br />
ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดมีโทษตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่ยังฝ่าฝืนต่อเนื่องมีโทษปรับรายวันเพิ่มเติม ส่วนผู้ที่ให้การสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ เช่น ผู้ถือหุ้นนอมินี นักบัญชี หรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิด ทั้งนี้ กรมขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการถือหุ้นและการบริหารกิจการที่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง พร้อมเตือนว่าการรับจ้างเป็นนอมินี แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย แต่ไม่คุ้มค้ากับความเสี่ยงสูงต่อการถูกดำเนินคดีและผลกระทบในอนาคตตามมา</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9107">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/nxk3Gq06?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603301dd21fb3340b6325f0d86a13641d4074083220.jpg' type='image/jpg' length='353823' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เปิดชื่อ 7 สินค้าควบคุมใหม่ กกร.เข้มดูราคา ไก่ สุกร ไข่ น้ำตาล เกาะติดน้ำมันปาล์ม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155700</link>
<guid isPermaLink="false">763d1b37137f6b523b71656af4db6a48</guid>
<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 08:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>เปิดรายชื่อสินค้าเข้าบัญชีควบคุมใหม่ 7 รายการ เม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ทำให้บัญชีสินค้าควบคุมเพิ่มเป็น 66 รายการ พร้อมเพิ่มมาตรการเข้มสินค้า ไก่ สุกร ไข่ไก่ มีอำนาจกำหนดราคาจำหน่าย กำไรสูงสุด ส่วนน้ำตาล สอน.ต้องแจ้งก่อนปรับราคา เล็งให้ขออนุญาตราคายารักษาโรค เวชภัณฑ์ และบริการขนส่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ อีก 6 รายการ ต้องแจ้งก่อนปรับราคา น้ำมันปาล์มคุมขนย้าย ขออนุญาตก่อนปรับราคา หอมหัวใหญ่ สั่งแจ้งข้อมูลนำเข้า จำหน่าย</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มีมติให้เพิ่มจำนวนสินค้าควบคุมอีก 7 รายการ ซึ่งเป็นรายการสินค้าที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นเรียบร้อยแล้ว และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเข้าไปกำกับดูแลในสถานการณ์วิกฤต ได้แก่ เม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ทำให้มีสินค้าและบริการควบคุมเพิ่มจาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ สำหรับเม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว จะมีมาตรการทางกฎหมาย คือ ต้องแจ้งข้อมูลราคา และปริมาณ ส่วนดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ไม่มีมาตรการทางกฎหมาย แต่ขึ้นบัญชีควบคุมไว้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและใช้มาตรการทางกฎหมายได้ หากมีปัญหาเกิดขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มมาตรการทางกฎหมายสำหรับสินค้า ไก่ สุกร และไข่ไก่ โดยเดิมกำหนดให้แจ้งราคา แต่ไม่มีมาตรการบังคับ ปรับเป็นให้สามารถใช้มาตรา 27 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่หากมีความจำเป็นรีบด่วน สามารถใช้อำนาจตามตามมาตรา 25 หรือมาตรา 26 โดยขอความเห็นชอบ กกร. ภายใน 3 วัน โดยมาตรา 25 สามารถกำหนดราคาจำหน่าย กำหนดกำไรสูงสุด ห้ามหรืออนุญาตส่งออก นำเข้า และห้ามจำหน่ายได้ และมาตรา 26 มีอำนาจให้แจ้งข้อมูลสินค้าและบริการ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้าน้ำตาลทราย มอบอำนาจให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำกับดูแล โดยต้องแจ้งกรมการค้าภายในก่อนปรับราคา ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ และบริการขนส่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ อยู่ระหว่างรอราคาฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยพร้อมเข้าควบคุมราคาด้วยการให้ขออนุญาตราคา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้ยกระดับมาตรการที่ใช้กับสินค้าควบคุม 8 รายการ โดยเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ก้อนและสบู่เหลว โดยปรับจากเดิมให้แจ้งราคา เป็นต้องขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย และอีก 2 รายการ คือ น้ำมันปาล์ม กำหนดให้น้ำมันปาล์มดิบ จากเดิมควบคุมขนย้าย ทำบัญชีคุม ปรับเป็นต้องขออนุญาตส่งออก และน้ำมันปาล์มขวด จากเดิมไม่มีมาตรการ เปลี่ยนเป็นต้องขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย และสินค้าหอมหัวใหญ่ เดิมมีมาตรการควบคุมขนย้าย ทำบัญชีคุม ปรับเป็นต้องแจ้งข้อมูลปริมาณนำเข้า จำหน่าย สินค้าคงเหลือ ที่เก็บ และผู้ซื้อ<br />
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังจะมีมาตรการในการดูแลราคาสินค้า โดยมาตรการเร่งด่วน จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะลดค่าครองชีพทันทีผ่านโครงการไทยช่วยไทย โดยคัดเลือกสินค้าเป้าหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มาจำหน่ายในราคาพิเศษ กระจ่าย 77 จังหวัดทั่วประเทศ และจัดงานธงฟ้าลดราคาสินค้าที่จำเป็น เริ่ม มี.ค.-ส.ค.2569 ส่วนปัญหาสินค้า ไม่ได้เป็นเฉพาะไทย แต่หลายประเทศทั่วโลก ก็เผชิญปัญหาเหมือนกัน ผลกระทบแตกต่างกันไป แต่ยืนยันที่จะดำเนินมาตรการช่วยเหลือภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมสินค้าได้ทั้งหมด แต่ได้เลือกดูแลเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นหลัก ส่วนสินค้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากพบความไม่เหมาะสมด้านราคา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเข้าไปตรวจสอบ&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันในปัจจุบันที่เร็วกว่าปกติ ทำให้มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยน้ำมันมีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 7%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ปริมาณสต๊อกปุ๋ยในประเทศยังคงเพียงพอรองรับการใช้งานไปจนถึงช่วงเดือน เม.ย.2569 ส่วนในช่วง 4 เดือนข้างหน้า ที่จะมีความต้องการใช้ปุ๋ยยูเรียในปริมาณสูง ประมาณ 16&ndash;17 ล้านกระสอบ ขณะนี้ได้มีการเร่งนำเข้าจากแหล่งอื่นแล้ว และกรมยังจะจัดโครงการปุ๋ยธงเขียว ประมาณ 1 ล้านกระสอบ ช่วยลดราคาปุ๋ยให้กับเกษตรกร และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือก</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9101">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/8V8pq4RM?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603272f3bc8cee6cd46f23613fe6fa1e2daf7083029.jpg' type='image/jpg' length='137518' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เดินหน้าดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน พร้อมจัดตลาดนัดข้าวเปลือกเสริม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155410</link>
<guid isPermaLink="false">0a10ff8ba32a5e4056bd9ff4c7623c2d</guid>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 08:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในถกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย หลังเดินทางเข้าหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เผยนาปรังปีนี้ มีโครงการดูดซับข้าวเปลือก เป้าหมาย 1 ล้านตัน อคส.จะให้โรงสี สหกรณ์การเกษตร เปิดจุดรับซื้อ ให้ราคาสูงกว่าตลาดตันละ 300 บาท ดีเดย์ 1 เม.ย.69 และจัดตลาดนัดข้าวเปลือกตั้งแต่ มี.ค.-พ.ค.69 ซื้อสูงกว่าตลาดตันละ 200-400 บาท พร้อมลุยโครงการธงเขียวพลัส ลดต้นทุนซื้อปุ๋ยให้เกษตรกร และประสานพลังงานจัดสรรดีเซลให้ชาวนา</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เดินทางเข้าพบหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ กรมการค้าภายใน ว่า กรมได้รับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างเต็มที่ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยมีความผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการทำนาของเกษตรกร และยังได้สั่งการให้เตรียมมาตรการด้านการตลาด เพื่อดูแลพี่น้องชาวนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังที่กำลังจะมาถึง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการบริหารจัดการผลผลิตข้าวนาปรัง กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) จะดำเนินการให้โรงสีและสหกรณ์การเกษตรไปเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน เริ่มดำเนินการวันที่ 1 เม.ย.2569 นำร่อง 5 จังหวัด แหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยโครงการนี้จะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด และมีแรงจงใจให้ชาวนาขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ขอให้ชาวนามั่นใจว่าฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังนี้มีที่ขายข้าวแน่นอน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังเตรียมจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม โดยนำให้ผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่ เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง เพื่อลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และแก้ไขปัญหาบางพื้นที่ที่ขาดผู้รับซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือกจะสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200&ndash;400 บาทต่อตัน ดำเนินการตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือน พ.ค.2569 มีจังหวัดที่ยืนยันการจัดงานแล้วรวม 8 ครั้ง ได้แก่ ปลายเดือน มี.ค. จำนวน 2 ครั้ง ในจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง ต้นเดือน เม.ย. จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิจิตร พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง และปลายเดือน เม.ย. จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิษณุโลก น่าน และพระนครศรีอยุธยา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้กำชับสำนักงานชั่งตวงวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดรับซื้อข้าว ให้ลงพื้นที่กำกับดูแลการซื้อขายอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความถูกต้องของการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน รวมถึงการแสดงราคารับซื้อ เพื่อให้การซื้อขายข้าวเปลือกเป็นธรรม เที่ยงตรง และโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องเกษตรกร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า สำหรับการลดต้นทุนการผลิต กรมเตรียมดำเนินโครงการ &ldquo;ปุ๋ยธงเขียวพลัส&rdquo; สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี &ldquo;บัตรดินดี&rdquo; ของกรมพัฒนาที่ดิน จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ช่วยลดต้นทุนการผลิตในช่วงฤดูเพาะปลูก โดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องในด้านการจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังให้เพียงพอ กรมจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งดูแล รวมถึงผลักดันแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน เพื่อลดภาระต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรของชาวนาในช่วงสถานการณ์วิกฤตด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการผลิตหลายด้าน แต่กรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้ทุกมาตรการที่มี เพื่อบรรเทาผลกระทบให้เกษตรกรไทย โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ และจะเดินหน้าดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่องต่อไป&rdquo;นายวิทยากรกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ความสำคัญและเร่งช่วยเหลือพี่น้องชาวนา โดยเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลต่อผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังออกสู่ตลาด และภายหลังได้รับทราบจากอธิบดีกรมการค้าภายในถึงมาตรการโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ที่เปิดรับซื้อในราคาตลาดพร้อมเพิ่มส่วนต่างให้อีกตันละ 300 บาท รวมถึงการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก จะเป็นกลไกสำคัญที่เพิ่มช่องทางการขายข้าวของพี่น้องเกษตรกรได้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวนา และเห็นว่ารัฐบาลให้ความใส่ใจและห่วงใยเกษตรกร</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9096">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/aFmEK470?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260326baab2a3ae18c532e2e6a805bf79208f4082316.jpg' type='image/jpg' length='349457' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สู้รบตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกข้าวอิรักวูบ 52.58% สหรัฐฯ ลด 25.16% ลูกค้าลังเลภาษี]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155171</link>
<guid isPermaLink="false">ae71f45f64a717e8efb8f08dbabfae39</guid>
<pubDate>Wed, 25 Mar 2026 08:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำไทยชวดออเดอร์ส่งออกข้าวขายอิรัก 2 เดือนขายได้แค่ 9.2 หมื่นตัน ลด 52.58% ส่วนสหรัฐฯ ส่งออกได้ 1.16 แสนตัน ลด 25.16% เหตุคู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ ภาษี ส่งผลให้ภาพรวมส่งออกได้เพียง 1.153 ล้านตัน ลด 4.16% คาดหากสงครามยืดเยื้อ เป้าทั้งปี 7 ล้านตัน ไปไม่ถึงแน่ ส่วนมันสำปะหลัง เริ่มแผ่ว ส่งออกได้ 9 แสนตัน ลด 32.33% ยังดีได้แรงซื้อจากจีน-ซาอุดิอาระเบีย แต่ยังมั่นใจทั้งปีเข้าเป้า 6-7 ล้านตัน</strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีการสู้รบ ทำให้ไทยสูญเสียคำสั่งซื้อข้าวจากประเทศอิรักไปแล้วจำนวนมาก เพราะความไม่แน่นอนของเส้นทางการขนส่งที่จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง รวมถึงค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 2 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกข้าวไปอิรักได้เพียง 92,000 ตัน ลดลง 52.58% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยทำได้เพียง 1.153 ล้านตัน ลดลง 4.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.203 ล้านตัน มูลค่า 651 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจาก 770 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 15.45%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ตอนนี้ ไทยเสียออร์เดอร์ส่งออกข้าวขาวจากอิรักไปมาก เพราะต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยง ทำให้ค่าประกันภัยสูงขึ้น รวมทั้งค่าระวางเรือยังสูงขึ้นแล้ว 30-40% จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่วนส่งออกไปประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางรวมกว่า 1.34 ล้านตัน ในจำนวนนี้สัดส่วน 75% เป็นส่งออกไปอิรัก ที่เหลือเป็นเยเมน อิสราเอล ซาอุดิอาระเบีย โอมาน&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ ในช่วง 2 เดือน ลดลงถึง 25.16% โดยส่งออกได้เพียง 116,000 ตัน เพราะความไม่แน่นอนของภาษีสหรัฐฯ ทำให้คู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ แต่เมื่อศาลสูงสุดสั่งให้การเก็บภาษีตอบโต้ 19% เป็นโมฆะ และกลับมาเก็บภาษีที่ 10% ทำให้คำสั่งซื้อน่าจะกลับมา แต่มาเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางซ้ำเติม จึงต้องรอดูว่าคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ จะกลับมาหรือไม่ ประกอบกับหากสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน อาจทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้ อาจพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7 ล้านตัน แต่กรมจะพยามช่วยเหลือผู้ส่งออกหาเส้นทางส่งออกอื่น ๆ แทน แต่ยังไม่รู้จะคุ้มค่าหรือไม่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลจีนภายใต้สัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ 500,000 ตัน และได้เริ่มส่งมอบล็อตแรก 40,000 ตันไปแล้วนั้น เดิมกำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนก.พ.-มี.ค.2569 แต่ก่อนการส่งมอบได้เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการขนส่งบ้าง แต่กรมได้ร่วมกับภาครัฐและผู้ส่งออกข้าวกว่า 20 บริษัท เร่งแก้ปัญหาส่งออก เพื่อให้สามารถส่งออกไปจีนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนต่าง ๆ ทั้งค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังสามารถส่งมอบได้ ส่วนการส่งออกล็อตถัดไป คาดว่าจะเริ่มต้นได้ในเดือน เม.ย.2569 แม้ว่าราคาข้าวไทยจะสูงขึ้นจากต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้น แต่มั่นใจว่า ทางการจีนจะเข้าใจในสถานการณ์และรับกับราคาที่สูงขึ้นได้ โดยกรมจะเร่งจะเจรจากับทางการจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบให้ครบ 500,000 ตันในเร็ว ๆ นี้&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ในช่วง 2 เดือนปี 2569 ภาพรวมอยู่ที่ 900,000 ตัน ลดลง 32.33% มูลค่า 12,310.14 ล้านบาท ลดลง 27.24% และในนี้ เป็นการส่งออกมันอัดเม็ด 70,000 ตัน มูลค่า 419.50 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 133.33% และ 132.87% ตามลำดับ โดยยังคงมั่นใจว่าการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2569 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6-7 ล้านตัน เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน และซาอุดีอาระเบีย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของซาอุดิอาระเบีย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไทยเพิ่งจะส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปให้ แม้ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการขนส่ง จากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง แต่กรมได้ร่วมกับผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ช่วยกันแก้ปัญหา เปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง จนสามารถส่งมอบได้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก แต่ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าก็ยอมรับภาระที่เพิ่มขึ้นร่วมกัน&nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9090">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/H3xTFYdk?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260325a157c88dda57f289a3894273d7c0aac3084941.jpg' type='image/jpg' length='153738' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถกผู้ผลิต ห้าง ลดราคาสินค้า House Brand-แบรนด์รอง ช่วยค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154866</link>
<guid isPermaLink="false">a31d69aa64cde2dbfa4d2c35319a73be</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกกำลังกรมการค้าภายใน เชิญผู้ผลิต ห้าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมข้าวถุง เดินหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดราคาสินค้า House Brand และแบรนด์ทางเลือก เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ในช่วงสถานการณ์วิกฤตจากตะวันออกกลาง คาดดีเดย์เดือน เม.ย. นี้ รวมระยะเวลา 2 เดือน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังร่วมเป็นประธานการประชุมร่วมกับนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เพื่อหารือแนวทางการสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้หาแนวทางดูแลค่าครองชีพเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ทำให้ต้นทุนสินค้าปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อราคาสินค้า โดยเห็นพ้องที่จะจัดทำโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ด้วยการนำสินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่ม House Brand และแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ผู้ผลิตและห้างมีการผลิตและจำหน่ายอยู่แล้ว มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน<br />
โดยแนวคิดของมาตรการในครั้งนี้ คือ การลดหรือตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นความต้องการที่จะดูแลทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่สินค้ากลุ่ม House Brand ของห้างร้าน และสินค้าแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ของผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของประเทศเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชน โดยแบ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน สินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง เป็นต้น โดยโครงการนี้คาดว่า จะเริ่มภายในเดือน เม.ย.2569 และมีระยะเวลาดำเนินการเบื้องต้นประมาณ&nbsp; 2 เดือน<br />
&ldquo;ในสถานการณ์ปกติ บางห้าง มีสินค้า House Brand ของตัวเองจำหน่ายอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง เพราะไม่ได้มีค่าการตลาด ไม่มีค่าโปรโมตแบรนด์ แต่ก็ขายได้ยาก เพราะผู้บริโภคนิยมสินค้าที่มีแบรนด์ แต่ในตอนนี้ เป็นช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ก็เห็นตรงกันว่า ควรจะนำสินค้า House Brand มาจำหน่ายและจัดโปรโมชันลดราคา เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค รวมไปถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง ที่ผู้ผลิตหลาย ๆ มีการทำอยู่แล้ว มาจัดโปรโมชัน เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคด้วย โดยขอให้ผู้ประกอบการส่งข้อมูลรายการสินค้าที่จะปรับลดราคามายังกรมภายในวันที่ 27 มี.ค.2569 เพื่อรวบรวมและขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลโดยเร็วที่สุด&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ผลิต ซัปพลายเออร์ และห้าง ขอให้ตรึงราคาสินค้าและจัดโปรโมชันตามปกติ เนื่องจากสินค้ายังคงเป็นสต็อกเดิมหรือเป็นวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง<br />
สำหรับภาคเอกชน ที่ได้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จํากัด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จํากัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จํากัด บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน) บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จํากัด (มหาชน) บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) บริษัท น้ำมันพืชไทย จํากัด (มหาชน) บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) และบริษัท ข้าวมาบุญครอง จํากัด</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9086">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/aopqosyk?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260324915005632bdb126633f8c0040bae673f083258.jpg' type='image/jpg' length='397901' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จ่อเพิ่มความเข้ม สั่งสินค้าควบคุม 6 รายการ ต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154584</link>
<guid isPermaLink="false">2c6b6a01bccd1b6f6ff5a9eeec6d76f6</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย กำหนดให้สินค้าควบคุม 6 รายการ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง สั่งตรวจสอบแก๊สหุงต้ม ทั้งที่โรงบรรจุ ร้านค้าปลีก เผยยังได้ถกผู้ผลิตรายใหญ่ 9 ราย รับมือต้นทุนพุ่ง ยันสินค้ามีเพียงพอ ตรึงราคาได้ถึง เม.ย.69</strong><br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมายโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง โดยจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบต่อไป<br />
ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ใช้กฎหมายมาตราชั่งตวงวัดเข้าตรวจสอบปริมาณบรรจุแก๊สหุงต้มตามโรงบรรจุและร้านค้าปลีกอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น ให้ครอบคลุมถึงคลังที่เก็บสินค้าของตนเอง โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าที่เก็บในคลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและป้องกันการกักตุนเก็งกำไร ตลอดจนทราบปริมาณสินค้าที่แท้จริงในระบบเพื่อนำมาบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน<br />
ทั้งนี้ ยังได้ประชุมติดตามสถานการณ์สินค้าร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 9 ราย ประกอบด้วย ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ พีแอนด์จี นีโอ โอสถสภา บีเจซี เอฟแอนด์เอ็น เนสท์เล่ และดัชมิลล์ ตามที่ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวัตถุดิบเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและขวดพลาสติกที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้า ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคต<br />
โดยผู้ประกอบการทั้ง 9 ราย ยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกสินค้ายังมีเพียงพอต่อการบริโภค และสามารถตรึงราคาสินค้าออกไปได้อย่างน้อยถึงเดือน เม.ย.2569 และในระหว่างนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดข้อกังวลด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณ เช่น เม็ดพลาสติก กำมะถัน และสารโซเวนท์ รวมถึงการลดขั้นตอนและข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน และเจรจากับเกาหลีใต้ เพื่อขอผ่อนผันการส่งออกสารโซเวนท์และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบสำรองอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ประกอบการเม็ดพลาสติกมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิต<br />
&ldquo;กรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการทันที หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ ส่วนประชาชน หากพบเห็นการกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา แจ้งได้ที่สายด่วน DIT โทร 1569&rdquo; นายวิทยากรกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9082">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/yCwi1N1Y?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026032346454c8d6e404de84050169820c64dac083636.jpg' type='image/jpg' length='176444' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”บุกห้างดังกลางกรุงรอบสอง จับของปลอมเพียบ เสียหาย 70 ล้านบาท]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154292</link>
<guid isPermaLink="false">2cdc2391b6bec3240c2d93562e57528d</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 08:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกกำลัง บก.ปอศ.ลงพื้นที่ ตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ที่ศูนย์การค้า MBK Center ซ้ำรอบสองในรอบสัปดาห์ หลังจับมือ DSI บุกจับก่อนหน้านี้ เผยรอบนี้ เจอของปลอมหลายพันรายการ มูลค่าเสียหายกว่า 70 ล้านบาท จับดำเนินคดีทันที พร้อมขอศูนย์การค้าตรวจจับต่อเนื่อง เลิกสัญญาผู้ค้าของปลอม</strong><br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) นำทีมโดย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ณ ศูนย์การค้า MBK Center ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากกรมร่วมลงพื้นที่กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในศูนย์การค้า MBK Center เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งกดดันไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดที่อาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งติดตามผลและยกระดับการป้องกันไม่ให้ผู้ค้าที่เคยกระทำผิดกลับมาทำผิดซ้ำ<br />
โดยในการตรวจติดตามครั้งนี้ ได้พบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหลายพันรายการ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ประเภทกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า น้ำหอม และสินค้าแฟชันที่เลียนแบบแบรนด์ดัง โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดทันที<br />
ทั้งนี้ ภายหลังการลงพื้นที่ กรมได้มีการหารือกับศูนย์การค้า MBK Center ซึ่งพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการตรวจจับสินค้าละเมิดอย่างเต็มที่ และแจ้งว่าจะยกเลิกสัญญาเช่ากับผู้กระทำความผิด โดยช่วงที่ผ่านมา MBK Center ได้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่กับผู้ค้าที่พบการจำหน่ายสินค้าละเมิดไปแล้ว 49 สัญญา พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้เช่ารายใหม่ รวมทั้งจะจัดมาตรการตรวจสอบภายในศูนย์การค้าอย่างสม่ำเสมอ และรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และต่อต้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในพื้นที่ศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเข้าใจให้แก่ผู้ค้าในการทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย<br />
&ldquo;การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรม บก.ปอศ DSI สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการเดินหน้าใช้มาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง โดยจากนี้ จะลงพื้นที่ตรวจสอบเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงละเมิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวและย่านการค้าที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด และมุ่งขยายผลการจับกุมไปสู่การตรวจยึดโกดังและแหล่งเก็บสินค้า ตลอดจนกวดขันการนำสินค้าละเมิดผ่านเข้ามาในพรมแดนไทย เนื่องจากสินค้าละเมิดเกือบทั้งหมดไม่ได้ผลิตในไทย แต่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อสกัดและตัดวงจรสินค้าละเมิดไม่ให้เข้าสู่ตลาด และดำเนินการกับผู้กระทำผิดรายใหญ่&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
นอกจากนี้ เพื่อแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรอบด้าน กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้เพิ่มมาตรการกำกับดูแลพื้นที่ออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการตรวจติดตามและเฝ้าระวัง และร่วมมือกับแพลตฟอร์มในการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดโดยเร็ว เพื่อให้สามารถป้องกันและรับมือกับรูปแบบการละเมิดออนไลน์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจการค้า และส่งเสริมระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง และเอื้อต่อการลงทุนภายในประเทศ<br />
ขณะเดียวกัน กรมขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและประชาชน ไม่ซื้อ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9073">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/gOd3t1UA?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026032016ea5f6290946e39487c5fdb5f99bf19082340.jpg' type='image/jpg' length='281749' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP นำผู้ประกอบการไทยร่วมงาน FILMART 2026 วันแรกปิดดีลกว่า 500 ล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153996</link>
<guid isPermaLink="false">728d931b6b8fe1e0db1bae888f2dd9dd</guid>
<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผนึกกำลังกระทรวงสัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำผู้ประกอบการคอนเทนต์และธุรกิจบันเทิงไทย เข้าร่วมงาน FILMART 2026 ที่ฮ่องกง แค่วันแรกปิดดีลได้แล้วกว่า 500 ล้านบาท คาดจบงาน ทำยอดได้ไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาท</strong><br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์และธุรกิจบันเทิงของไทยในเวทีนานาชาติ ในงาน Hong Kong International Film &amp; TV Market 2026 หรือ FILMART 2026 ระหว่างวันที่ 17&ndash;20 มี.ค.2569 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและตลาดซื้อขายด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก<br />
สำหรับการเข้าร่วมงานของไทยในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้คูหา Thailand Pavilion ขนาด 144 ตารางเมตร และคูหาของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมร่วมกับสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย ขนาด 72 ตารางเมตร โดยมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมทั้งหมด 38 บริษัท ครอบคลุมผู้ผลิตรายการและละครโทรทัศน์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ธุรกิจบริการด้านการผลิตและหลังการผลิต รวมถึงผู้ประกอบการคอนเทนต์วาย ที่ได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ<br />
ทั้งนี้ DITP รับผิดชอบการจัดกิจกรรมเจรจาการค้า (Business Matching) กระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนค่าใช้จ่ายพื้นที่คูหาและการคัดเลือกผู้ประกอบการ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดูแลการออกแบบและก่อสร้างคูหา โดยคาดว่าการเข้าร่วมงานในปีนี้จะสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าได้ไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท โดยในการเจรจาจับคู่ธุรกิจวันแรก (17 มี.ค.) มีการเจรจาการค้า 236 นัดหมาย เกิดมูลค่าการค้าทันที 213,760,000 บาท และภายใน 1 ปี 111,560,000 บาท มูลค่าภายใน 2-5 ปี 176,240,000 บาท รวมประมาณการมูลค่าการเจรจาการค้าทั้งหมด 517,233,750 บาท<br />
ขณะเดียวกัน ในช่วงการจัดงาน FILMART 2026 DITP ยังได้การจัดกิจกรรม Thai Night ณ โรงแรม JW Mariott Hong Kong เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อและพันธมิตรในอุตสาหกรรมบันเทิงจากทั่วโลกด้วย<br />
งาน Hong Kong International Film &amp; TV Market หรือ FILMART จัดขึ้นโดย HKTDC เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ซื้อคอนเทนต์จากทั่วโลก ทั้งภาพยนตร์ แอนิเมชัน รายการโทรทัศน์ รวมถึงบริการด้านการผลิตและการร่วมลงทุนด้านบันเทิง โดยในปี 2569 นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 30 สะท้อนบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางธุรกิจบันเทิงระดับนานาชาติ<br />
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน FILMART 2025 จำนวน 37 บริษัท และสามารถจัดการเจรจาการค้าได้ถึง 584 นัดหมาย สร้างมูลค่ารวมกว่า 2,292 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นทันที 373 ล้านบาท มูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี 710 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะ 2&ndash;5 ปี มากกว่า 1,200 ล้านบาท</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9070">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/3X0zJpdE?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603194b4883f9572524c8f8ce1824ea9d51eb083638.jpg' type='image/jpg' length='915305' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดมาตรการสินค้า คุมเข้มปรับราคา จัด“ธงฟ้า-ธงเขียว”ลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153750</link>
<guid isPermaLink="false">e1ff8b1e48a5a9cb5f57823c484065de</guid>
<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 08:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เปิดมาตรการสินค้า รับมือต้นทุนเพิ่มจากปัญหาสู้รบในตะวันออกกลาง เผยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ จะขึ้นต้องขอก่อน กลุ่มที่ให้แจ้งก่อนปรับราคา จะเข้าหารือและขอให้พยุงราคา ย้ำหากวิกฤต จะพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุม พร้อมหารือผู้ผลิตทำสินค้าราคาพิเศษ จัดธงฟ้าดูแลประชาชน ส่วนปุ๋ย หาแหล่งนำเข้าเพิ่ม และจัดธงเขียวดูแลเกษตรกร ด้านเม็ดพลาสติก ยังมีพอ และเร่งนำเข้าเพิ่มแล้ว</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลราคาสินค้าและผลกระทบต่อประชาชนจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยได้ดำเนินมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและประชาชน และได้มีการกำหนดมาตรการในการกำกับดูแลแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นเวลา 15 วัน และได้มีการประกาศเพดานราคาน้ำมันดีเซลอีกระยะหนึ่งอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตร โดยมีการทยอยปรับขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร วันที่ 18 มี.ค.2569 ทำให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับที่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในขณะนี้<br />
โดยปัจจุบันมีสินค้าควบคุม 8 หมวด ตัวอย่างสินค้าเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ ซึ่งหากจะปรับราคา ต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน และขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับราคา ส่วนสินค้าที่ต้องแจ้ง เมื่อมีการปรับขึ้นราคา เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า แชมพู และน้ำยาล้างจาน และสินค้าที่อยู่ในกลุ่มติดตามราคา เช่น ข้าวสารบรรจุถุง น้ำปลา และซอสปรุงรส ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเสนอขอปรับขึ้นราคา แต่หากมีการปรับราคา กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปหารือและขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการพยุงราคา เนื่องจากต้นทุนพลังงานยังไม่ได้ปรับเพิ่มในระดับสูง<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยใช้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาทบทวนรายการสินค้าควบคุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน (ประชาพิจารณ์) เพื่อพิจารณาเพิ่มสินค้าที่จำเป็นเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุมในช่วงวิกฤตต่อไป<br />
ขณะเดียวกัน ได้หารือกับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ในการจัดทำสินค้าราคาพิเศษ กระจายไปยังผู้ค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด การดำเนินโครงการธงฟ้า ในพื้นที่เปราะบาง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยจะดำเนินการอย่างสมดุลควบคู่กับการดูแลผู้ค้าปลีกในพื้นที่ ไม่ให้ได้รับผลกระทบ และได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดติดตามดูแลกำกับ ตรวจสอบราคาสินค้าและการกักตุนร่วมกับคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ในส่วนของภาคการเกษตร ปัจจุบันไทยมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือน พ.ค.25689 และหากสามารถนำเข้าสินค้าที่ค้างส่งจากตะวันออกกลางได้ จะเพียงพอถึงเดือน ส.ค.2569 โดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างประสานงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการขนส่ง และยังได้เตรียมมาตรการรองรับหากราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น โดยจะขยายโครงการธงเขียว เพื่อลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร ให้ครอบคลุมพื้นที่ ๆ ที่ความต้องการ เพื่อลดภาระแก่เกษตรกร รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมการปรับสูตรปุ๋ยให้ลดพึ่งพาการใช้วัตถุดิบนำเข้า และสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นทางเลือกเพื่อควบคุมต้นทุนและรักษาคุณภาพดินในระยะยาว<br />
สำหรับกรณีความกังวลเรื่องวัตถุดิบเม็ดพลาสติก กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับผู้ผลิตรายใหญ่ พบว่าปัจจุบันสามารถหาแหล่งวัตถุดิบนำเข้าได้เพิ่มขึ้น ทำให้มีความเพียงพอสำหรับการผลิตได้อีกประมาณ 4 เดือน และอยู่ระหว่างการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติมจากประเทศอื่น เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต รวมทั้งมีแผนหาแหล่งนำเข้าสินค้าทดแทน ทั้งในส่วนของปุ๋ยและวัตถุดิบอื่น ๆ จากประเทศในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย บรูไน และประเทศอื่น ๆ นอกตะวันออกกลาง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบแล้ว<br />
&ldquo;ขอเรียนว่าขณะนี้ยังไม่มีสินค้าอุปโภคบริโภครายการใดจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา หากพบพฤติกรรมไม่เป็นธรรม ขอให้ช่วยกันแจ้งเบาะแส โดยเฉพาะกรณีจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคา ซึ่งหากมีหลักฐานชัดเจน กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งโทษทางอาญาและการปรับ โดยประชาชน หากพบเห็นการขึ้นราคาสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 จะเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการทันที&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9065">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/pB1bvTw9?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031801ecce533a366c21d037076c1b45d0dd082822.jpg' type='image/jpg' length='518951' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยนำข้าวอินทรีย์ร่วมงาน NPEW 2026 ที่สหรัฐฯ ขายได้ 150 ล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153444</link>
<guid isPermaLink="false">9383e582c3dc5c4cb020565a8c46e098</guid>
<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 08:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลนำผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย จำนวน 6 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Natural Products Expo West (NPEW) 2026 ที่เมืองอนาไฮม์ สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จเกินคาด ขายได้กว่า 150 ล้านบาท</strong><br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย จำนวน 6 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Natural Products Expo West (NPEW) 2026 ระหว่างวันที่ 4-6 มี.ค.2569 ณ เมืองอนาไฮม์ สหรัฐฯ ว่า ประสบความสำเร็จเกินคาด สามารถสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าต่างประเทศ จนสามารถคาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อที่จะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี ได้กว่า 4.55 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 150 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ไทยในอนาคต<br />
สำหรับการเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมได้มีการจัดนิทรรศการและจัดแสดงตัวอย่างสินค้าข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ของไทย และการสาธิตการปรุงอาหารจากข้าวอินทรีย์ไทย โดยร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้ผู้เข้าชมงานได้ทดลองชิม ซึ่งได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี ผู้เข้าชมงานต่างชื่นชอบในรสชาติและคุณภาพข้าวไทย อีกทั้งยังให้ความสนใจข้าวสีและข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงผลิตภัณฑ์ gluten free และ high fiber ที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก<br />
&ldquo;ความสำเร็จจากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า สะท้อนให้เห็นการรับรู้และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพมาตรฐานข้าวอินทรีย์ไทยในตลาดสหรัฐฯ และแนวโน้วพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และวัตถุดิบจากธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพ ต่อยอดโอกาสทางการค้า และเปิดตลาดสินค้าข้าวคุณภาพสูงให้แก่ผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดนโยบายในการสร้างความหลากหลายของสินค้าข้าวเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และผลักดันการส่งออกข้าวไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต<br />
สำหรับงาน Natural Products Expo West (NPEW) 2026 เป็นงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพชั้นนำและใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐฯ และยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ค้าปลีกจากทั่วโลก</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/9060">https://www.commercenewsagency.com/news/9060</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260317341f3a32e8f4a2a2bb87793e307d0ea3083112.jpg' type='image/jpg' length='1983509' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI ใหม่ แตงโมหวานยโสธร จุดเด่นหวานฉ่ำ เนื้อกรอบ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153167</link>
<guid isPermaLink="false">eaad14c4fdbd9d44b76b65b635a820ed</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์รายการใหม่ แตงโมหวานยโสธร สินค้า GI รายการที่ 3 ของจังหวัด แต่เป็นรายการแรกที่เป็นของจังหวัดเพียว ๆ เพราะ 2 รายการก่อนหน้าขึ้นทะเบียนร่วมกับจังหวัดอื่น เผยจุดเด่น รสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกรอบเป็นเอกลักษณ์ มั่นใจหลังขึ้นทะเบียน ช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร</strong><br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ แตงโมหวานยโสธร และเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัด โดยสินค้า GI 2 รายการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนก่อนหน้านี้ ได้แก่ 1.ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร่วมกับอีก 4 จังหวัดในภาคอีสาน) และ 2.เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน (ร่วมกับอีก 19 จังหวัดในภาคอีสาน) ดังนั้น แตงโมหวานยโสธรจึงนับได้ว่าเป็นสินค้า GI รายการแรกที่เป็นของจังหวัดยโสธรแต่เพียงจังหวัดเดียว<br />
สำหรับแตงโมหวานยโสธร ไม่เพียงเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของจังหวัด แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดยโสธรที่ว่า &ldquo;บั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ&rdquo; โดยในสมัยก่อนชาวบ้านเริ่มจากการปลูกแตงโมไว้บริโภคในครัวเรือน ก่อนจะพัฒนาเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันสร้างรายได้แก่เกษตรกรรวม 48 ล้านบาทต่อปี<br />
แตงโมหวานยโสธร มีคุณลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว ผลมีรูปทรงสวย เปลือกสีเขียวเข้มลายชัด เนื้อสีแดงเข้ม เนื้อแน่น เนียนละเอียด และกรอบ รสชาติหวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แตงโมยโสธรมีเอกลักษณ์ดังกล่าว มาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของแหล่งปลูกในจังหวัดยโสธร ในพื้นที่ 5 อำเภอ ครอบคลุม อำเภอเมืองยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอป่าติ้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว และ อำเภอมหาชนะชัย ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำชี สภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายมีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี เหมาะสมต่อการปลูกแตงโม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่มีแสงแดดเพียงพอ และมีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืน ซึ่งแตงโมเป็นพืชที่ทนอากาศร้อนได้ดีและใช้น้ำน้อย ส่งผลให้แตงโมมีคุณภาพและสามารถสะสมความหวานได้ดี ปัจจัยเหล่านี้ผนวกกับความเชี่ยวชาญของเกษตรกรที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านการปลูกแตงโมมายาวนาน ผลผลิตที่ได้จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและมีชื่อเสียงในวงกว้าง<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียน GI จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่จังหวัดยโสธรเห็นคุณค่าและร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต โดยกรมพร้อมจะสนับสนุนให้มีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มงวด รวมทั้งต่อยอดการพัฒนาสินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคง และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร พร้อมผลักดันสินค้า GI ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำชื่อสินค้าไปแอบอ้างหรือใช้โดยไม่ถูกต้อง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในระยะยาว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/9054">https://www.commercenewsagency.com/news/9054</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603160c43b40c5b3b12a4cf890667f668788e084702.jpg' type='image/jpg' length='333410' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ 4 เดือน จับมันเส้นนำเข้าด้อยคุณภาพได้รวม 21 ครั้ง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152967</link>
<guid isPermaLink="false">e01f979827f63112128c2f9372ce0dad</guid>
<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 11:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ โชว์ผลงานตรวจสอบมันเส้นนำเข้าจาก สปป.ลาว ช่วง 4 เดือน ธ.ค.68-มี.ค.69 พบด้อยคุณภาพ 21 ครั้ง สั่งระงับนำเข้าทันที ยันการตรวจสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใส มีสมาคม ตัวแทนเกษตรกร เข้าร่วมสังเกตการณ์</strong><br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ให้คุมเข้มการนำเข้ามันเส้นตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยได้ส่งชุดตรวจ จำนวน 4 ชุด ลงพื้นที่พร้อมกัน เน้นคุมเข้มเป็นพิเศษในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี มุกดาหาร บึงกาฬ และเลย ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 ถึง เดือน มี.ค.2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยและเพื่อนบ้านออกสู่ตลาดจำนวนมาก ชุดตรวจของกรมพบการนำเข้ามันเส้นด้อยคุณภาพ จำนวน 21 ครั้ง และได้ลงโทษผู้นำเข้ามันเส้นดังกล่าวแล้ว โดยการระงับการนำเข้าทันที<br />
สำหรับการตรวจพบมันเส้นด้อยคุณภาพ จำนวน 21 ครั้ง ตรวจพบที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี 5 ครั้ง มุกดาหาร 9 ครั้ง บึงกาฬ 5 ครั้ง และเลย 2 ครั้ง โดยปัญหาที่พบส่วนใหญ่ คือ ความชื้นสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด<br />
ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจคุณภาพมันเส้นของชุดตรวจกรมเป็นไปอย่างโปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กรมได้เชิญผู้แทนภาคเอกชน ประกอบด้วยผู้แทนจากสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และผู้แทนภาคเกษตรกร ประกอบด้วยสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจสอบคุณภาพมันเส้นของชุดตรวจของกรมด้วย<br />
อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกร ผู้ประกอบการ ประชาชน มีเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้ามันเส้นคุณภาพต่ำ สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385 จะดำเนินการตรวจสอบทันที และหากพบการทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603134a38f42187c131a406044b05df339fca111411.png' type='image/png' length='1501495' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ให้บริการขอ Form E ที่นครพนม เม.ย.-พ.ค. ไม่หยุดเสาร์-อาทิตย์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152593</link>
<guid isPermaLink="false">e6d8fe57dfd1cd95cae1390f217f22a6</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 08:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเตรียมพร้อมรับมือฤดูกาลผลไม้ ช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย. จับมือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม ในฐานะเป็นสำนักงานที่มีการออกออกหนังสือรับรอง ส่งออกผลไม้มากที่สุดในภาคอีสาน ออก Form E แบบไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ตลอดเดือน เม.ย.-พ.ค. เพื่อให้การส่งออกผลไม้ไปจีนไม่มีสะดุด พร้อมคุมเข้มการสวมสิทธิ์</strong><br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าแผนเชิงรุกเตรียมความพร้อมรองรับมหกรรมส่งออกผลไม้ไทย ในช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย.2569 เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียน มะม่วง และ มังคุด ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Form E (อาเซียน-จีน) โดยการระดมเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางสนับสนุนสำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สพจ.) นครพนม ปฏิบัติงานเชิงบูรณาการในการตรวจอนุมัติหนังสือรับรองให้มีความรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน<br />
ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและสร้างความลื่นไหลในระบบโลจิสติกส์ จะเปิดให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ตลอดทั้งฤดูกาล โดยเปิดให้บริการสัปดาห์เว้นสัปดาห์ในเดือน มี.ค. และเดือน มิ.ย. และเปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ตลอดเดือน เม.ย.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการส่งออกผลไม้เยอะที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าผลไม้ของไทยจะเดินทางออกจากด่านนครพนมไปสู่ประเทศจีนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตามแผนดังกล่าวข้างต้นในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. 2569 เป็นวันแรก ซึ่งกรมและ สพจ.นครพนมจะประเมินผลเป็นรายวันและพร้อมปรับแผนเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น<br />
นางอารดากล่าวว่า แม้กรมจะอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ยังยืนยันว่ายังให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันการสวมสิทธิ์ทุเรียนด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่เคยส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของไทยในปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในปี 2569 นี้ กรมจึงมีมาตรการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเป็นธรรม เพื่อคัดกรองสินค้าที่มีคุณภาพและมีแหล่งกำเนิดในไทยอย่างแท้จริง เป็นการสร้างเกราะคุ้มกันให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าทุเรียนที่ส่งออกจากไทยคือผลไม้คุณภาพระดับพรีเมียมที่มีมาตรฐานการตรวจสอบระดับสากล<br />
&ldquo;กรมมีแผนจะคุยกับ สพจ. 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองคาย เชียงราย เชียงใหม่ ชลบุรี และสงขลา (หาดใหญ่) ที่ออกหนังสือรับรองผลไม้ โดยเฉพาะสินค้าทุเรียน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจและเตรียมความพร้อมรับมือ หากปริมาณการออกหนังสือรับรองเพิ่มมากขึ้นในฤดูกาลผลไม้&rdquo;<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การตรวจสอบและอนุมัติหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด กรมขอความร่วมมือผู้ประกอบการส่งออกทุกภาคส่วน เตรียมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและข้อมูลต้นทุนการผลิตให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน ตามระเบียบที่กำหนดไว้ก่อนการยื่นคำขอ อาทิ Invoice ใบตราส่งสินค้า แบบขอรับการตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิด ซึ่งต้องระบุข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่ การยืนยันแหล่งที่มาของสินค้า วันที่ส่งออก ด่านที่ส่งออก ประเภท/ชื่อยานพาหนะ หลักฐานที่แสดงการได้มาซี่งวัตถุดิบ/สินค้า ที่น่าเชื่อถือ เช่น ใบเสร็จซื้อขาย ใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร (GAP) เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่และป้องกันความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น<br />
ในปี 2568 มีการออกหนังสือรับรองฯ Form E สินค้าทุเรียนไปยังประเทศจีน รวมทั้งสิ้น 61,767 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 4,264 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย สพจ. 3 แห่ง ที่ออกมากที่สุด ได้แก่ สพจ. นครพนม 33,321 ฉบับ มูลค่า 2,038.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สพจ. มุกดาหาร 10,348 ฉบับ มูลค่า 850.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสพจ. เชียงราย 8,220 ฉบับ มูลค่า 534.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/9038">https://www.commercenewsagency.com/news/9038</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026031203a1d7623239506e2d1ba160e061289a081316.png' type='image/png' length='1366233' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อารดา”ลุยเอง ดูขั้นตอน คุมคุณภาพ ส่งมอบข้าวจีทูจีจีนล็อตแรก 4 หมื่นตัน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152385</link>
<guid isPermaLink="false">4d9db72f36057aab058e9e0baab449ad</guid>
<pubDate>Wed, 11 Mar 2026 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;อารดา&rdquo;ลงพื้นที่ไปตรวจสอบขั้นตอนการส่งมอบข้าวไทยล็อตแรกให้กับจีน ปริมาณ 4 หมื่นตัน ด้วยตนเอง เพื่อควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน สร้างความเชื่อมั่นให้กับจีน คาดแล้วเสร็จ มี.ค.นี้ มั่นใจส่งผลดีต่อราคาตลาดข้าวนาปรังที่มีคำสั่งซื้อรองรับ เตรียมคุยจีนรับมอบส่วนที่เหลือให้ครบ 5 แสนตันภายในปีนี้ต่อไป</strong><br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่บริษัท เอเชีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามการ Kick Off การส่งมอบข้าวไทยล็อตแรกปริมาณ 40,000 ตัน ให้แก่ COFCO Corporation รัฐวิสาหกิจของจีน ภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ระหว่างไทย-จีน โดยการส่งมอบข้าวครั้งนี้นับเป็นงวดที่ 9 ของสัญญาดังกล่าว และเป็นงวดแรกภายใต้ดีลข้าวไทย-จีนใหม่ ปริมาณ 500,000 ตัน<br />
ทั้งนี้ บริษัท เอเชีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสมาชิกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่ได้รับการจัดสรรให้ดำเนินการส่งมอบข้าวล็อตแรก ร่วมกับผู้ประกอบการอีกกว่า 20 บริษัท ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ โดยกรมได้ติดตามกระบวนการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานข้าวก่อนการส่งออก ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดคุณภาพ การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การบรรจุ ตลอดจนการเตรียมการส่งออก เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาและมาตรฐานที่ฝ่ายจีนกำหนด<br />
&ldquo;การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้เร่งรัดการส่งมอบข้าวให้เป็นไปตามแผน พร้อมติดตามความพร้อมของกระบวนการเตรียมสินค้า การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน และขั้นตอนการส่งมอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าข้าวไทยที่ส่งมอบให้แก่ฝ่ายจีนมีคุณภาพได้มาตรฐาน และสามารถดำเนินการส่งออกได้ตามกำหนดเวลา โดยคาดว่าจะสามารถส่งมอบข้าวล็อตแรกได้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2569&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
นอกจากนี้ การส่งออกข้าวล็อตดังกล่าว ยังมีส่วนช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดในช่วงนี้ รวมทั้งสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกข้าวไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพและระดับราคาข้าวภายในประเทศในระยะยาว<br />
นางอารดากล่าวว่า การส่งมอบข้าวล็อตแรกในครั้งนี้ ยังถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและจีน ซึ่งสอดคล้องกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ และเป็นโอกาสสำคัญในการรักษาเสถียรภาพตลาดข้าวไทย ช่วยบริหารจัดการปริมาณข้าวในประเทศ ลดปริมาณส่วนเกินในตลาด และเสริมความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก โดยกรมจะเดินหน้าประสานงานกับฝ่ายจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งมอบข้าวที่เหลือให้ครบตามปริมาณ 500,000 ตัน เป็นไปตามแผนภายในปี 2569<br />
สำหรับสถิติการส่งออกข้าวไทย ในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปจีนปริมาณ 654,770 ตัน เพิ่มขึ้น 48.98% จากปี 2567 ที่มีปริมาณส่งออก 439,500 ตัน และเดือนม.ค.2569 ไทยส่งออกปริมาณ 20,544 ตัน เพิ่มขึ้น 84.47% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีปริมาณส่งออก 11,137 ตัน โดยการส่งออกส่วนใหญ่ เป็นข้าวเหนียว ร้อยละ 37.69 รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอม มะลิไทย ร้อยละ 27 และข้าวขาว ร้อยละ 25.31</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9033">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/qVSwMaS5?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260311a438d024b2c76b19aaf1ea236a01281d084047.jpg' type='image/jpg' length='786046' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ถกสำนักงานกฎหมาย ยกร่างระเบียบใหม่คุมเข้มต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152175</link>
<guid isPermaLink="false">eaf7d557715c300c4287ed9dcca860c0</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 08:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระดมสมองร่วมกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำ กว่า 17 แห่ง รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ นำไปใช้จัดทำร่างคำสั่งสำนักงานทะเบียน กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ กรณีคนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนบริษัท หรือเป็นผู้มีอำนาจลงนาม เพื่อป้องกันปัญหาใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดประชุมหารือและรับฟังความคิดเห็นร่วมกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำ กว่า 17 แห่ง เพื่อระดมสมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางของคนต่างชาติ (นอมินี) ในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยจะดำเนินการให้เสร็จในช่วงกลางเดือน มี.ค.2569 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป<br />
ทั้งนี้ กรมจะมีการรวบรวมข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกำหนดมาตรการ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ &ldquo;ร่างคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ .. /2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด&rdquo; ให้เป็นไปด้วยความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัญหาการใช้นอมินีเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องยกระดับกลไกการกำกับดูแลและเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยกรมให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทดำเนินกิจการอยู่ 782,542 ราย ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนในสัดส่วนระหว่างร้อยละ 0.01-49.99 ซึ่งยังคงมีสถานะเป็นบริษัทไทยถึง 118,016 ราย และคาดว่ามากกว่าร้อยละ 80 เป็นบริษัทที่ใช้คนไทยถือหุ้นในลักษณะนอมินี<br />
โดยกรมได้ออกคำสั่งที่ 2/2568 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนามในห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด โดยมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 โดยให้ส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ซึ่งมีผลทำให้การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนอมินีลดลงกว่าร้อยละ 65 แต่ก็ยังคงมีการหลีกเลี่ยง กรมจึงจะออกมาตรการเพิ่มเติมดังกล่าวข้างต้น เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีของคนต่างชาติในการประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย<br />
&ldquo;ผลจากการดำเนินมาตรการตามคำสั่งฉบับใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการใช้นอมินี ลดช่องโหว่ของระบบการกำกับดูแล และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย หากตรวจพบการกระทำที่เข้าข่ายการเป็นนอมินี ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกองธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน&rdquo; นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9030">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/oWjgB1np?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260310df8a4a7d84b990f979bf82d0577a5a97083247.jpg' type='image/jpg' length='402183' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกห้าง ตลาดสด เกาะติดสินค้า ทุกรายยันมีเพียงพอ ยังไม่ขึ้นราคา]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151881</link>
<guid isPermaLink="false">e8bd8e701ba5cb1bf1b4a08c5488f57f</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 08:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในถกห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างวัสดุก่อสร้าง ตลาดสด ติดตามสถานการณ์สินค้า เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน ในช่วงสถานการณ์วิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง ทุกรายยืนยันสินค้ามีเพียงพอ ไม่มีการขึ้นราคา แต่หากจำเป็นต้องขึ้น ขอให้แจ้งให้ทราบก่อน พร้อมขอช่วยจัดโปรโมชันเพิ่ม ย้ำประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก ซื้อเกินความจำเป็น เตรียมใช้กฎหมายดูแล หากสถานการณ์ปั่นป่วน และจัดสารพัดธงฟ้าช่วยค่าครองชีพอีกทาง</strong><br />
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชิญภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภาคการค้า 3 กลุ่ม ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ รวม 10 แห่ง กลุ่มห้างจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง 7-8 แห่ง และสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกตลาดสดอยู่ทั่วประเทศ มาหารือในการติดตามสถานการณ์ราคาขายปลีก ต้นทุน สต๊อกสินค้า และการดูแลสินค้าที่จำเป็นในช่วงวิกฤตเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน จากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนสูงจากการสู้รบในตะวันออกกลาง<br />
โดยผลการหารือ ผู้ค้าทั้งหมดยืนยันว่า ปัจจุบันยังมีสินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้าง ปริมาณเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และจะไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงนี้ ซึ่งกรมได้เน้นย้ำให้ดูแลเรื่องราคาสินค้าเป็นพิเศษ หากสินค้าใดมีความจำเป็นจะปรับขึ้นราคา ต้องแจ้งให้กรมทราบก่อน เพื่อพิจารณาหาแนวทางดูแลร่วมกัน รวมถึงขอให้มีการจัดโชว์สินค้าในชั้นวางให้เพียงพอ และห้ามกักตุน ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือห้างและตลาดสดจัดกิจกรรมโปรโมชันลดราคา ช่วยลดค่าครองชีพแก่ประชาชนในช่วงนี้ด้วย ซึ่งทุกรายพร้อมให้ความร่วมมืออย่างดี<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกเร่งซื้อสินค้าจำนวนมากเกินความจำเป็น เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่ทำให้ต้องปรับขึ้นราคา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้กระทรวงพลังงานตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไม่เกินลิตรละ 30 บาทมีระยะเวลา 15 วัน โดยกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ฉวยโอกาสเอาเปรียบ เพื่อดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน<br />
สำหรับมาตรการดูแลค่าครองชีพ จะมีการใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการบริหาร โดยมาตรการทางกฎหมาย ได้กำหนดรายการสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 54 รายการ และบริการ 5 บริการ ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยหากพบการกระทำความผิด เช่น กรณีฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุอันควร มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
ส่วนมาตรการบริหาร อาทิ ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด จัดงานธงฟ้าราคาประหยัดทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค 1,263 ครั้ง จำหน่ายอาหารราคาประหยัดผ่านร้านอาหารธงฟ้า จำนวน 5,306 แห่งทั่วประเทศ และขายสินค้าราคาถูกผ่านร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สำหรับผู้ถือบัตรสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.27 ล้านคน จำนวน 168,761 ร้านทั่วประเทศ<br />
ทั้งนี้ จะมีมาตรการดูแลต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรด้วยโครงการธงเขียวราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อจำหน่ายปัจจัยทางการเกษตร ทั้งปุ๋ยเคมี เคมีการเกษตร เริ่มโครงการประมาณเดือน เม.ย.-ก.ค.2569</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9028">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Uu0CovMv?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603092b6dd51a6708ff010d418dfbebfb842f083849.jpg' type='image/jpg' length='280484' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือพันธมิตร ยกระดับสกัดสินค้าเลี่ยงอากร สวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดไทย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151572</link>
<guid isPermaLink="false">ce482c2a258c6741ba737903163d70d0</guid>
<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 08:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศจับมือหน่วยงานพันธมิตร ยกระดับมาตรการคุมเข้ม สกัดการหลบเลี่ยงอากร AD/AC และสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าส่งออกของไทย และป้องกันประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้ เผยล่าสุด ไทยมีการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับคู่ค้า 61 กรณี 22 ประเทศ ส่วนไทยโดนคู่ค้าใช้มาตรการ 79 กรณี จาก 19 ประเทศ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) วางแนวทางบูรณาการตรวจสอบโรงงานและสถานประกอบการกลุ่มเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อคุมเข้มสินค้าหลบเลี่ยงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AC) และป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าไทย หลังเศรษฐกิจโลกผันผวน หลายประเทศนำมาตรการทางการค้ามาใช้อย่างเข้มข้น ทั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) และมีการเข้มเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของเอกสารหลักฐานการได้มาซึ่งวัตถุดิบและขั้นตอนกระบวนการผลิตจริง และได้ขอความร่วมมือกรมศุลกากรให้ขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดถูกต้องตามมาตรฐานสากล และป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศที่สาม ซึ่งจะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืน&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผลการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนออกหนังสือรับรอง (Form C/O ทั่วไป) ผ่านระบบไร้กระดาษ ROVERs Plus ในปี 2568 มีการตรวจสอบและอนุมัติรวมทั้งสิ้น 725 คำขอ พบเป็นสินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย 641 คำขอ และไม่ได้ถิ่นกำเนิดไทย 84 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่ผ่านการตรวจสอบเข้มข้น ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ไม้ สายดาต้าเคเบิล และส่วนประกอบรถยนต์<br />
นอกจากนี้ กรมได้บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน อาทิ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดอบรมทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite รวม 11 ครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหลักเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มงวดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเกณฑ์สัดส่วนวัตถุดิบภายในภูมิภาคและการป้องกันการสวมสิทธิ (RVC-Transshipment) และล่าสุด เดือน ม.ค.2569 ได้นำร่องจัดอบรมเชิงลึกแบบเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจเฉพาะรายได้อย่างตรงจุด &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า กฎถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับการขอหนังสือรับรองแบบที่ไม่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษี (Non-Preferential C/O) ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประเทศปลายทาง ดังนั้น ผู้ส่งออกจะต้องเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งออก โดยที่ผ่านมา กรมได้ให้ความร่วมมือกับศุลกากรปลายทางในการตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้ามาโดยตลอด ทั้งการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรอง และการพิสูจน์ความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้า จากการตรวจสอบกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยมีการกำกับดูแลการตรวจสอบการแอบอ้างถิ่นกำเนิดอย่างเข้มงวด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ มีการใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies) เพิ่มมากขึ้น โดยล่าสุด ไทยมีการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) รวมทั้งสิ้น 61 กรณี จาก 22 ประเทศ ซึ่งจีนยังคงเป็นประเทศหลักที่ถูกไทยใช้มาตรการมากที่สุดถึง 17 กรณี ร้อยละ 27.9 รองลงมา คือ เกาหลีใต้ 8 กรณี ตามด้วยเวียดนามและไต้หวันประเทศละ 6 กรณี โดยกลุ่มสินค้าเหล็กครองแชมป์ถูกใช้มาตรการสูงสุดถึง 55 กรณี และยังมีสินค้าสำคัญอื่น ๆ อีก 6 กรณี ได้แก่ กรดซิทริก ยางรถจักรยานยนต์ ฟิล์มบรรจุภัณฑ์ BOPP และอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป พร้อมกันนี้ ไทยยังได้ใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) กับสินค้าจีนอีก 2 กรณี และอยู่ระหว่างไต่สวนมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (SG) อีก 1 กรณี เพื่อสกัดสินค้าทุ่มตลาดที่สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในทางกลับกัน การส่งออกไทยก็ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนัก โดยไทยรั้งอันดับ 5 ของโลก ที่ถูกใช้มาตรการ AD มากที่สุด รวมทั้งสิ้น 79 กรณี จาก 19 ประเทศ มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำการใช้มาตรการกับไทยถึง 19 กรณี ตามด้วยตุรกีและอินเดีย โดยกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักยังคงเป็นเหล็ก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง และไทยยังถูกใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) อีก 6 กรณี ซึ่งมีอินเดียเป็นผู้ใช้หลักถึงร้อยละ 50 ในกลุ่มสินค้าเหล็ก เคมีภัณฑ์ น้ำตาล และซิลิคอนสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับมาตรการปกป้อง (SG) ไทยถูกบังคับใช้แล้ว 14 กรณี และอยู่ระหว่างการไต่สวนอีกถึง 17 กรณี โดยมีอินโดนีเซีย เป็นคู่กรณีหลัก ร้อยละ 31.3 เน้นกลุ่มสินค้าสิ่งทอและกระดาษ อีกทั้งยังเผชิญมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) อีก 7 กรณี จากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ในกลุ่มสินค้ากลุ่มน้ำตาล อะลูมินั่มฟอยล์ และลวดเย็บกระดาษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังตกอยู่ท่ามกลางกระแสการกีดกันทางการค้าที่รุนแรง สอดคล้องกับทิศทางโลกภายใต้กฎกติกา WTO ที่ประเทศมหาอำนาจหันมาใช้เครื่องมือเหล่านี้ปกป้องผลประโยชน์ตนเอง ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งศึกษาเกณฑ์การค้าสากลและเตรียมความพร้อมรับมืออย่างทันถ่วงที</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/9020">https://www.commercenewsagency.com/news/9020</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026030678692182f8a158d4f40548e6f74a7b92085514.jpg' type='image/jpg' length='329845' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลุยตรวจตลาด ห้าง ปั๊ม ร้านค้า สินค้าราคาปกติ มีเพียงพอ ย้ำห้ามฉวยโอกาส]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/151292</link>
<guid isPermaLink="false">64fc73b847921b5b440ddd737b7e740c</guid>
<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในส่งชุดสายตรวจ 4 สาย ออกตรวจสอบ สถานีบริการน้ำมัน ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านค้าต่าง ๆ และตลาดสด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า หลังคนกังวลราคาสินค้าจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เผยผลตรวจสอบ ราคายังปกติ สินค้ามีเพียงพอ น้ำมันมีขาย เตรียมแผนขั้นต่อไป วิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน ถกผู้ผลิต ห้าง วางแผนบริหารจัดการ ส่วนสินค้านำเข้า ต้องขายต้นทุนเดิมจนกว่าต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่อาจสร้างความกังวลต่อประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาสินค้า ภายหลังเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า กรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ทันที โดยแบ่งชุดตรวจสอบออกเป็น 4 สาย ลงตรวจสอบจุดจำหน่ายสินค้าจริง ทั้งที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ห้างค้าส่งค้าปลีกและโมเดิร์นเทรด ร้านค้าต่าง ๆ และตลาดสด ตลาดกลาง เพื่อประเมินสถานการณ์ข้อเท็จจริงโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยตนได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ที่ลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ โดยจากการตรวจสอบ พบว่า การจำหน่ายสินค้ายังเป็นไปตามปกติ ปริมาณสินค้ามีเพียงพอ ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปกติ อาจมีการปรับขึ้นลงบ้างตามกลไกอุปสงค์ อุปทาน ยังไม่พบผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศแต่อย่างใด โดยผู้บริหารตลาดสี่มุมเมืองให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีสินค้านำเข้าสู่ตลาดเฉลี่ยวันละประมาณ 8,000 ตัน ปริมาณสินค้าและระดับราคายังคงทรงตัว ไม่พบการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจะรายงานให้กรมทราบทันที เพื่อพิจารณามาตรการดูแล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของปั๊มน้ำมัน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการน้ำมัน 3 แห่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี โดยผลตรวจสอบ พบว่า มีประชาชนเข้าไปใช้บริการอย่างคึกคัก และสถานีบริการน้ำมันยืนยันว่าปริมาณน้ำมันมีเพียงพอ และจะตรึงราคาตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด แต่ในส่วนของการจำหน่ายเป็นแกลลอน จะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นใช้ในภาคการเกษตรหรืออุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่การตรวจสอบห้างโมเดิร์นเทรด อาทิ แม็คโคร ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โลตัส และบิ๊กซี โดยทีมรองอธิบดี ได้รายงานผลการตรวจสอบ พบว่า สถานการณ์ราคายังเป็นปกติ ปริมาณการจำหน่ายสินค้ายังมีสินค้าครบถ้วนและมีสต๊อกสินค้าในปริมาณที่สมควร พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันสินค้ายังมีเพียงพอ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตหลักในสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการตรวจสอบร้านค้ารายย่อย ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปลีกและร้านค้าขนาดเล็กเพิ่มเติม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงที่ประชาชนมีความกังวล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า จากนี้กรมจะติดตามสถานการณ์เชิงโครงสร้าง โดยจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุนสินค้าอย่างรอบด้าน อาทิ ผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและปุ๋ย เพื่อให้การกำกับดูแลราคาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนจริง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนในระยะต่อไป กรมจะหารือร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อวางแผนบริหารจัดการ ทั้งด้านปริมาณและระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่วนสินค้าที่ต้องนำเข้า จะมีการตรวจสอบต้นทุนและสต็อกคงเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าที่นำเข้าก่อนต้นทุนเปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า จึงขอเตือนผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากตรวจพบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้ายังมีเพียงพอ และการจำหน่ายเป็นไปตามปกติ พร้อมขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐหรือสื่อหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ และหากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&rdquo;นายวิทยากรกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9010">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ZlOLEui8?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603050737a43ac27a5db0873d487b7d2bc4f0090138.jpg' type='image/jpg' length='359716' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เคาะ 6 มาตรการ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เข้มดูแลสินค้า ช่วยผู้ส่งออก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150972</link>
<guid isPermaLink="false">cbd6369310cc3fe161789d8d361950db</guid>
<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 08:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง ด้านการค้ามีผลกระทบไม่มาก ไทยส่งออกไปคู่ขัดแย้งสัดส่วน 3.67% ของยอดส่งออกรวม ยังไม่พบสัญญาณยกเลิกหรือชะลอคำสั่งซื้อ แต่ด้านพลังงาน ค่าขนส่งมีแน่ เตรียม 6 มาตรการรับมือ กำกับดูแลสินค้า หากแหล่งวัตถุดิบสำรอง ช่วยผู้ส่งออกบริหารโลจิสติกส์ ประสานสายเรือ มอบทูตพาณิชย์เกาะติดสถานการณ์ และวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบว่า ผลกระทบด้านการค้ามีไม่มาก เพราะไทยมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับประเทศคู่ขัดแย้งไม่สูง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3.67% ของมูลค่าการส่งออกรวม จึงยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกหรือชะลอคำสั่งซื้อในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีผลกระทบด้านราคาพลังงาน และการขนส่งสินค้าทางเรือที่ต้องผ่านเส้นทางหลักในภูมิภาคดังกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในด้านราคาพลังงานในตลาดโลก มีแนวโน้มผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระยะถัดไป ส่วนการขนส่งกำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยและข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือ ได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางเรือโดยตรง ทำให้สายเรือหลายรายต้องปรับเส้นทางเดินเรือ เพิ่มระยะเวลาเดินทาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดความตึงตัวของตู้คอนเทนเนอร์และตารางเรือในบางเส้นทาง ซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ดังนั้น เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการเชิงรุก 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาเกินสมควร พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อกและกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งนำเข้านอกพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น&nbsp;&nbsp;<br />
3.การสนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ร่วมกับภาคเอกชน โดยประเมินผลกระทบค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการบริหารต้นทุน การปรับเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และการกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.การประสานงานใกล้ชิดกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยติดตามสถานการณ์เส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผลต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.การขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ ได้มอบหมายให้รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยในการบริหารความเสี่ยง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
6.การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา ประเมินผลจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างต้นทุนและมูลค่าการส่งออก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างตรงจุดและทันท่วงที&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนรองรับ ทั้งการดูแลราคาสินค้า การบริหารจัดการต้นทุน และการสนับสนุนผู้ส่งออกให้สามารถรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยจะทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการค้าไทยในช่วงสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษาและติดตามข้อมูลสถานการณ์การส่งออกเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1169&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/9004">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/XRMUH36L?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603047252a6e7d9b97c2260ac213df534d988083859.jpg' type='image/jpg' length='227783' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”สั่งเกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประเมินผลกระทบ ทำแผนรับมือ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150698</link>
<guid isPermaLink="false">9d9fce926163d91a3afde375d8032b02</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดพาณิชย์ และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ติดตามและประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิต พร้อมทำแผนรับมือ แผนช่วยเหลือผู้ส่งออก และแผนขับเคลื่อนการค้าไทย &nbsp;&nbsp;</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน หลังจากเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ ค่าระวางเรือ เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน เพราะตะวันออกกลางเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย ทั้งในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล และประเทศคู่ค้าในภูมิภาค &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่ง การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนโลจิสติกส์ และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้า<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกเป็นรายสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรม และเตรียมแนวทางกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม อาทิ เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการดูแลผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์จะจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับกรณีที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาล โดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะติดตามสถานการณ์ และพร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในระดับต่าง ๆ ทั้งในมิติความปลอดภัยของคนไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งในส่วนของการค้า กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการทุกทาง เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง และขอให้ผู้ประกอบการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด ไม่ตื่นตระหนก โดยทุกหน่วยงานจะบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพการส่งออกไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าในทุกภูมิภาคต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8996">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/L4Ihy8WF?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202603020af41f0729f138e34ae47e647120b2c6084041.jpg' type='image/jpg' length='164507' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.ถอดรหัสความสำเร็จเนื้อวากิวญี่ปุ่น แนะนำปรับใช้พลิกโฉมโคเนื้อไทย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150385</link>
<guid isPermaLink="false">d572ab73dd2663167a77f317bd588b3c</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.ถอดรหัสความสำเร็จอุตสาหกรรมโคเนื้อญี่ปุ่น แม้ไม่ได้เป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อโครายใหญ่ แต่สามารถวางตำแหน่งเนื้อโคในตลาดระดับพรีเมียมได้ และยังขายได้ราคาสูงเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก เผยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับปรับปรุง ขยายพันธุ์ คุมคุณภาพ คุมการแปรรูป ความปลอดภัย สร้างแบรนด์ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ แนะไทยศึกษา นำปรับใช้ อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยโตแน่ ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาความสำเร็จของอุตสาหกรรมโคเนื้อของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเนื้อวากิว ที่ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก แม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้เป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อโครายใหญ่ในเชิงปริมาณ แต่สามารถวางตำแหน่งเนื้อโคส่งออกในตลาดระดับพรีเมียม มีราคาส่งออกต่อหน่วยสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก สะท้อนความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพ มาตรฐาน และภาพลักษณ์ของสินค้า<br />
โดยในการส่งออกเนื้อโคสดหรือแช่เย็นของญี่ปุ่น พบว่า มีราคาต่อหน่วย 45,251 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นราคาต่อหน่วยที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ ที่มีราคา 11,376 10,421 และ 8,338 เหรียญสหรัฐต่อตันตามลำดับ และเนื้อโคแช่แข็ง มีราคาต่อหน่วย 38,269 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าคู่แข่งในตลาดโลกอย่างชัดเจน เทียบกับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และบราซิล ที่มีราคา 8,187 5,317 และ 4,478 เหรียญสหรัฐต่อตัน<br />
สำหรับหัวใจของความสำเร็จ คือ การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าอย่างบูรณาการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในส่วนต้นน้ำ ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและขยายพันธุ์ ควบคุมคุณภาพและสุขภาพสัตว์อย่างเข้มงวด นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และ IoT มาใช้จัดการฟาร์ม และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบคลัสเตอร์ ขั้นกลางน้ำ ครอบคลุมการแปรรูป จัดระดับคุณภาพ และควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร รวมถึงใช้ระบบโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า สำหรับขั้นปลายน้ำ เน้นการสร้างแบรนด์และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผ่านเครื่องหมายรับรองเนื้อวากิวสากล (Universal Wagyu Mark) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ช่วยยืนยันแหล่งที่มาและคุณภาพสินค้าอย่างโปร่งใส<br />
&ldquo;กรณีญี่ปุ่นสะท้อนว่า แม้ประเทศจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่การเลี้ยง แต่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อให้มีมูลค่าสูงและแข่งขันได้ในตลาดโลก ผ่านการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ เน้นการเพิ่มมูลค่ามากกว่าเพิ่มปริมาณ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับไทย ก็จะทำให้อุตสาหกรรมโคเนื้อของไทย มีการพัฒนามากขึ้น สามารถที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโคมีชีวิตและโคเนื้อในตลาดอาเซียน รวมถึงตลาดศักยภาพสูง เช่น จีนและตะวันออกกลางได้ และปัจจุบัน การผลิตโคเนื้อของไทย มีคุณภาพ มาตรฐาน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ ได้รับการยอมรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ก็อยากจะเชิญชวนคนไทยให้บริโภคเนื้อโคไทย เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทยที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการผลิตเนื้อโคคุณภาพให้มีความมั่นคงทางรายได้ และเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกโคมีชีวิต (พิกัดศุลกากร 0102) 548,594 ตัว มูลค่า 351.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 182.6% คิดเป็นเงินบาท 11,474.3 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ คือ เวียดนาม สปป.ลาว และมาเลเซีย มีสัดส่วน 66.0% 25.6% และ 8.1% ของมูลค่าการส่งออกโคมีชีวิตของไทยตามลำดับ และมีการนำเข้าเนื้อโค (พิกัดศุลกากร 0201 และ 0202) ปริมาณ 32,257.3 ตัน มูลค่า 312.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.5% คิดเป็นเงินบาท 10,372.8 ล้านบาท โดยไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ มีสัดส่วน 81.3% 9.7% และ 7.3% ของมูลค่าการนำเข้าเนื้อโคของไทยตามลำดับ&nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8987">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/jOkJsCG2?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260227ce8a7505d4aa2d9966b6f80a4c2e5810083751.jpg' type='image/jpg' length='228989' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถกทูต UAE เห็นพ้องดันเจรจา FTA ให้จบ ร่วมมือความมั่นคงทางอาหาร]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/150242</link>
<guid isPermaLink="false">d8f9e88458cec6d1793d56f4d24be4f5</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 14:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถกเอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เห็นพ้องผลักดันการเจรจา FTA ไทย-UEA ให้หาข้อสรุปได้โดยเร็ว หลังคืบหน้าแล้วกว่า 80% เสนอเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร เหตุไทยมีสินค้าเกษตร อาหารคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล เป็นศูนย์กลางฮาลาล พร้อมร่วมมือท่องเที่ยว บริการ ส่งเสริม MSME อัญมณี และชวนร่วมงานแสดงสินค้าในไทย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ได้พบกับนายอุบัยด์ ซาอีด อุบัยด์ บินฏอริช อัลฎอฮิรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประจำประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือถึงแนวทางขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับ UAE และการยืนยันความตั้งใจที่จะสรุปการเจรจา FTA ไทย-UAE ที่มีความคืบหน้าในการเจรจาไปแล้วกว่า 80% ให้สามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว เพราะตระหนักถึงประโยชน์อันมหาศาลจากความตกลงที่จะเกิดขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตนได้เสนอแนวคิดความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Model) ซึ่งจะไม่ใช่เป็นเพียงการส่งเสริมการค้าขายสินค้าอาหารระหว่างกัน แต่อาจรวมถึงการจัดทำกลไกสำรองสินค้า การจัดหาสินค้าในภาวะฉุกเฉินและเร่งด่วน และการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนสองฝ่าย เพราะจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และโรคระบาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในด้านต่าง ๆ ผนวกกับการที่ UAE เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารเป็นหลัก ไทยจึงพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวของ UAE ด้วยสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล รวมถึงการเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลของเอเชียด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังตระหนักถึงโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายสาขา ซึ่งนอกเหนือจากความร่วมมือด้านอาหารแล้ว ยังมีสาขาอื่น ๆ อาทิ การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ภาคบริการ การส่งเสริม MSME และยังได้เสนอให้มีความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยใน UAE เนื่องจากทราบว่าผู้ค้าใน UAE มีความชื่นชอบในอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 2 ของไทยไป UAE ด้วย รวมทั้งเชิญชวนเอกชน UAE เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย เช่น งาน Bangkok Gems &amp; Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX&ndash;Anuga Asia และงานแสดงสินค้านานาชาติที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง THAIFEX &ndash; HOREC ASIA&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในกลุ่ม GCC และตะวันออกกลาง โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 21,596.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไป UAE 4,499.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจาก UAE 17,097.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ น้ำมันสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และก๊าซธรรมชาติ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8983">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/QY95zric?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260226e562ed5ef5d49bbcfb394b6ea25ed08f141243.jpg' type='image/jpg' length='499374' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เอเปกเริ่มประชุม เคาะลุยเขตการค้าเสรี หนุนการค้าดิจิทัล ร่วมมือหุ้นส่วนภายนอก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149834</link>
<guid isPermaLink="false">e72f27f4b4f32e6f9aa6d7245c9f2968</guid>
<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยผลการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (CTI) ของเอเปก ครั้งแรกของปี จีนในฐานะเจ้าภาพ วางหัวข้อหลักปีนี้ &ldquo;เสริมสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน&rdquo; เคาะประเด็นหลักที่จะขับเคลื่อน ทั้งผลักดันเขตการค้าเสรีเอเปกให้มีความก้าวหน้า หนุนการค้าดิจิทัล ร่วมมือเอเปกกับหุ้นส่วนภายนอก พร้อมเห็นพ้องให้เอเปกหนุน WTO &nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment : CTI) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงสัปดาห์การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปก (APEC Senior Officials&rsquo; Meeting: SOM) ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-10 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในระดับเจ้าหน้าที่ ในฐานะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพเอเปกในปี 2569 โดยได้มีการนำเสนอหัวข้อหลักของการเป็นเจ้าภาพในปีนี้คือ &ldquo;เสริมสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน&rdquo; หรือ &ldquo;Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together&rdquo; โดยมุ่งผลักดันใน 3 ประเด็น ได้แก่ เปิดกว้าง (Openness) มีนวัตกรรม (Innovation) และเสริมสร้างความร่วมมือ (Cooperation)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการประชุม ได้เห็นชอบให้มีประเด็นหลักด้านการค้าการลงทุนในปีนี้ ที่เขตเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนร่วมกันให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.การขับเคลื่อนวาระการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก หรือ FTAAP ให้มีความก้าวหน้า ซึ่งปี 2569 นับเป็นปีที่ครบวาระ 20 ปีของการประกาศวิสัยทัศน์การจัดตั้ง FTAAP ของเอเปก 2.การพัฒนาการค้าดิจิทัลโดยการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและส่งเสริมการนำเทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ และ 3.การสนับสนุน CTI ให้มีบทบาทนำในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างคณะทำงานต่าง ๆ ของเอเปก รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้มากขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอเปกกับหุ้นส่วนภายนอก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมากล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ไทยรวมถึงเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้กล่าวสนับสนุนให้เอเปกยึดมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนกลาง โดย WTO ควรมีการปฏิรูปอย่างมีความหมายและเป็นรูปธรรมให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และควรมีกลไกในการรักษาไว้ซึ่งระบบการค้าเสรีที่เป็นธรรมและคาดการณ์ได้ รวมทั้งสามารถสร้างความไว้วางใจระหว่างสมาชิก<br />
นอกจากนี้ ไทยได้กล่าวสนับสนุนบทบาทของเอเปกในการจัดทำข้อริเริ่มและโครงการของเอเปกในเรื่องต่าง ๆ และเข้าร่วมสนับสนุนโครงการที่จะเป็นประโยชน์และอยู่ในความสนใจของไทย เช่น การปฏิรูป WTO การศึกษาผลกระทบของ AI ที่มีต่อการค้าดิจิทัลของจีน และการจัดการหารือเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการขับเคลื่อน AI และการสร้างแนวปฏิบัติที่มีความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ด้านแรงงานในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ตลอดจนโครงการเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าดิจิทัลผ่านการประยุกต์ใช้ AI และเสริมสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานของสิงคโปร์และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนด้วย<br />
เอเปกหรือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐฯ และเวียดนาม โดยในปี 2568 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มีมูลค่า 494,646.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 72.26% ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปเอเปก มูลค่า 237,581.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากเอเปก มูลค่า 257,064.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8975">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ABNoBuZy?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260225018fb4a7790c58fe8c8f61e538095b60084120.jpg' type='image/jpg' length='162223' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เอเปกเริ่มประชุม เคาะลุยเขตการค้าเสรี หนุนการค้าดิจิทัล ร่วมมือหุ้นส่วนภายนอก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149835</link>
<guid isPermaLink="false">58d54a48420f3f669c6429fe89539ad3</guid>
<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยผลการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (CTI) ของเอเปก ครั้งแรกของปี จีนในฐานะเจ้าภาพ วางหัวข้อหลักปีนี้ &ldquo;เสริมสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน&rdquo; เคาะประเด็นหลักที่จะขับเคลื่อน ทั้งผลักดันเขตการค้าเสรีเอเปกให้มีความก้าวหน้า หนุนการค้าดิจิทัล ร่วมมือเอเปกกับหุ้นส่วนภายนอก พร้อมเห็นพ้องให้เอเปกหนุน WTO &nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment : CTI) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงสัปดาห์การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปก (APEC Senior Officials&rsquo; Meeting: SOM) ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-10 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในระดับเจ้าหน้าที่ ในฐานะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพเอเปกในปี 2569 โดยได้มีการนำเสนอหัวข้อหลักของการเป็นเจ้าภาพในปีนี้คือ &ldquo;เสริมสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน&rdquo; หรือ &ldquo;Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together&rdquo; โดยมุ่งผลักดันใน 3 ประเด็น ได้แก่ เปิดกว้าง (Openness) มีนวัตกรรม (Innovation) และเสริมสร้างความร่วมมือ (Cooperation)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการประชุม ได้เห็นชอบให้มีประเด็นหลักด้านการค้าการลงทุนในปีนี้ ที่เขตเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนร่วมกันให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.การขับเคลื่อนวาระการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก หรือ FTAAP ให้มีความก้าวหน้า ซึ่งปี 2569 นับเป็นปีที่ครบวาระ 20 ปีของการประกาศวิสัยทัศน์การจัดตั้ง FTAAP ของเอเปก 2.การพัฒนาการค้าดิจิทัลโดยการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและส่งเสริมการนำเทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ และ 3.การสนับสนุน CTI ให้มีบทบาทนำในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างคณะทำงานต่าง ๆ ของเอเปก รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้มากขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอเปกกับหุ้นส่วนภายนอก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมากล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ไทยรวมถึงเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้กล่าวสนับสนุนให้เอเปกยึดมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนกลาง โดย WTO ควรมีการปฏิรูปอย่างมีความหมายและเป็นรูปธรรมให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และควรมีกลไกในการรักษาไว้ซึ่งระบบการค้าเสรีที่เป็นธรรมและคาดการณ์ได้ รวมทั้งสามารถสร้างความไว้วางใจระหว่างสมาชิก<br />
นอกจากนี้ ไทยได้กล่าวสนับสนุนบทบาทของเอเปกในการจัดทำข้อริเริ่มและโครงการของเอเปกในเรื่องต่าง ๆ และเข้าร่วมสนับสนุนโครงการที่จะเป็นประโยชน์และอยู่ในความสนใจของไทย เช่น การปฏิรูป WTO การศึกษาผลกระทบของ AI ที่มีต่อการค้าดิจิทัลของจีน และการจัดการหารือเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการขับเคลื่อน AI และการสร้างแนวปฏิบัติที่มีความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ด้านแรงงานในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ตลอดจนโครงการเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าดิจิทัลผ่านการประยุกต์ใช้ AI และเสริมสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานของสิงคโปร์และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนด้วย<br />
เอเปกหรือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐฯ และเวียดนาม โดยในปี 2568 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มีมูลค่า 494,646.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 72.26% ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปเอเปก มูลค่า 237,581.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากเอเปก มูลค่า 257,064.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8975">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ABNoBuZy?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260225018fb4a7790c58fe8c8f61e538095b60084120.jpg' type='image/jpg' length='162223' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เยี่ยมแหล่งผลิต“ร่มบ่อสร้าง-ศิลาดลเชียงใหม่” ดันน้ำผึ้งเป็น GI รายการแรก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149596</link>
<guid isPermaLink="false">50ac1f7c3334d486e6a61c18b3c1a440</guid>
<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 08:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พบปะหารือกับผู้ประกอบการสินค้า GI &ldquo;ร่มบ่อสร้าง-ศิลาดลเชียงใหม่&rdquo; ผลักดันคุมเข้มมาตรฐาน ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด และสำรวจสินค้า &ldquo;น้ำผึ้งโพรงเทพเสด็จ-น้ำผึ้งดอกลำไยเชียงใหม่&rdquo; ที่เห็นแววเป็นสินค้า GI รายการใหม่ และหากขึ้นทะเบียนสำเร็จ จะเป็นน้ำผึ้งรายการแรกที่เป็น GI &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามและตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 2 รายการ คือ ร่มบ่อสร้าง และศิลาดลเชียงใหม่ โดยในส่วนของร่มบ่อสร้าง ได้หารือกับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มร่มหลวงลุงวงค์ ตําบลต้นเปา อําเภอสันกําแพง เพื่อช่วยต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่าง ๆ ทั้งการรักษามาตรฐานการผลิต การจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ การสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการขอใช้ตรา GI อย่างถูกต้อง การขยายตลาด B2B สู่โรงแรมและแบรนด์แฟชันระดับโลก และการผลักดันการส่งออกไปยังจีน ยุโรป และสหรัฐฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีผู้ประกอบการ GI ร่มบ่อสร้าง 3 กลุ่ม แต่เป็นกลุ่มที่มีคุณภาพและมีแนวคิดในการพัฒนารูปแบบสินค้าให้หลากหลาย จากแค่เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน สู่ผลิตภัณฑ์ของตกแต่งและของที่ระลึกมูลค่าสูง อีกทั้งยังพัฒนาลวดลายและสีสันให้ที่มีความร่วมสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ร่มบ่อสร้างได้รับความนิยมอย่างยิ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ในการเลือกซื้อเป็นของฝากและของสะสมที่สะท้อนเอกลักษณ์ล้านนาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้รับเลือกให้เป็นของที่ระลึกหรือเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมสำคัญทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดสากลและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่มบ่อสร้างมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 20,000 ชิ้นต่อปี สร้างรายได้รวมกว่า 5 ล้านบาทต่อปี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI ศิลาดลเชียงใหม่ ณ เชียงใหม่ศิลาดล By ทัศนีย์ @ Doi Sa Ket ตําบลป่าป้อง อําเภอดอยสะเก็ด ซึ่งเป็นแหล่งผลิตศิลาดลที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นงานหัตถกรรมชั้นสูงที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างจากเครื่องปั้นดินเผาทั่วไป ทั้งในด้านสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นโทนสีเขียวหลากหลายเฉด ตั้งแต่เขียวเหลือง เขียวอมเทา เขียวใบตอง เขียวมรกต เขียวใบไม้ ไปจนถึงเขียวน้ำตาล และอาจมีสีน้ำเงินหรือสีน้ำตาล ซึ่งเป็นผลจากการใช้น้ำเคลือบจากเถ้าไม้ธรรมชาติและดินหน้านา ก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการเผาแบบสันดาปไม่สมบูรณ์ที่อุณหภูมิ 1,250&ndash;1,300 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5&ndash;7 ชั่วโมง จึงได้ออกมาเป็นเครื่องปั้นดินเผาสีสวยที่มีการแตกลายงาบนผิวที่เคลือบ อันเป็นผลจากการหดตัวที่แตกต่างกันระหว่างเนื้อดินและน้ำเคลือบ อีกทั้งเมื่อเคาะจะเกิดเสียงกังวานซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของศิลาดลเชียงใหม่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับศิลาดลเชียงใหม่ มีผู้ประกอบการ 5 กลุ่ม ที่ยังคงอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยมีการพัฒนาต่อยอดจากภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือน สู่ผลิตภัณฑ์ของตกแต่งบ้าน งานพุทธศิลป์ และงานออกแบบร่วมสมัยที่มีมูลค่าสูง มีปริมาณการผลิตประมาณ 75,000 ชิ้นต่อปี สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 12.75 ล้านบาทต่อปี โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ฝรั่งเศส จีน และสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียและยุโรป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้ไปพบวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผึ้งโพรงเทพเสด็จ ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด เพื่อสำรวจข้อมูลและเฟ้นหาสินค้า GI รายการใหม่ ๆ พบว่า น้ำผึ้งโพรงเทพเสด็จ และน้ำผึ้งดอกลำไยเชียงใหม่ มีชื่อเสียงและมีคุณภาพเชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ คาดว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ได้ เพราะเป็นน้ำผึ้งจากป่าธรรมชาติ และจากดอกลำไย หากขึ้นทะเบียนสำเร็จ จะเป็น GI สินค้าน้ำผึ้งรายการแรกของไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในพื้นที่ศักยภาพ มีสินค้าท้องถิ่นที่ขึ้นทะเบียน GI แล้ว 7 รายการ แบ่งเป็น สินค้าในกลุ่มงานหัตถศิลป์ 3 รายการ ได้แก่ ร่มบ่อสร้าง ศิลาดลเชียงใหม่ และผ้าตีนจกแม่แจ่ม และกลุ่มพืชพันธุ์อาหาร 4 รายการ ได้แก่ ข้าวก่ำล้านนา (ขึ้นทะเบียนร่วมกับอีก 7 จังหวัดในภาคเหนือ) กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง และลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง โดยสินค้า GI ทั้ง 7 รายการ มีชื่อเสียงและคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดรวมกว่า 2,970 ล้านบาทต่อปี</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8970">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/9NvZ34LZ?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202602240edb8ed2a6c1f97e6d55ae11a68ecdac083130.jpg' type='image/jpg' length='253935' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ยันเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อ แม้ศาลสูงสั่งเลิกภาษีทรัมป์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149375</link>
<guid isPermaLink="false">2c686ddc0c1da7de85d010ba42018772</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า แม้ศาลสูงสหรัฐฯ จะตัดสินว่าการขึ้นภาษีของ &ldquo;ทรัมป์&rdquo; ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เรียกเก็บไม่ได้ แต่ล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีที่ 10% ระยะเวลา 150 วัน และมีความเป็นไปได้ใช้มาตรการอื่นเพิ่มอีก ยันติดตามใกล้ชิด และหาทางบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการไทย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด แม้ล่าสุดศาลสูงสหรัฐฯ จะมีมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าการใช้อำนาจของประธานาธิบดีภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับประเทศต่าง ๆ เพื่อกำหนดภาษีต่างตอบแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ โดยไทยจะยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย &nbsp;<br />
โดยสาระสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้ สะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดยศาลชี้ว่า แม้ IEEPA จะให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่การกำหนดภาษีศุลกากรต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอคืนภาษี แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและหลายฝ่าย ดังนั้น กระบวนการจึงมีแนวโน้มซับซ้อนและยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ไทยยังจำเป็นต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 ก.พ.2569 แทนการเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว และอัตราภาษี 10% ภายใต้มาตรา 122 เป็นอัตราที่ต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยที่อัตรา 19%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการอื่น เช่น มาตรา 232 ภายใต้ Trade Expansion Act 1962 ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ ดังที่สหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าบางกลุ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เหล็กและอลูมิเนียม 50% ทองแดง 50% ยานยนต์และชิ้นส่วน 25% เซมิคอนดักเตอร์บางรายการ 25% แม้แต่การใช้มาตรา 301 ภายใต้ Trade Act 1974 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เคยประกาศใช้กับบางประเทศเพื่อตอบโต้กับมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้า รวมไปถึงมาตรา 338 ภายใต้ Trade Act 1930 ที่สหรัฐฯ สามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หลังจากที่สหรัฐฯ จะเก็บภาษีตามมาตรา 122 ที่อัตรา 10% ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จะต้องจ่ายภาษีในอัตราภาษีปกติ (MFN) ของสินค้านั้น บวกกับอัตราภาษี 10% ตามมาตรา 122 บวกกับค่าธรรมเนียมอื่นใด หรือภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) ของสินค้านั้น (หากมี) โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 ก.พ.2569 สำหรับสินค้าที่จะนำไปบริโภค หรือนำออกจากคลังสินค้าในสหรัฐฯ เพื่อการบริโภค และจะมีผลเป็นระยะเวลา 150 วัน หรือถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 23 ก.ค.2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น หรือขยายระยะเวลาโดยรัฐสภาสหรัฐฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8963">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/CoH0epCY?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260223e670b8d67577efa6661627b833bd14e0083642.jpg' type='image/jpg' length='485309' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลงนาม MOU หอการค้าไทย-อิมแพ็ค ดันสินค้า GI สู่ตลาดพรีเมียม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/149161</link>
<guid isPermaLink="false">1ae9eb01235114f568caf42cde193fac</guid>
<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 08:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงนาม MOU กับหอการค้าไทย และอิมแพ็ค เมืองทองธานี ประกาศเจตนารมณ์ร่วมมือส่งเสริมสินค้า GI ของไทย สู่ตลาดพรีเมียม ทั้งการผลักดันสินค้า GI ตั้งแต่เริ่มต้น การควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน การเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ การเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ค้า การเปิดพื้นที่ทางการค้า การจับคู่ธุรกิจ มั่นใจสร้างรายได้ให้ชุมชน และผลักดันสินค้า GI สู่ตลาดพรีเมียม &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายและผลักดันสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อส่งเสริมสินค้า GI ของไทย เข้าสู่ตลาดพรีเมียม และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในการเจรจาจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการทรัพยากร องค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญจากทั้ง 3 ภาคส่วน เพื่อผลักดันสินค้า GI ไทยสู่ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ช่วยลดข้อจำกัดทางการค้าของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย โดยดึงศักยภาพของภาคเอกชนมาเป็นกลไกเชื่อมโยงผู้ผลิตสินค้า GI เข้ากับเครือข่ายภาคธุรกิจ พร้อมเปิดเวทีจัดแสดงสินค้าที่สร้างประสบการณ์ตรงให้กับผู้บริโภค รวมทั้งขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มทั่วไป (B2C) ไปสู่พันธมิตรทางธุรกิจ (B2B) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้ กรมจะขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกด้านการคุ้มครองสิทธิ์และควบคุมคุณภาพสินค้า พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้า GI รวมทั้งส่งเสริมผู้ประกอบการ GI เข้าร่วมโครงการภายใต้ความร่วมมือนี้อย่างเป็นระบบ สอดรับกับบทบาทของหอการค้าไทยในการเชื่อมโยงเครือข่ายหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการในระดับท้องถิ่น ตั้งแต่การคัดเลือกและผลักดันสินค้าที่มีศักยภาพให้เข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียน GI การพัฒนาและถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การสร้างโอกาสทางการค้าและขยายฐานลูกค้า รวมทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้เสน่ห์ของสินค้า GI เป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสและเรียนรู้อัตลักษณ์สินค้า GI อันจะก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด หรืออิมแพ็ค เมืองทองธานี ในฐานะส่วนงานที่ดูแลการบริหารจัดการศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมแบบครบวงจร จะเป็นฟันเฟืองหลักในการเปิดพื้นที่ทางการค้า (Marketplace) และเวทีจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อผลักดันสินค้าชุมชนสู่สายตาผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนขยายตลาดสินค้า GI ผ่านเครือข่ายธุรกิจของอิมแพ็ค เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และบริการด้านการจัดเลี้ยง ที่สามารถนำสินค้า GI มาเป็นวัตถุดิบในการให้บริการ นับเป็นเวทีการค้าที่ทรงพลังในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่เวทีโลก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า หลังพิธีลงนาม MOU แล้ว กรมได้นำเสนอไฮไลต์พิเศษผ่านเมนู GI โดยฝีมือเชฟจากร้านอาหารเซียนหยวน (Xian Yuan) ที่รังสรรค์เมนูอาหารเลิศรสจากวัตถุดิบ GI อันทรงคุณค่า 7 รายการ ใน 6 เมนู เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า GI ไทยว่ามีคุณภาพไม่แพ้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ได้แก่ 1.ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ (นครราชสีมา) และ 2.ข้าวหอมมะลิพะเยา ข้าวอัตลักษณ์ไทยสองรายการที่โดดเด่นเรื่องความเหนียวนุ่มและกลิ่นหอม ในเมนู &ldquo;ข้าวหอมมะลิ GI อบหอยเป๋าฮื้ออาวาบิ&rdquo; 3.เนื้อสุรินทร์ เนื้อวัวคุณภาพสูงที่มีไขมันแทรกลายหินอ่อนและหอมกลิ่นรำข้าวหอมมะลิ ในเมนู &ldquo;เนื้อริบอายสุรินทร์ผัดซอสฮ่องกง&rdquo; 4.ไก่เบตงยะลา เนื้อแน่น นุ่ม หนังกรุบกรอบ เอกลักษณ์จากใต้สุดของสยาม ในเมนู &ldquo;ไก่เบตงซอสซีอิ๊วเหล้าจีนเจลลี่&rdquo; 5.กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ กุ้งตัวโต เนื้อแน่นหวาน จากลุ่มน้ำลำปาว &ldquo;เผือกทอดกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ผงกะหรี่&rdquo; 6.มะยงชิดนครนายก มะยงชิดผลใหญ่ หวานกรอบ ในเมนู &ldquo;หมูหันเสิร์ฟพร้อมมะยงชิดนครนายก&rdquo; ที่ผสานความแตกต่างได้อย่างลงตัว และปิดท้ายด้วย 7.สับปะรดภูแลเชียงราย สับปะรดผลเล็กรสชาติหวานที่ทานได้ทั้งแกน ในเมนู &ldquo;แพนนาคอตต้าชาหอมหมื่นลี้และสับปะรดภูแล&rdquo; โดยสินค้า GI ทั้ง 7 รายการ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นรวมกันสูงถึง 15,555 ล้านบาทต่อปี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางการค้าที่เข้มแข็งตั้งแต่ระดับฐานราก ยกระดับคุณค่าทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสร้างแต้มต่อทางธุรกิจให้แก่สินค้าชุมชนและนำรายได้คืนสู่ท้องถิ่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยกรมขอขอบคุณหอการค้าไทย และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ที่เล็งเห็นความสำคัญและพร้อมร่วมกันผลักดันสินค้า GI ไทยในทุกมิติ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าใหม่ให้สินค้า GI ในเวทีสากลต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202602204fa3fd1b2f50192e653fc55c8bacdb2d085305.jpg' type='image/jpg' length='240715' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ตรวจเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นจด]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/148950</link>
<guid isPermaLink="false">8ac299c7dc7aae7c547be3143c2b2edb</guid>
<pubDate>Thu, 19 Feb 2026 08:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ &ldquo;AI Image Search&rdquo; และ &ldquo;Trademark Checker&rdquo; ช่วยผู้ประกอบการและประชาชน ตรวจค้นเครื่องหมายการค้าด้วยตนเอง มีความเหมือนหรือคล้ายกับที่มีการยื่นจดไว้แล้วหรือไม่ และยังตรวจประเมินเบื้องต้นว่าเครื่องหมายที่ยื่นจด มีโอกาสได้รับการจดทะเบียนหรือไม่ ป้องกันถูกปฏิเสธและเสียเวลายื่นใหม่</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้พัฒนาระบบตรวจค้นเครื่องหมายการค้า ผ่านการเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่ &ldquo;AI Image Search&rdquo; และ &ldquo;Trademark Checker&rdquo; โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจค้น ลดความซับซ้อนของขั้นตอน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยให้สามารถตรวจสอบความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าเบื้องต้นได้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งสะดวกรวดเร็ว รู้ผลทันใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสให้ได้รับการจดทะเบียนรวดเร็วยิ่งขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับฟีเจอร์ AI Image Search เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจค้นความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าในเบื้องต้น โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ เพียงอัปโหลดภาพเครื่องหมายที่ต้องการตรวจสอบ จากนั้นระบบจะประมวลผลโดยใช้อัลกอริทึม AI วิเคราะห์องค์ประกอบและให้คะแนนความเหมือนคล้ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และแสดงผลการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยให้ผู้ประกอบการทราบในเบื้องต้นว่าเครื่องหมายการค้าที่ต้องการยื่นนั้นมีความเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ ซึ่งช่วยสนับสนุนการตรวจสอบเครื่องหมายการค้าด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้บริการ AI Image Search ได้ที่ https://tm-imagesearch.ipthailand.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&nbsp;<br />
ส่วนฟีเจอร์ Trademark Checker เป็นระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าของกรมแบบ Realtime โดยระบบสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นในการจัดทำคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งการระบุรายการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งช่วยประเมินแนวโน้มว่าเครื่องหมายการค้าที่จะยื่นมีโอกาสได้รับจดทะเบียนหรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดโอกาสการถูกปฏิเสธการจดทะเบียน โดยผู้ประกอบการสามารถใช้บริการ Trademark Checker ได้ที่ https://tm-checker.ipthailand.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน<br />
ทั้งนี้ ภายหลังจากทราบผลการตรวจค้นแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ได้ทันที โดยระบบจะช่วยแนะนำรูปแบบการยื่นคำขอแบบ Fast Track หากคำขอเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสได้รับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อดำเนินการยื่นคำขอในระบบเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดเอกสารชำระค่าธรรมเนียม (Pay-in Slip) และเลือกช่องทางการชำระเงินที่สะดวก ไม่ว่าจะเป็นการสแกน QR Code ผ่านระบบการชำระเงินกลางของภาครัฐ กรมบัญชีกลาง หรือช่องทางบริการของธนาคาร หรือจุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสได้ทันที&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ที่ผ่านมา สถิติคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากความตื่นตัวของภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้ามากขึ้น โดยในปี 2568 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย 55,668 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.51% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มี 51,303 คำขอ และกรมรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในปี 2568 อยู่ที่ 40,063 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 36.19% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มี 29,418 เครื่องหมาย และมีการไม่รับจด 4,484 คำขอ เพราะเครื่องหมายที่ยื่นขอจด ไปเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่จดไว้แล้ว แต่การใช้ระบบใหม่ จะทำให้ปัญหาถูกปฏิเสธคำขอหมดไป เนื่องจากผู้ยื่นจดจะรู้ก่อนว่าเครื่องหมายของตนเหมือนหรือคล้ายกับของคนอื่นที่จดไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การเปิดให้บริการ 2 ฟีเจอร์ใหม่นี้ ได้เริ่มนำร่องมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2569 มีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 11,204 ครั้ง และตอนนี้ได้เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมในการขับเคลื่อนการให้บริการภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนางานบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการอย่างแท้จริง สอดคล้องกับนโยบาย IP for Business ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8948">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/qHkEBpUh?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260219cd095f095e7bcfa462979b6d64c46f74080055.jpg' type='image/jpg' length='229696' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถก CIAM-MCT รับฟังมุมมองการบริหารจัดการเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงไทย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/148763</link>
<guid isPermaLink="false">3a8870684b5bbdfd10fb63847b107e42</guid>
<pubDate>Wed, 18 Feb 2026 09:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือคณะผู้บริหารสภาผู้สร้างสรรค์ดนตรีนานาชาติ (CIAM) และบริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด (MCT) รับฟังมุมมองการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ได้คำแนะนำต้องมีฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์จัดเก็บ เพื่อลดความซ้ำซ้อน ความสับสนในการขออนุญาตใช้งานและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ และต้องยกระดับองค์กรจัดเก็บให้เป็นสากล เผยล่าสุดได้ยกร่างกฎหมายการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์แล้ว รอเสนอ ครม. คาดบังคับใช้ได้ใน 1 ปี</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารสภาผู้สร้างสรรค์ดนตรีนานาชาติ (The International Council of Music Creators : CIAM) นำโดย Mr.Arri&euml;n Molema ประธาน CIAM และผู้บริหารบริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด (MCT) ในโอกาสเข้าพบหารือแนวทางการพัฒนาระบบลิขสิทธิ์ดนตรีของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทิศทางอุตสาหกรรมดนตรีโลก และการพัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับระบบลิขสิทธิ์ให้ชัดเจนโปร่งใส ดูแลผู้ประกอบการทุกระดับให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกรมได้ใช้โอกาสนี้รับฟังมุมมองของ CIAM ในฐานะองค์กรในเครือของสมาพันธ์แห่งสมาคมผู้สร้างสรรค์และนักแต่งเพลงระหว่างประเทศ (International Confederation of Societies of Authors and Composer: CISAC) เกี่ยวกับสถานการณ์อุตสาหกรรมดนตรีในปัจจุบัน รวมถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายด้านลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะเรื่องการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้ประกอบการที่นำเพลงไปใช้ในเชิงธุรกิจ โดยผู้แทน CIAM เห็นว่า อุตสาหกรรมเพลงของไทยมีศักยภาพสูงและสามารถเติบโตในตลาดโลกได้ แต่ควรเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเสนอให้มีฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับตรวจสอบข้อมูลผู้มีสิทธิจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสับสนในการขออนุญาตใช้งานและการจ่ายค่าลิขสิทธิ์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ CIAM ยังได้เสนอว่า ควรยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานขององค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงของไทยให้สอดคล้องกับหลักสากล เพื่อรองรับการเป็นสมาชิกของ CISAC และสามารถออกรหัส International Standard Musical Work Code (ISWC) และ Interested Party Information (IPI) ให้แก่ผลงานเพลงของนักประพันธ์ชาวไทยได้ ซึ่งการมีรหัสดังกล่าวจะช่วยให้สามารถส่งออกผลงานเพลงไปยังต่างประเทศหรือนำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ได้สะดวกและเป็นระบบมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้การติดตามการใช้งานและการจัดสรรค่าลิขสิทธิ์เป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วน ทำให้เจ้าของผลงานได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ CIAM แสดงความพร้อมสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิคและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อร่วมพัฒนาระบบลิขสิทธิ์เพลงของไทยให้มีความเข้มแข็งและเชื่อมโยงกับระบบสากลมากยิ่งขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​นางอรมนกล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์หลายราย อาจทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ประโยชน์จากงานเพลงเกิดความสับสนเกี่ยวกับการขออนุญาตใช้งานเพลงในเชิงธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมา กรมได้นำบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ของกรมการค้าภายใน มาปรับใช้กับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง โดยกำหนดให้ผู้ที่จะจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์จากการใช้งานเพลง ต้องแจ้งรายละเอียดการจัดเก็บ เช่น รายชื่อเพลง และอัตราค่าจัดเก็บ ต่อคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ก่อนดำเนินการ หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ พร้อมทั้งจัดทำหลักปฏิบัติที่ดีในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ เพื่อให้องค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อผู้ประสงค์ใช้งานเพลงสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยปัจจุบันมีองค์กรจัดเก็บของไทยที่ปฏิบัติได้ตามแนวทางนี้ 8 ราย และกรมยังได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเพลงเพื่อการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและผู้ประสงค์จะใช้งานเพลง ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลเพลงและขออนุญาตใช้งานเพลงได้สะดวกยิ่งขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ล่าสุดได้ยกร่างกฎหมายการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อเป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับใช้กำกับดูแลการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม รวมทั้งจัดระเบียบและปรับปรุงแนวทางบริหารจัดการสิทธิขององค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และมีการจัดสรรรายได้คืนสู่เจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเหมาะสม อันเป็นการส่งเสริมการใช้งานลิขสิทธิ์อย่างถูกกฎหมาย และลดปัญหาการเกิดข้อพิพาทจากการใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างรอเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา คาดว่าจะใช้ระยะเวลานับตั้งแต่เสนอร่างจนถึงประกาศใช้บังคับประมาณ 1 ปี โดยกรมเชื่อว่ามาตรการและกฎหมายใหม่นี้ จะเป็นกลไกกำกับดูแลการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ให้มีความโปร่งใสและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองเจ้าของสิทธิ์ ลดภาระผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ประโยชน์ผลงานเพลงในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนลดโอกาสในการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริต ซึ่งจะช่วยยกระดับระบบลิขสิทธิ์เพลงไทยให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าสากล</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8945">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/QCpSQMx2?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260218a0a35b5360fd8661f4b5897ab6809e08090434.jpg' type='image/jpg' length='291325' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์บริการระงับข้อพิพาททรัพย์สินทางปัญญาสุดเวิร์ก เคลียร์จบไม่ต้องไปศาล]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/148480</link>
<guid isPermaLink="false">c7d920b057369a3065be45a4095e87a0</guid>
<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 08:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาโชว์ผลงานบริการระงับข้อพิพาททางเลือก ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านทรัพย์สินทางปัญญา ช่วยให้คู่กรณีไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล สามารถยุติปัญหาสำเร็จได้กว่า 50% ใช้เวลาเฉลี่ย 45 วันต่อเรื่อง เร็วสุด 14 วัน นานสุด 90 วัน ชวนผู้ประกอบการ ประชาชน ที่มีปัญหาใช้กลไกนี้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดีกว่า</strong><br />
​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หรือทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น ๆ และเมื่อมีการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ย่อมมีโอกาสเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ หรือเจ้าของสิทธิ์ ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกมีการนำกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution : ADR) มาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้ง เพราะสามารถยุติปัญหาได้อย่างรวดเร็ว มีความยืดหยุ่น และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการดำเนินคดีในชั้นศาล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้เริ่มให้บริการระงับข้อพิพาททางเลือกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาตั้งแต่ปี 2545 ครอบคลุมทั้งการอนุญาโตตุลาการและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยการไกล่เกลี่ย เป็นบริการที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ โดยมีจำนวนคำขอไกล่เกลี่ยตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการจนถึงปัจจุบันรวมกว่า 800 เรื่อง ประเด็นข้อพิพาทส่วนใหญ่เป็นเรื่องลิขสิทธิ์ 457 เรื่อง รองลงมา คือ เครื่องหมายการค้า 243 เรื่อง ตามด้วยสิทธิบัตร 99 เรื่อง และความลับทางการค้า 2 เรื่อง โดยมีอัตราการไกล่เกลี่ยสำเร็จมากกว่าร้อยละ 50 และใช้ระยะเวลาไกล่เกลี่ยเฉลี่ยอยู่ที่ 45 วันต่อเรื่อง (เร็วที่สุด 14 วัน และนานที่สุด 90 วัน)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปริมาณคำขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2568 มีคำขอไกล่เกลี่ยสูงถึง 51 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของกรมที่เข้าถึงง่ายมีความยืดหยุ่น สามารถยุติปัญหาได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งกระบวนการทางศาล ซึ่งใช้เวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยคือผู้เชี่ยวชาญของกรมที่มีประสบการณ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา สามารถให้คำแนะนำแก่คู่พิพาทได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม และผลของการไกล่เกลี่ย ไม่เพียงช่วยยุติข้อพิพาทเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่กรณี และเอื้อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;​กรมเชื่อมั่นว่า กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สามารถตอบโจทย์การจัดการความขัดแย้งด้านทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบัน และช่วยเหลือผู้ประกอบการ เจ้าของสิทธิ์ และประชาชนทั่วไป ให้มีทางเลือกในการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ช่วยสร้างบรรยากาศทางธุรกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืน โดยผู้ประกอบการและประชาชนที่ประสงค์ใช้บริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา สามารถขอรับคำปรึกษาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มระงับข้อพิพาท กองกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-5029 หรือ อีเมล&nbsp;<a href="mailto:ipodr.dip@gmail.com" target="_blank">ipodr.dip@gmail.com</a>&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8942">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/UWV6jMGS?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260217f10a2e37f6202648691248ebaf92c8f0083316.jpg' type='image/jpg' length='314125' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP แนะผู้ส่งออกชูมาตรฐาน ความยั่งยืน ขายสินค้าตกแต่งภายในเจาะตลาดสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/148280</link>
<guid isPermaLink="false">dde4fca26a8b5ca89bae87646fc4ce24</guid>
<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 08:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลสำรวจแนวโน้มการออกแบบตกแต่งภายในของตลาดสหรัฐฯ ในปี 2026 พบมีสูงถึง 8 เทรนด์ที่กำลังมาแรง แนะผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทยเกาะติด นำมาปรับใช้ในการผลิตสินค้าไทย มั่นใจขายได้แน่ เหตุสินค้าไทยมีจุดแข็ง ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน ความยั่งยืน</strong><br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายชวนล ผิวนิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา ถึงแนวโน้มการออกแบบตกแต่งภายในที่จะพบได้ทั่วไปในสหรัฐฯ ในปี 2026 และโอกาสในการในการส่งออกสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มของตกแต่งภายใน งานสิ่งทอ งานฝีมือ และเฟอร์นิเจอร์บางหมวดที่เน้นดีไซน์และคุณค่า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานแนวโน้มการออกแบบตกแต่งภายในที่จะเป็นที่นิยมในปี 2026 มีถึง 8 เทรนด์ ได้แก่ 1.แม็กซิมัลลิสม์ (Maximalism) คือ การออกแบบที่ให้คุณค่ากับความหลากหลาย การซ้อนทับของสี ลวดลาย วัสดุ และวัตถุสะสม โดยเน้นการคัดสรรองค์ประกอบแต่ละชิ้นให้สะท้อนตัวตน เรื่องราว และประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย มากกว่าการจัดวางอย่างประหยัดหรือเป็นกลาง เช่น การเล่นสีสันหลายชุดสี ลวดลายซ้อนลวดลาย 2.ความยั่งยืน (Sustainability) อยู่ในความสนใจของผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในปี 2026 แนวคิดนี้กำลังก้าวเข้าสู่รสนิยมกระแสหลักมากยิ่งขึ้น 3.ฟังก์ชันการใช้งานกลายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการออกแบบ เช่น พรมที่ซักได้ โต๊ะกาแฟพับหรือยกปรับได้ 4.งานออกแบบแนวชีวภาพ (Biophilic Design) ให้ความสำคัญกับการเชื่อมกับธรรมชาติอย่างตั้งใจตั้งแต่ภาพภูมิทัศน์ไปจนถึงสีในโทนต่างๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ 5.การตกแต่งแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow Decoration) แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับชิ้นงานที่สื่อความหมายเพื่อบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง แทนที่จะเป็นการตอบสนองต่อความพึงพอใจแบบฉาบฉวย 6.วัตถุโบราณและชิ้นงานออกแบบจากอดีต มีรสนิยมแซงหน้าเฟอร์นิเจอร์ตามกระแส 7.ผ้าแขวนผนังและงานสิ่งทอที่ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านลายทอ และ 8.พู่ห้อยเพิ่มรายละเอียดให้กับเนื้องาน โดยไม่ได้ทำให้งานออกแบบดูรกหูรกตา ทำให้พู่ห้อยเหล่านี้กลายเป็นรายละเอียดที่อ่อนโยน แต่ทรงพลังในชิ้นงานออกแบบที่วางทับซ้อนกันได้ดี<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มเทรนด์การออกแบบที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถเห็นทิศทางว่าผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ กำลังลดความสนใจในงานออกแบบที่เน้นภาพลักษณ์เพียงชั่วคราว และหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าเชิงลึกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืน ฟังก์ชันการใช้งาน ความเป็นตัวตน เรื่องราวของวัสดุ และงานฝีมือ แนวโน้มอย่างแนว Maximalism แบบมีความหมาย แนว Slow Decoration แนวการคัดสรรชิ้นงานจากอดีต แนวงานสิ่งทอที่มีเรื่องเล่า และแนวงานละเอียดเชิงหัตถศิลป์ เช่น พู่ห้อย ล้วนสะท้อนว่าตลาดกำลังให้คุณค่ากับการเลือกอย่างตั้งใจมากกว่าการตกแต่งตามกระแส<br />
ดังนั้น ไทยจึงมีโอกาสในการผลิตและส่งออก เพื่อป้อนความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นงานสิ่งทอ งานเซรามิก งานไม้ งานจักสาน งานตกแต่งเชิงหัตถกรรม และสินค้าที่ใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุรีไซเคิล โดยสินค้าไทยมีความละเมียดละไม มีเรื่องราว สอดคล้องเรื่องความยั่งยืน สามารถที่จะขายได้ โดยผู้ผลิต ผู้ส่งออก ต้องเน้นความยั่งยืนที่พิสูจน์ได้ ฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้งาน วางตำแหน่งสินค้าที่ผ่านการคัดสรร มากกว่าเป็นของตกแต่งทั่วไป สร้างความพร้อมด้านการแสดงมาตรฐาน แหล่งกำเนิด และใช้ช่องทางการตลาดที่เหมาะสม เช่น ร้านเฉพาะทาง กลุ่มนักออกแบบภายใน หรือแพลตฟอร์มที่เน้นงานคัดสรร จะทำให้สินค้าไทยเจาะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8937">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/QnCIbG6y?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202602166fcbad6e128aedd7a8e27aba5847dc72084740.jpg' type='image/jpg' length='224514' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ เผยผลถก FTA ไทย-EU รอบที่ 8 สรุปได้อีก 3 บท รวมเป็น 11 บท]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/147988</link>
<guid isPermaLink="false">a775fa53e2633086ec8464549f0dc179</guid>
<pubDate>Fri, 13 Feb 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยผลการเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 8 มีความคืบหน้าต่อเนื่อง สรุปเพิ่มได้อีก 3 ข้อบท มาตรการเยียวยาทางการค้า ข้อยกเว้นการใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ FTA และหลักปฏิบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า รวมสรุปได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท โดยที่เหลือล้วนมีความคืบหน้า กำหนดประชุมรอบต่อไป มิ.ย.69 ตั้งเป้าจบภายในปีนี้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 8 ระหว่างวันที่ 2-6 ก.พ.2569 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ ว่า ภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และสามารถหาข้อสรุปข้อบทได้เพิ่มขึ้นสามบท ได้แก่ 1.มาตรการเยียวยาทางการค้า ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้มาตรการเพื่อลดผลกระทบหากมีการทะลักของสินค้านำเข้าจากการลด ยกเลิกภาษี 2.ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ FTA เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง เป็นต้น และ 3.หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ซึ่งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ด้านการค้าสินค้าระหว่างประเทศคู่ภาคี รวมทั้งได้ข้อสรุปในหัวข้อย่อยเรื่องกฎระเบียบด้านการบริการจัดส่งภายใต้บทการค้าบริการและการลงทุน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและความโปร่งใสด้านกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจสาขาดังกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการได้ข้อสรุปเพิ่มเติมในรอบนี้ ส่งผลให้เมื่อรวมกับบทที่ได้ข้อสรุปแล้วในการเจรจาก่อนหน้านี้ คือ แนวทางปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ ความโปร่งใส พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ระบบอาหารที่ยั่งยืน การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทำให้การเจรจาสามารถสรุปข้อบทได้แล้ว รวม 11 บท จากทั้งหมด 24 บท<br />
ทั้งนี้ การเจรจาในข้อบทที่เหลือหลายเรื่อง มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ได้แก่ รัฐวิสาหกิจ การแข่งขันทางการค้า และภาคผนวกยานยนต์ที่อยู่ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ส่วนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา กระบวนการระงับข้อพิพาท และบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการความตกลง รวมทั้งในส่วนของการเจรจาการเปิดตลาด (Market Access) ซึ่งประกอบด้วย การเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน<br />
สำหรับในขั้นตอนต่อไป ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดแผนการดำเนินงาน อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการจัดประชุมหารือระหว่างรอบ (intersessions) ในส่วนของฝ่ายไทย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเจรจารอบถัดไปซึ่งมีกำหนดในช่วงเดือน มิ.ย.2569 มีความคืบหน้ามากที่สุด เพราะทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายสรุปผลการเจรจาภายในปีนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การจัดทำ FTA ไทย-EU เป็นเรื่องที่ภาคส่วนต่าง ๆ ให้ความสำคัญ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน รักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ และยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบการค้าของไทยให้เป็นสากลสอดคล้องกับระเบียบโลกใหม่ เพราะจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลกในปัจจุบัน ซึ่งมีความผันผวนมากขึ้น หลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างพันธมิตรทางการค้า ผ่านการเจรจาจัดทำ FTA กับประเทศต่าง ๆ โดยล่าสุดไทยได้สรุปผลการเจรจา FTA กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ในขณะที่ EU ได้สรุปผลการเจรจา FTA กับอินโดนีเซีย เมื่อเดือน ก.ย.2568 และอยู่ระหว่างการเจรจากับไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น การค้าระหว่างไทยกับ EU มีมูลค่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% และไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86% สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าที่สำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8928">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/mf9hFEr8?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260213af3f9328352cb9f37bba99d5e8d5ca64083702.jpg' type='image/jpg' length='455457' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี ดัน 5 สินค้า GI เข้มคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/147799</link>
<guid isPermaLink="false">079f0f6adab647a77e7b06c9657f69a3</guid>
<pubDate>Thu, 12 Feb 2026 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ จ.ราชบุรี ผลักดันผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดจำนวน 5 รายการ เดินหน้าควบคุมคุณภาพมาตรฐาน จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อการันตีว่าสินค้ามีคุณภาพ มาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค พร้อมเยี่ยมชมโรงงานไชโป้ว ติดตามระบบควบคุมคุณภาพ การทำตลาด หลังช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมอบรมเสริมสร้างศักยภาพ &ldquo;การพัฒนาคุณภาพสินค้า GI ไทย ด้วยระบบควบคุมภายในสู่มาตรฐานสากล&rdquo; ที่โรงแรมราชาบุระ จังหวัดราชบุรี ว่า กรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรักษาคุณภาพสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรม โดยส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการในพื้นที่ จัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงแหล่งที่มาของสินค้า เพื่อการันตีว่าสินค้า GI มีคุณภาพ มาตรฐาน พิเศษกว่าสินค้าทั่วไป จึงจำหน่ายได้ราคาดี และยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับสินค้าตรงตามความคาดหวังและมาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับจังหวัดราชบุรี มีสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI แล้ว 5 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี สับปะรดบ้านคา โอ่งมังกรราชบุรี ไชโป้วโพธาราม และกุ้งก้ามกรามบางแพ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดรวมกว่า 7,657 ล้านบาทต่อปี โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการสินค้า GI ทั้ง 5 รายการ ได้จัดทำระบบคุณภาพผ่านมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรม และได้รับอนุญาตให้ใช้ตรา GI ไทยรวม 414 ราย แต่ปัจจุบันจำนวนผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราลดลงกว่าครึ่ง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจว่าหลังจากใบอนุญาตให้ใช้ตรา GI หมดอายุลง จะต้องดำเนินกระบวนการควบคุมคุณภาพรอบใหม่ เพื่อให้ยังคงใช้ตราสัญลักษณ์ GI ได้ และได้รับสิทธิประโยชน์ในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมต่าง ๆ ของกรม จึงต้องมาให้ความรู้ ความเข้าใจ และช่วยให้ผู้ประกอบการดำเนินกระบวนการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้ยังคงสามารถใช้ตรา GI ได้ต่อไป<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้เชิญนายวรวิทย์ สุขสาสนี ผู้จัดการฝ่ายการขายและการตลาดบริการไปรษณีย์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มาถ่ายทอดความรู้และแนะนำบริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนการจัดส่งสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ที่ต้องการขายสินค้าออนไลน์และใช้ระบบการจัดส่งของไปรษณีย์ไทย<br />
ขณะเดียวกัน ได้เปิดเวทีแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จจากผู้ประกอบการ GI ต้นแบบ โดยนายสินสมุทร ศรีแสนปาง ผู้จัดการบริษัท โรงสีศรีแสงดาว จำกัด ที่ใช้ตรา GI ไทยเป็นเครื่องมือยกระดับความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า สามารถขยายตลาดข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็น GI เรือธงของภาคอีสาน ไปสู่ออสเตรีย นอร์เวย์ อิสราเอล และอินเดียได้เป็นผลสำเร็จ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการ GI ในการผลักดันสินค้า GI ไทยสู่ตลาดสากล<br />
นางอรมนกล่าวว่า หลังจากเปิดงานสัมมนา กรมได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแหล่งผลิต GI ไชโป้วโพธาราม ณ โรงงานไชโป้วตราชฎา และหารือกับผู้ประกอบการถึงแนวทางการรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา และผลตอบรับหลังจากที่กรมได้สนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไชโป้วโพธารามให้สวยงาม ทันสมัย และสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและตอบโจทย์ผู้บริโภค รวมไปถึงการทำตลาดออฟไลน์ ออนไลน์ และตลาดในและต่างประเทศ<br />
นอกจากนี้ กรมได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งผลิตเต้าหู้ดำสมุนไพรโพธาราม ณ ร้านเต้าหู้ดำสมุนไพร เจ๊อั๊ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดราชบุรี โดยผู้ประกอบการจะนำเต้าหู้ถั่วเหลืองขาวมาต้มกับน้ำพะโล้สมุนไพรจีนเป็นเวลา 3 วัน จนได้เต้าหู้สีดำที่มีรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมและมีกลิ่นหอม ปัจจุบันทางร้านมีกำลังการผลิตประมาณ 1,500 ก้อนต่อเดือน สร้างมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 4.5 แสนบาทต่อปี โดยกรมได้หารือกับผู้ประกอบการถึงแนวทางต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา หลักจากที่ทางร้านได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า &ldquo;Auntie Ang&rsquo;s อานตี้อั๊ง&rdquo; ไว้กับกรมเรียบร้อยแล้ว โดยจะส่งเสริมการพัฒนาแบรนด์และภาพลักษณ์สินค้า ควบคู่กับการขยายช่องทางการตลาด และผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่นให้มีศักยภาพในการแข่งขันได้ต่อไป</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8923">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/IOP41Jgc?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260212836b86b3c409822fb020af3474b5af14084611.jpg' type='image/jpg' length='486642' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP โชว์ผลนำคอนเทนต์ไทยร่วมงาน Content Americas 2026 ขายได้ 120 ล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/147596</link>
<guid isPermaLink="false">4efa12e59706f838cec06fda8606faeb</guid>
<pubDate>Wed, 11 Feb 2026 08:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลการนำผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทยเข้าร่วมงาน Content Americas 2026 เป็นครั้งแรก ประสบความสำเร็จเกินคาด ซีรีส์วาย ละครสั้น รายการโทรทัศน์ ได้รับความสนใจเพียบ สร้างมูลค่าการค้า 120 ล้านบาท ยันเดินหน้าพาผู้ประกอบการไทยลุยต่อที่ฮ่องกง ฝรั่งเศส และจัดคณะผู้แทนการค้าลุยขายที่เม็กซิโกและบราซิล</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำผู้ประกอบการอุตสาหกรรมละคร ซีรีส์ รายการโทรทัศน์ของไทย เข้าร่วมงาน Content Americas 2026 เมื่อวันที่ 19&ndash;22 ม.ค.2569 ณ โรงแรม Hilton Miami Downtown เมืองไมอามี สหรัฐฯ ว่า กรมได้นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 9 บริษัท เข้าร่วมงานภายใต้คูหา Thailand Pavilion เป็นครั้งแรก โดยได้ร่วมจัดแสดงผลงานและกิจกรรมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) สามารถสร้างนัดหมายเจรจาธุรกิจรวมทั้งสิ้น 108 นัดหมาย และก่อให้เกิดมูลค่าเจรจาการค้ารวมกว่า 3.75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 120 ล้านบาท<br />
สำหรับคอนเทนต์ไทยที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและแพลตฟอร์มต่างประเทศ ได้แก่ ละคร ซีรีส์ รายการโทรทัศน์ คอนเทนต์ Boys&#39; Love รวมถึงละครสั้น (Microdrama) และ Short Form Video ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในตลาดลาตินอเมริกาและแพลตฟอร์ม FAST TV &nbsp;<br />
ทั้งนี้ มีตัวอย่างดีลและแนวโน้มความร่วมมือสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยอย่างชัดเจน อาทิ ผู้ผลิตซีรีส์ไทยได้รับความสนใจจากผู้จัดจำหน่ายในบราซิลและเม็กซิโกในการนำผลงานไปเผยแพร่ในตลาดลาตินอเมริกา ขณะที่บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของไทยได้หารือกับแพลตฟอร์มจากสหรัฐฯ และยุโรป เกี่ยวกับการบริหารสิทธิ์ (Right Management) และแนวทางการร่วมผลิต (Co-production) ในอนาคต และยังมีผู้ซื้อจากเม็กซิโก เปรู อาร์เจนตินา แสดงความสนใจผลงานละครและซีรีส์ไทยในรูปแบบ Finished Program รวมถึง Microdrama เพื่อนำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มดิจิตัลและ FAST TV ในตลาดท้องถิ่น &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 DITP มีแผนเดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานสำคัญในต่างประเทศ อาทิ Hong Kong Filmart (ฮ่องกง) March&eacute; du Film (เมืองคานส์ ฝรั่งเศส) และจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาการค้าในประเทศเป้าหมาย อาทิ เม็กซิโกและบราซิล เป็นต้น เพื่อเปิดตลาดใหม่ สร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก และผลักดันให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยเติบโตอย่างความยั่งยืนในเวทีระดับโลกตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
งาน Content Americas เป็นเวทีเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายและผู้ซื้อจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง สถานีโทรทัศน์ รวมถึงผู้ให้บริการ FAST TV (Free Ad-Supported Streaming TV) และ AVoD (Advertising-based Video on Demand) ชั้นนำจากทั่วโลก โดยในปีนี้มีผู้จัดแสดง 132 บริษัท และมีผู้เข้าชมงานกว่า 2,100 คน ซึ่งเป็นผู้ซื้อกว่า 850 บริษัทจากภูมิภาคอเมริกาเหนือและลาตินอเมริกา สะท้อนบทบาทของงานในฐานะศูนย์กลางการค้าคอนเทนต์สำหรับตลาดฮีสแปนิคในสหรัฐอเมริกาและ LATAM</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8920">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/0OAZHC4q?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026021104149a2260ed435ec9175f79dbaae415084949.jpg' type='image/jpg' length='324956' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ลุย 4 ภาค นำกูรูการตลาด จับมือสอนผู้ประกอบการชุมชนขายสินค้าออนไลน์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/147394</link>
<guid isPermaLink="false">9a27983d28d2f9fc94be7f02c4fbe104</guid>
<pubDate>Tue, 10 Feb 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดกิจกรรม Digital Village Bootcamp ใน 4 ภาคทั่วประเทศ ดึงกูรูด้านการตลาดออนไลน์ชื่อดัง สอนวิธีดันยอดขายให้ปังแบบจับมือทำ เพื่อผลักดันสินค้าและบริการท้องถิ่นให้พร้อมแข่งขันในตลาดดิจิทัล ยกระดับของดีชุมชนสู่ตลาดไร้พรมแดน ช่วยสร้างรายได้แบบยั่งยืน ก่อนคัดมาอบรมเข้มดันเป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบการค้าออนไลน์ประจำปี 69</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรม Digital Village Bootcamp ครั้งที่ 1 (ภาคกลาง) ระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ.2569 ณ Grand Richmond Hotel จ.นนทบุรี ว่า ปีนี้กรมได้กำหนดจัดกิจกรรมใน 4 ภาค เพื่อสร้างการรับรู้และจุดประกายให้ผู้ประกอบการชุมชนตระหนักถึงโอกาสทางธุรกิจในยุคดิจิทัล และยกระดับของดีชุมชนสู่ตลาดไร้พรมแดน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ก่อนผลักดันสู่การเป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบการค้าออนไลน์ (Best of Digital Village) ประจำปี 2569&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในการจัดกิจกรรม กรมได้เชิญกูรูชื่อดังด้านการตลาดออนไลน์ ร่วมให้ความรู้ พร้อมเวิร์กชอปเชิงลึกสอนเทคนิคต่าง ๆ ด้านการตลาด การจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วยหลักสูตร &ldquo;E-Commerce Trends &amp; LINE OA Tools&rdquo; และหลักสูตร &ldquo;Ads Mastery (แอดส์ มาสเทอรี่) and AI Marketing&rdquo; (เทคนิคการทำโฆษณาออนไลน์แบบครบวงจร) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
ทั้งนี้ ภายหลังการคิกออฟเปิดตัวกิจกรรมในพื้นที่ภาคกลางแล้ว กรมจะลงพื้นที่จัดกิจกรรม Bootcamp อีก 3 ครั้งในส่วนภูมิภาค ได้แก่ ครั้งที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) วันที่ 25-27 ก.พ.2569 ครั้งที่ 3 (ภาคเหนือ) วันที่ 11-13 มี.ค.2569 และครั้งที่ 4 (ภาคใต้) วันที่ 25-27 มี.ค.2569&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า หลังจบกิจกรรม Bootcamp ทั้ง 4 ภาค กรมจะคัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพสูงเข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการตลาดจากแพลตฟอร์มชั้นนำในการสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์นำเสนอสินค้าชุมชนในรูปแบบการเล่าเรื่องและชูคุณค่าอัตลักษณ์สินค้า ผ่าน Influencer ชื่อดัง เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง จากนั้นจะทำการคัดเลือกชุมชนที่มีพัฒนาการโดดเด่นที่สุดในแต่ละภูมิภาค รับรางวัลสุดยอดชุมชนต้นแบบ (Best of Digital Village) ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษเข้าร่วมแคมเปญพิเศษแสดงสินค้าชุมชนภายในงานแสดงสินค้าชั้นนำระดับประเทศ อาทิ งาน OTOP Mid-Year 2026 เป็นต้น โดยมี Influencer มาร่วม Live ในงานดังกล่าว พร้อมรับรางวัลพิเศษมูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท อาทิ Package Al Solution ระดับ Premium รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์อีกด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรม Digital Village Bootcamp ภายใต้โครงการ &ldquo;Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน&rdquo; เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการชุมชนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ การใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI ในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการวางกลยุทธ์ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์แบบก้าวกระโดด และตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา (ปี 2562-2568) สามารถสร้างชุมชนออนไลน์ต้นแบบไปแล้วทั้งสิ้น 116 ชุมชน จาก 60 จังหวัดทั่วประเทศ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8917">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Q5tf9Cde?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260210c391ed60bc2ea4a680f7c01007ba653f083647.jpg' type='image/jpg' length='343723' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”บุกทลายโกดังของเถื่อน เจอแชมพู โลชัน ครีมทาหน้า หัวเทียนปลอมเพียบ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/147197</link>
<guid isPermaLink="false">a550776965a979e0ac9981e012c81c13</guid>
<pubDate>Mon, 09 Feb 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือตำรวจ บก.ปอศ. เจ้าของสิทธิ์ บุกค้นโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร พบสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า และสินค้าปลอมฉลาก ทั้งแชมพู โลชันบำรุงผิว ครีมทาหน้า เซรัม ยาสีฟัน หัวเทียนมอเตอร์ไซค์รวม 223,404 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 63.20 ล้านบาท เตือนประชาชน เพิ่มความระมัดระวังในการซื้อสินค้า อย่าตัดสินใจเพียงแค่ของถูก ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และตัวแทนเจ้าของสิทธิ์จากบริษัท อาร์.ดับบลิว.ที. อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ จำกัด และบริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พบสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าปลอมที่ไม่มีฉลากหรือแหล่งที่มาของสินค้ารวม 223,404 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 63.20 ล้านบาท โดยของกลางส่วนใหญ่เป็นสินค้าด้อยคุณภาพที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของประชาชน อาทิ แชมพู โลชันบำรุงผิว ครีมทาหน้า เซรั่มบำรุงผิวหน้า ยาสีฟัน และหัวเทียนมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น<br />
ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นการขยายผลจากการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในช่องทางออนไลน์ นำมาสู่การตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่ในพื้นที่เป้าหมายที่ใช้เป็นแหล่งลักลอบกักเก็บสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้<br />
&ldquo;กรมขอเน้นย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้า โดยควรซื้อสินค้าจากสถานที่จำหน่ายที่เชื่อถือได้ หรือหากเป็นสินค้าออนไลน์ ก็ควรเลือกซื้อจากร้านค้าทางการ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำผิดปกติหรือไม่มีข้อมูลผู้จำหน่ายที่ชัดเจน และควรตรวจสอบเครื่องหมายรับรองและฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด เช่น เครื่องหมายการค้า ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า ฉลากข้อความภาษาไทย ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง สารที่ใช้เป็นส่วนผสม เลขที่ใบรับแจ้ง ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันที่ผลิต และคำเตือน เป็นต้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น&rdquo;<br />
อย่างไรก็ตาม การป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าปลอมทุกรูปแบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการค้าการลงทุนในระยะยาว โดยกรมขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฝ้าระวัง หากพบเบาะแสการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ &ldquo;แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; หรือโทรสายด่วน 1368<br />
ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันยังคงพบการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งสินค้าดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังแฝงความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในชีวิตประจำวันที่ไม่ได้มาตรฐาน จึงเร่งเครื่องดำเนินมาตรการป้องกันและปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่มีคุณภาพหรือมีสารอันตรายเจือปน อาทิ เครื่องสำอางที่มีสารปรอทหรือสเตียรอยด์ รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. หรือ อย. เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้บูรณาการการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด โดยผนึกกำลังกับ บก.ปอศ. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคเอกชนตัวแทนเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ปูพรมปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศ โดยจัดชุดปฏิบัติการตรวจสอบและเฝ้าระวังจุดนำเข้าสินค้า แหล่งกระจายสินค้า และอาคารหรือโกดังเก็บสินค้าอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเข้าสู่ตลาดทั้งช่องทางออนไลน์และท้องตลาดทั่วไป ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวด</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8908">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/nwzGsF4y?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026020972e307c74ff78142502d946c1ec74e40090707.jpg' type='image/jpg' length='209760' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปีใหม่คึกคัก คนคาดหวังเลือกตั้ง ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ม.ค.69 เพิ่ม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/146997</link>
<guid isPermaLink="false">53e88efd5e7a17436919acfc2f53fadb</guid>
<pubDate>Fri, 06 Feb 2026 08:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ม.ค.69 อยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เหตุบรรยากาศปีใหม่คึกคัก คนคาดหวังเลือกตั้ง และมาตรการภาครัฐหลังการตั้งรัฐบาล แต่ต้องจับตาค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน ราคาสินค้าเกษตร ที่จะเป็นปัจจัยกดดัน</strong><br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ม.ค.2569 จากความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,371 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.6 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า และอยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เพราะมีบรรยากาศเทศกาลปีใหม่ เป็นแรงส่งให้บรรยากาศในสังคมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับมีความคาดหวังต่อการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.2569 และมาตรการภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล เป็นตัวขับเคลื่อนความเชื่อมั่น<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 58.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 57.6 ในเดือนก่อนหน้า เพราะเศรษฐกิจต้นปีพื้นตัว การท่องเที่ยวดีขึ้น การหาเสียงเลือกตั้งช่วยเพิ่มความคาดหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประชาชน การส่งออกยังเติบโตได้ดี และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.9 แม้จะปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 43.2 ในเดือนก่อนหน้า แต่มีค่าต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น เพราะประชาชนยังมีหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพสูง ความไม่แน่นอนนโยบายการค้าสหรัฐฯ ความผันผวนการเงินในตลาดโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนมาตรการภาครัฐในระยะต่อไป &nbsp;<br />
โดยรายละเอียดปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 45.08 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 13.89 การเมือง ร้อยละ 10.56 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 8.63 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.05 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 7.99 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 2.06&nbsp;ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.01 และ อื่น ๆ ร้อยละ 1.73 ตามลำดับ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 53.5 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 52.4 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 50.9 และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 50.8&nbsp; ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 58.3&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 56.5 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.7 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 52.4 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 51.9 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 50.8 และ อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 50.3 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น แต่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 43.3 ของเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในระดับ 45.2 ในเดือนปัจจุบัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจัยที่จะส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นในระยะต่อไป ทั้งเชิงบวกและลบ คือ ความคาดหวังจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ความชัดเจนของมาตรการและนโยบายสำคัญภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ส่วนปัจจัยที่ต้องระวัง คือ สถานการณ์ค่าครองชีพ ภาระหนี้ครัวเรือน ราคาสินค้าเกษตร และกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลในระยะต่อไป มีแนวโน้มเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นของประชาชน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8900">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/eX0BaUSo?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026020676900f35172fb59ca7879f1148b5d0cc084756.jpg' type='image/jpg' length='128061' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือ บก.ปอศ. ลุยจับสินค้าปลอม ยึดกว่าหมื่นชิ้น เสียหาย 14.9 ล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/146731</link>
<guid isPermaLink="false">c6a5b6e6f7a7e16234ba1d68065ceae0</guid>
<pubDate>Thu, 05 Feb 2026 08:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าของสิทธิ์ ลงพื้นที่จับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในกรุงเทพฯ พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายเดือน ม.ค.69 จับได้ 32 คดี ยึดของกลางปลอมแบรนด์ดัง 11,802 ชิ้น มูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจ 14.9 ล้านบาท ยันเดินหน้าลุยต่อ พร้อมขอช่วยกันแจ้งเบาะแส</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 15-31 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา กรมได้ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรฐกิจ (บก.ปอศ.) และตัวแทนผู้รับมอบอำนาจเจ้าของสิทธิ์ ลงพื้นที่ตรวจสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่วางขายในห้างและร้านค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออก สามารถจับกุมผู้ต้องหา 25 คน รวม 32 คดี ยึดของกลางจำนวน 11,811 ชิ้น<br />
โดยสินค้าที่จับกุมได้ เป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าแบรนด์ดัง เช่น Chanel, Valentino, Chloe, Louis Vuitton, Hermes, Dior, Gucci, Lanc&ocirc;me, YSL, Adidas, Nike เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทรองเท้า เสื้อ กางเกง กระเป๋า ถุงเท้า น้ำหอม แก้วเก็บความเย็น เครื่องเขียน และโซ่ใบเลื่อย โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้ว<br />
สำหรับรายละเอียดการดำเนินการ แบ่งเป็นชุดจรยุทธ์ลงตรวจพื้นที่ศูนย์การค้าและย่านการค้าสำคัญในเขตกรุงเทพมหานคร เช่น ห้างสรรพสินค้าย่านปทุมวันและราชเทวี และชุดระดมตรวจสอบแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเก็บสินค้าในพื้นที่ภาคเหนือ (พิษณุโลก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พะเยา น่าน และเชียงใหม่) และภาคตะวันออก (นครนายก สระแก้ว จันทบุรี ตราด และชลบุรี) เช่น ตลาดโรงเกลือ ตลาดไนท์บาซาร์ ห้างสรรพสินค้าไมค์ชอปปิ้งมอลล์ บริเวณหาดพัทยา เป็นต้น มีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นและตัดตอนแหล่งค้าปลีก-ค้าส่งสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งเน้นพื้นที่เป้าหมายที่เป็นอาคารเก็บสินค้า ย่านการค้า และแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อป้องกันการกระจายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวว่าไทยไม่ใช่แหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิด พร้อมกับรณรงค์ไม่ให้นักท่องเที่ยวสนับสนุนสินค้าดังกล่าว<br />
&ldquo;การป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยขอความร่วมมือทุกภาคส่วนไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าปลอมทุกรูปแบบ โดยกรมจะเดินหน้าเฝ้าระวังและปราบปรามสินค้าละเมิดในพื้นที่เศรษฐกิจ ย่านการค้า ศูนย์การค้า และแหล่งท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการค้าและการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นแนวร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ สามารถแจ้งเบาะแสผ่านทางเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ &ldquo;แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; หรือแจ้งทางสายด่วน โทร. 1368&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้บูรณาการการทำงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บก.ปอศ) กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยสามารถจับกุมดำเนินคดีรวม 1,180 คดี ลดลง 17.37% ได้ของกลาง 3,506,078 ชิ้น เพิ่มขึ้น 24.32% มีมูลค่าความเสียหายรวม 1,175,736,896 บาท เพิ่มขึ้น 64.10%</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8892">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/wzQ3cDHK?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202602057a57161775bb35d617a032d2fa5c3401084237.jpg' type='image/jpg' length='315471' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ซับซ้อน ความมั่นคง-การค้าผนึกรวม ไทยต้องเน้นสร้างพันธมิตร]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/146538</link>
<guid isPermaLink="false">26bbb6718b904d8f7706fa3053f15a46</guid>
<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยโลกปัจจุบัน เผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อน ความมั่นคงและการค้าผนึกรวมกันอย่างแยกไม่ออก แนะไทยต้องสร้างพันธมิตรทางการค้า บนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน และต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ เชื่อถือได้ สำหรับใช้ในการตัดสินใจ สนค.รับลูก นำเสนอกรอบนโยบายเศรษฐกิจแบบทั่วถึง ภายใต้แนวคิด S-H-A-R-P เพื่อรับมือปัจจัยเสี่ยง สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจ และประชาชนทุกกลุ่มได้ประโยชน์ &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานเสวนา Trade Talk ครบรอบ 11 ปี สนค. ในหัวข้อ &ldquo;เศรษฐกิจไทย 2569 : ปรับโครงสร้าง วางอนาคตทั่วถึง&rdquo; (Thailand&rsquo;s Economy 2026 : Restructuring for an Inclusive Future) ที่กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ว่า โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยประเด็นด้านความมั่นคงและการค้าได้ผนวกรวมเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแยกไม่ออก สิ่งที่ผู้นำ ผู้บริหาร และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องใช้เป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจ คือ ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นสถานะของประเทศ เข้าใจบริบทโลก และกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการค้าระหว่างประเทศในยุคใหม่ ไม่ควรมุ่งเพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องพัฒนาไปสู่การสร้างพันธมิตรทางการค้า บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องทำการบ้านเชิงลึก ทำความเข้าใจว่าคู่ค้านำสินค้าและบริการของไทยไปใช้ประโยชน์อย่างไร อยู่ในห่วงโซ่อุปทานใด เพื่อให้ไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ข้อมูลที่ดี ไม่เพียงช่วยให้มองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ ขณะที่ข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีคุณภาพ เป็นรากฐานของความเชื่อมั่น โดย Trust ถือเป็นหัวใจสำคัญของโลกการค้าในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะคลังข้อมูลด้านการค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการดำเนินธุรกิจ&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ติดลบ 0.14% และการส่งออกปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 12.9% มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 11.1 ล้านล้านบาท แต่ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนมากยังรู้สึกถึงภาวะค่าครองชีพสูง รายได้ไม่มั่นคง และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่สามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การเสวนาในครั้งนี้ สนค. ได้นำเสนอการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ผ่านการเชื่อมโยงภาพเศรษฐกิจมหภาค การค้าในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทย อาทิ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะระหว่างราคา รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;สนค.เห็นว่า แม้การส่งออกไทยจะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ ขณะที่ SME มีอัตราการอยู่รอดค่อนข้างต่ำ และมูลค่าการส่งออกยังกระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด จึงเสนอแนวคิด Harmonizing Trade เพื่อประสานพลังระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย ผ่านการปรับโครงสร้างการค้าใน 3 มิติ ได้แก่ การปรับสมดุลโครงสร้างสินค้า การส่งเสริมสินค้าที่สร้างโอกาสให้ SME และการกระจายผลประโยชน์ทางการค้าไปสู่ทุกภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่การค้าไทยอย่างยั่งยืน&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ในด้านฐานรากของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตร ต้องยกระดับข้าวไทยซึ่งกำลังเผชิญภาวะผลผลิตล้นตลาด จากสินค้าเกษตรทั่วไปไปสู่ข้าวประณีต หรือข้าวมูลค่าสูงผ่านแนวคิด Demand Driven โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์และกำหนดตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ โดย สนค. ได้ใช้ PRISM Model เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และระบุตลาดเป้าหมายของข้าวไทยในอนาคต เพื่อประเมินศักยภาพตลาดและกำหนดกลยุทธ์การค้าข้าวอย่างแม่นยำ ช่วยให้การผลิตและการส่งออกข้าวไทยสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก สร้างรายได้ที่มั่นคง ลดความผันผวน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนภาคบริการ ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักใหม่ของเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญความท้าทายจากความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของรายได้ สนค. เสนอแนวทางการพัฒนาภาคบริการให้เติบโตอย่างทั่วถึง ผ่านการสร้างเครือข่าย SME Network ลดต้นทุนด้วย Service Commons ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และการส่งเสริมแนวคิด Time-based Economy เศรษฐกิจฐานเวลา เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละภูมิภาค&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;สนค. ได้นำเสนอกรอบนโยบายเศรษฐกิจแบบทั่วถึง (Inclusive Policy) ภายใต้แนวคิด S-H-A-R-P 5 กลไก เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structure Linkage) เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (High-Value &amp; Sustain) เสริมพลัง SMEs (Align SMEs) ปลดล็อกการเติบโตระดับภูมิภาค (Regional Unlock) และใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแม่นยำ (Precision with Brain &amp; Technology) โดยมุ่งหวังให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถสะท้อนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ สนค. ได้เปิดตัว Mascot สนค. &ldquo;น้องดาวเหนือ&rdquo; ที่ชอบกินข้อมูล ย่อยข้อมูลยากให้เป็นเรื่องง่าย พร้อมสำหรับการบริการประชาชน และให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้อย่างเฉียบคม ขอเชิญติดตามพบกับน้องดาวเหนือ และ เศรษฐกิจเคี้ยวง่าย ได้ทางช่องทางต่าง ๆ ของ สนค. ต่อไป</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8887">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/MjPWfzSO?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260204427427840d48ab0b38385c9ab2fe307f083722.jpg' type='image/jpg' length='422789' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DIP x CP ลงนาม MOU ร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ไอพี]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/146349</link>
<guid isPermaLink="false">453a63104489441f4e0dd182496eb2ec</guid>
<pubDate>Tue, 03 Feb 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ลงนาม MOU กับ บริษัท ซีพี รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ เซ็นเตอร์ จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประสานการทำงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์</strong><br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท ซีพี รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ เซ็นเตอร์ จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เชื่อมประสานการทำงานของภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ควบคู่กับการคุ้มครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับแนวทางการผลักดันการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมมูลค่าสูง<br />
โดยในการหารือ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ทรัพย์สินทางปัญญามิใช่เพียงกลไกคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์เท่านั้น แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ ช่วยสร้างความเข้มแข็งด้านเทคโนโลยี และส่งเสริมการใช้ประโยชน์นวัตกรรมในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานความรู้และนวัตกรรม อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม สังคม และประเทศชาติในภาพรวม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกรอบความร่วมมือของ MOU ฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายมีแผนดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มจากการยกระดับศักยภาพนักวิจัยและบุคลากรของทั้งสองฝ่าย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต และผลักดันเข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม พร้อมวางกลยุทธ์ในการบริหารจัดการสิทธิ์อย่างเป็นระบบ ก่อนเชื่อมโยงผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและตลาดจริง ตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สร้างสรรค์และภาคธุรกิจ เพื่อให้ทรัพย์สินทางปัญญากลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ภายในงานได้จัดให้มีเวทีเสวนา &ldquo;DIP x CP IP Forum 2026&rdquo; ในหัวข้อ &ldquo;ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขันประเทศ&rdquo; โดยตนได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด และประสบการณ์ ร่วมกับผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ นำโดย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมถึงนักวิจัยและบุคลากรด้านนวัตกรรมจากหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายกว่า 50 คน เพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูง เพื่อเปลี่ยนบทบาทของไทยจากผู้ผลิตสู่ผู้นำด้านนวัตกรรมในเวทีโลก ทั้งในมิติด้านความปลอดภัย ความยั่งยืน และมาตรฐานที่สากลยอมรับ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศให้สอดรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง โดยกรมพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือ และกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคนไทยได้รับการคุ้มครอง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าว จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8884">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/udBX2hOi?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260203f54da8a3f86b0c7432b29800c0cc649c083715.jpg' type='image/jpg' length='220876' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ปูพรมตรวจร้านจำหน่ายทองคำทั่วประเทศ ป้องกันเอาเปรียบประชาชน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/146093</link>
<guid isPermaLink="false">36c8e9ce77eeb6c489c60b2b285d6ea1</guid>
<pubDate>Mon, 02 Feb 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในผนึกกำลังพาณิชย์จังหวัด ปูพรมตรวจสอบร้านจำหน่ายทองคำทั่วประเทศ กำกับดูแลการปิดป้ายแสดงราคา และความเที่ยงตรงของเครื่องชั่ง เพื่อดูแลผู้บริโภคและป้องกันการเอาเปรียบ หลังราคาทองคำผันผวนขึ้นลงรุนแรง เผยผลตรวจ มีการแสดงราคา ป้ายราคาชัดเจน แต่มี 1 ร้านเครื่องชั่งคลาดเคลื่อน ผูกบัตรห้ามใช้ทันที ย้ำหากพบการกระทำความผิดเล่นงานตามกฎหมายเด็ดขาด โทษโกงเครื่องชั่งสูงสุดคุก 7 ปี ปรับ 2.8 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้สั่งการให้กองชั่งตวงวัด ประสานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการร้านจำหน่ายทองคำ ทั้งทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องชั่งดิจิทัล และกำชับการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค จากสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูงและปรับตัวขึ้นลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาซื้อทองคำเพื่อการเก็บและเก็งกำไร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการตรวจสอบจากการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์และสำนักงานสาขาชั่งตวงวัด 15 แห่ง เข้าตรวจสถานประกอบการรวม 105 แห่ง พบว่า ร้านทองส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย มีการแสดงฉลากสินค้าและป้ายราคาชัดเจน แต่จากการตรวจสอบเครื่องชั่งดิจิทัลรวม 132 เครื่อง พบเครื่องชั่งที่มีค่าความเที่ยงคลาดเคลื่อนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยผูกบัตรห้ามใช้ทันที&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตเครื่องชั่งทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม โดยเครื่องชั่งต้องมีสติกเกอร์เครื่องหมายรับรองจากกรมการค้าภายใน หากผู้บริโภคพบเห็นร้านทองที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งน้ำหนักไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและรักษาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนอย่างทันท่วงที<br />
&ldquo;กรมขอเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบเครื่องชั่งก่อนซื้อขายทองคำ และขอให้ผู้ประกอบการ ตรวจสอบเครื่องชั่งให้มีสภาพสมบูรณ์และผ่านการรับรองจากกรมอยู่เสมอ หากตรวจสอบพบการใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือมีการดัดแปลง จะมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท&rdquo;น.ส.ญาณีกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8877">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ldtsU4qV?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260202baa701f9df3446349571e122e08abee3083641.jpg' type='image/jpg' length='509827' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ยันดูแลนักลงทุนต่างชาติ จ่อชง ครม. ปลดล็อกอีก 10 ธุรกิจไม่ต้องขออนุญาต]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/145786</link>
<guid isPermaLink="false">4208389b95f77de28c2ac702121b2689</guid>
<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ยันพาณิชย์ต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ มีนโยบาย &ldquo;ดูแลคนดีเต็มที่ ปราบคนไม่ดีจริงจัง&rdquo; เผยนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในไทย จะได้รับความสะดวกสบาย และยังเตรียมเสนอ ครม. ปลดล็อกธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตเพิ่มอีก 10 ธุรกิจ ส่วนพวกนอมินี จัดการเด็ดขาด ป้องกันกระทบผู้ประกอบการไทย และเศรษฐกิจของประเทศ &nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา Shaping the Future of Foreign Business Facilitation in Thailand : ทิศทางการอำนวยความสะดวกสำหรับธุรกิจต่างชาติ ว่า การเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% สะท้อนบทบาทของกฎหมายฉบับนี้ ในการเป็นกลไกสำคัญรองรับการลงทุนจากต่างชาติควบคู่กับการรักษาความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีนโยบาย &ldquo;ดูแลคนดีเต็มที่ ปราบคนไม่ดีจริงจัง&rdquo; โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 ได้ออก 4 มาตรการ 2 คำสั่ง เพื่อป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี อาทิ การเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบบัญชีม้า และการใช้เทคโนโลยี AI เชื่อมข้อมูลกับกระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาจถูกนำชื่อไปใช้ทำนิติกรรมอำพราง ส่งผลให้จำนวนบริษัทเข้าข่ายต้องสงสัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ยังเร่งยกระดับบริการผ่านระบบ e-Foreign Business ลดระยะเวลาพิจารณาใบอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการอนุมัติภายใน 1 เดือน จัดทำคู่มือการยื่นคำขอที่ชัดเจน และอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับลดประเภทธุรกิจที่ต้องขออนุญาตจำนวน 10 ธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ได้สื่อสารทิศทางการทำงานให้กับผู้แทนสถานทูต หอการค้าต่างประเทศในไทย ภาคเอกชน และนักลงทุน และรับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจ เพื่อนำมาพัฒนากฎหมาย ระบบ ระเบียบ และบริการต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการลงทุนยุคใหม่ และเพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานของโลกต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่ให้บริการนักลงทุนต่างชาติภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยพร้อมเดินหน้ายกระดับการอำนวยความสะดวก สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ และลดอุปสรรคด้านขั้นตอนและระยะเวลาในการขออนุญาต เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีต้นทุนต่ำลง โดยให้ความสำคัญกับการดูแลนักลงทุนที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย เพิ่มการจ้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้แก่แรงงานไทย เพื่อยกระดับทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน กรมจะดำเนินการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในการคัดกรองและติดตามพฤติกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติว่าประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โปร่งใส และเป็นมิตรต่อการลงทุนอย่างแท้จริง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมยืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนที่เข้ามาทำธุรกิจสุจริต ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ในการจัดการกับนักลงทุนที่ไม่สุจริต และเอาเปรียบคนไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ ๆ นักลงทุนดีสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนคุณภาพในระยะยาว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8872">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/rNidB5jR?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202601304d9c9f2b46866692a160fa4bd5cfe77b084308.jpg' type='image/jpg' length='318278' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”หนุนผู้ประกอบการใน SET ใช้ FTA ส่งออก สู้ศึกภาษีสหรัฐฯ มาตรการกีดกัน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/145502</link>
<guid isPermaLink="false">d61e121fe9a99239695f16a454b5f0fa</guid>
<pubDate>Thu, 29 Jan 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เปิดงานสัมมนา เรื่อง &ldquo;ประเทศไทยกับ RECIPROCAL TARIFF เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้?&rdquo; หนุนผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้ประโยชน์จาก FTA เปิดทางส่งออกท่ามกลางความเสี่ยงทั้งภาษีตอบโต้ อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เผยล่าสุดยังมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ใช้ FTA ส่งออก เตรียมจับมือ SET ให้ความรู้ กระตุ้นให้ใช้ต่อไป พร้อมเดินหน้าคุมเข้มเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า สกัดการสวมสิทธิ์ส่งออกไปสหรัฐฯ</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนาภายใต้โครงการเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เรื่อง &ldquo;ประเทศไทยกับ RECIPROCAL TARIFF เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้?&rdquo; ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความขัดแย้งและภาวะขั้วอำนาจสุดโต่งที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนเชิงรุก โดยเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับบทบาทไทยให้เป็นส่วนสำคัญของระบบการผลิตของประเทศคู่ค้า ผ่านการเข้าใจความต้องการของตลาด การพัฒนามาตรฐาน และการแสวงหาประโยชน์ร่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หรือ Trust Currency ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดของการค้า<br />
ทั้งนี้ แม้มาตรการภาษีตอบโต้และอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจะเพิ่มความท้าทายมากขึ้น ทำให้มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย แต่ไทยสามารถลดความเสี่ยงจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและประเทศ และยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและก้าวผ่านความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงตลาดเดียว ถือเป็นความเสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย ดังนั้น ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญกับการกระจายตลาดส่งออก เพื่อเพิ่มทางเลือกทางการค้า ผ่านการใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA ที่มีอยู่ ควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยง และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ภาคการส่งออกของไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 930 บริษัท ในจำนวนนี้ มี 354 บริษัทที่มีการส่งออก แต่ใช้ประโยชน์จาก FTA เพียง 193 บริษัท โดยมีการส่งออกสินค้าโดยใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA มีมูลค่ารวม 11,563 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดปลายทางหลักอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นตามลำดับ ส่วนที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA พบว่า มีมูลค่าการส่งออกกว่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาทิ สินค้าเครื่องจักร อากาศยาน อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ<br />
&ldquo;กรมและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้าน FTA เพิ่มเติมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2569 โดยจัดสัมมนาในลักษณะ &ldquo;ซีรีส์ตามตลาดปลายทาง&rdquo; ที่เป็นตลาดหลักของกลุ่มบริษัทจดทะเบียน เช่น จีน อาเซียน และญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนธุรกิจและการขยายตลาดส่งออกได้อย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
นอกจากนี้ กรมจะให้ความสำคัญกับการป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า ทั้งการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการให้ความรู้กับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวทางป้องกันและตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ส่งออกจากไทยมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยจริง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ไปสหรัฐฯ จำนวน 96,763 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 8,221.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.70% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น แผงโซลาร์เซลล์&nbsp; อาหารสุนัขหรือแมว และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8865">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/gZqCHIrM?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260129587e9bd0d6cc3c6298bcdc916fbf9f26083543.jpg' type='image/jpg' length='435993' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ดัน“ปลากุเลาเค็มตากใบ” เข้าร่วม GI SMARTTRACE สร้างความเชื่อมั่นคนซื้อ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/145277</link>
<guid isPermaLink="false">8e81c683a0349ea5248dd3e1ac537f67</guid>
<pubDate>Wed, 28 Jan 2026 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เดินหน้าผลักดัน &ldquo;ปลากุเลาเค็มตากใบ&rdquo; เข้าร่วมโครงการ GI SMARTTRACE ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิต แนะนำช่องทางการตลาด การพัฒนาสินค้าไปสู่เมนูใหม่ ๆ และเยี่ยมชมแหล่งผลิต &ldquo;ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส&rdquo; ดันเข้าร่วมโครงการด้วย</strong><br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำทีมลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อขับเคลื่อนโครงการ &ldquo;GI SMARTTRACE นวัตกรรมตรวจสอบย้อนกลับสินค้า GI&rdquo; ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถตรวจเช็กข้อมูลการผลิตและแหล่งที่มาของสินค้าได้ทันทีเพียงปลายนิ้วสัมผัส เพื่อการันตีว่าสินค้า GI นั้น เป็นของดีมีคุณภาพที่มาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง โดยพบผู้ประกอบการ &ldquo;ปลากุเลาเค็มตากใบ&rdquo; เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตและผลักดันการใช้ระบบ GI SMARTTRACE เป็นสินค้าแรกของจังหวัด เนื่องจากเป็นสินค้า GI ระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง โดยได้รับการขึ้นทะเบียน GI เมื่อปี 2558 ก่อนได้ขึ้นทะเบียน GI ราคา 1,200 บาทต่อกิโลกรัม และหลังเป็น GI ราคาประมาณ 1,800 บาทต่อกิโลกรัม&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้เปิดเวทีประชุมหารือสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อดีและประโยชน์ของระบบ GI SMARTTRACE พร้อมสนับสนุนให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถนำระบบไปใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องการันตีกรรมวิธีการผลิตและแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของสินค้า โดยผู้เข้าร่วมโครงการยังจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการบอกเล่าเรื่องราว (Story Telling) เพื่อต่อยอดสร้างความน่าสนใจให้กับตัวสินค้ายิ่งขึ้นด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันจังหวัดนราธิวาส มีสินค้า GI ทั้งสิ้น 4 รายการ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,630 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นสินค้า GI ที่มีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 3 รายการ ได้แก่ ปลากุเลาเค็มตากใบ ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส และลองกองตันหยงมัส และสินค้าที่อยู่ระหว่างการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ 1 รายการ ได้แก่ ทุเรียนบางนรา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
โดยภายหลังการประชุมหารือกับผู้ประกอบการแล้ว ได้ไปตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้าปลากุเลาเค็มตากใบ ณ ร้านกุเลาทองแม่แป้นตากใบ ซึ่งเป็นแหล่งผลิต GI ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส โดยผู้ประกอบการจะใช้วัตถุดิบปลากุเลาสดในบริเวณปากแม่น้ำตากใบที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง และใช้กรรมวิธีการผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาเกือบ 100 ปี ส่งผลให้ปลากุเลาเค็มตากใบมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนกับปลากุเลาเค็มจากแหล่งอื่น ทั้งด้านรสชาติที่ไม่เค็มจัด เนื้อแน่นเนียนละเอียด เมื่อทอดสุกจะฟูและมีกลิ่นหอมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งกรมได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมด้านการตลาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การนำสินค้าปลากุเลาเค็มตากใบมาแปรรูปเป็นเมนูต่าง ๆ อาทิ น้ำพริกปลากุเลาเค็ม และหลนปลากุเลาเค็ม เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการค้าให้กับสินค้า GI&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตสินค้า GI &ldquo;ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส&rdquo; ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านโคกมะม่วง ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวหอมกระดังงานราธิวาส สายพันธุ์หอมกระดังงา 59 โดยเป็นข้าวนาปีไวต่อช่วงแสง เปลือกมีสีฟาง ข้าวกล้องมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง เมื่อหุงสุกข้าวจะมีลักษณะนุ่มร่วนแต่ไม่แข็ง และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์คล้ายดอกกระดังงา โดยข้าวหอมกระดังงานราธิวาสขึ้นทะเบียน GI เมื่อปี 2558 ก่อนได้ขึ้นทะเบียน GI ราคา 80 บาทต่อกิโลกรัม และหลังเป็น GI ราคาประมาณ 120 บาทต่อกิโลกรัม<br />
ในการหารือกับผู้ประกอบการ กรมได้วางแนวทางต่อยอดการใช้ประโยชน์ GI ในมิติต่าง ๆ พร้อมแนะนำระบบตรวจสอบย้อนกลับตามโครงการ GI SMARTTRACE โดยเน้นย้ำว่าโครงการนี้ จะเป็นมิติใหม่ของการบริหารจัดการสินค้า GI ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างความโปร่งใสในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงมือผู้บริโภค ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นใจในการตรวจสอบข้อมูลผ่านปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการผลักดันให้สินค้า GI ไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและได้รับการยอมรับในฐานะสินค้าพรีเมียมบนเวทีการค้าโลกอย่างเต็มภาคภูมิ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมได้ริเริ่มโครงการ GI SMARTTRACE โดยนำร่องใช้กับสินค้า &ldquo;ทุเรียนนนท์&rdquo; เป็นรายการแรก เนื่องจากทุเรียนนนท์เป็นสินค้า GI ระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง การนำระบบ GI SMARTTRACE มาใช้ จะช่วยการันตีว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของดีมีคุณภาพเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ตรงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรม ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น โดยขั้นตอนการตรวจสอบ ไม่ยุ่งยาก เพียงสแกน QR Code บนตัวสินค้า ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น พันธุ์ทุเรียน ผู้ประกอบการ สวนที่ปลูก วันที่เก็บเกี่ยว และมาตรฐานรับรองผลผลิต เป็นต้น รวมทั้งสามารถรับชมภาพบรรยากาศของสวนที่เป็นแหล่งผลิตได้แบบ 360 องศาอีกด้วย โดยระบบดังกล่าว ได้รับผลตอบรับที่ดีทั้งจากฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค กรมจึงมีแผนนำระบบ GI SMARTTRACE มาใช้กับสินค้า GI ไทยรายการอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง<br />
ปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในประเทศทั้งสิ้น 250 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 114,000 ล้านบาท โดยมีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าแล้ว 211 รายการ หรือคิดเป็น 84% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8858">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/a13stSTA?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202601285835cfc84761b8f78488be7bebd67eb9084339.jpg' type='image/jpg' length='241467' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญาหนุนผ้าบาติกนราธิวาส แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ป้องกันเลียนแบบ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/144936</link>
<guid isPermaLink="false">ed189e9c17a233f272701baf4fa8275d</guid>
<pubDate>Tue, 27 Jan 2026 08:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าผ้าบาติกของกลุ่มนาราบาติก แนะนำผู้ประกอบการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ลวดลายผ้า เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ และเป็นหลักฐานอ้างอิงความเป็นเจ้าของสิทธิ์กรณีเกิดข้อพิพาท พร้อมแนะนำการต่อยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ การขายสินค้าทั้งออฟไลน์ ออนไลน์</strong><br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ร่วมกับนายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่กรม เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าผ้าบาติกนราธิวาส ของ &ldquo;กลุ่มนาราบาติก&rdquo; ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีการสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าอย่างประณีตด้วยเทคนิคแบบดั้งเดิม ทั้งการเขียนเทียนด้วยมือ และการลงสีด้วยการแต้ม ระบาย และย้อมสี โดยใช้สีธรรมชาติ &ldquo;รีมาดู&rdquo; ที่สกัดจากเปลือกไม้ แก่นไม้ และครั่ง ทำให้เกิดสีโทนสุภาพ ไม่ฉูดฉาด สีไม่ตกและมีความคงทน สร้างสีสันลวดลายบนผืนผ้าที่สามารถสะท้อนเสน่ห์วิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชุมชนในจังหวัดนราธิวาสได้อย่างชัดเจน ผสานกับการออกแบบตัดเย็บให้มีความร่วมสมัย จนทำให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มนาราบาติกไม่ใช่เพียงผ้าบาติกทั่วไป แต่เป็นผลงานลิขสิทธิ์ที่มีเรื่องราวและคุณค่าทางสังคมแฝงอยู่ด้วย<br />
ทั้งนี้ กรมได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการสมาชิกกลุ่มนาราบาติก เกี่ยวกับการต่อยอดความคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยแนะนำให้ดำเนินการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ลวดลายผ้าที่ทางกลุ่มได้ออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ผ่านบริการรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ออนไลน์ ทางเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th ซึ่งสามารถได้อย่างสะดวก รวดเร็ว &nbsp;เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบและเป็นหลักฐานเบื้องต้นในการอ้างอิงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หากเกิดกรณีข้อพิพาท อีกทั้งยังเป็นฐานข้อมูลให้กับผู้ที่ต้องการนำผลงานลิขสิทธิ์ไปใช้ประโยชน์ สามารถติดต่อกลุ่มผู้ประกอบการเจ้าของสิทธิได้โดยตรง<br />
ขณะเดียวกัน ยังให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางต่อยอดการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ทั้งการบริหารจัดการสิทธิ์อย่างเป็นระบบ การพัฒนารูปแบบและภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และตอบโจทย์กระแสนิยมของผู้บริโภคยุคใหม่ ตลอดจนแนวทางขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้มากยิ่งขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ได้ยืนยันกับผู้ประกอบการว่า กรมพร้อมสนันสนุนข้อมูลองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่กลุ่มนาราบาติกและผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในจังหวัดนราธิวาสอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) คอยให้คำแนะนำผ่านทางระบบออนไลน์ หรือสายด่วน 1368 และยังมีแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านทาง<br />
DIP e-Learning ซึ่งรวบรวมหลักสูตรทรัพย์สินทางปัญญาที่จำเป็นต่อผู้ประกอบการไว้มากมาย เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนให้เข้มแข็งและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายอาหาหมัดดลยาลี หะยีด๊ะ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มนาราบาติก กล่าวว่า กลุ่มนาราบาติกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2561 เพื่อฟื้นฟูและสืบทอดการทำผ้าบาติกของจังหวัดนราธิวาสให้คงอยู่ร่วมสมัย สร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน โดยก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า &ldquo;Nara Batik&rdquo; ไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันมีการผลิตสินค้าหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า ผ้าพันคอ และผ้าเช็ดหน้า โดยลวดลายที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ลายผ้าพระราชทานสิริราชพัสตราภรณ์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแบบลายผ้าให้แก่ผู้ประกอบการในจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งลายตะเกียงที่สะท้อนวิถีชีวิตยามเช้าของชาวนราธิวาสในอดีตก่อนมีไฟฟ้าใช้ ที่ต้องอาศัยตะเกียงเป็นเครื่องมือให้แสงสว่างในการดำรงชีวิต สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าผ้านาราบาติกเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังของคนในชุมชน เป็นต้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8854">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/35EOKg0B?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202601276fd2ce5393417e0d3ed9a4021831a004082858.jpg' type='image/jpg' length='466698' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จัดสัมมนาอบรม RVC รอบ 4 เจาะลึกอุตสาหกรรมยานยนต์-ชิ้นส่วน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/144701</link>
<guid isPermaLink="false">a4ad8be6aec06bedfb10530a33d30b76</guid>
<pubDate>Mon, 26 Jan 2026 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ จัดสัมมนาเชิงวิชาการหัวข้อ &ldquo;RVC&ndash;Transshipment : การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ตามหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ&rdquo; วันที่ 29 ม.ค.นี้ เป็นรอบที่ 4 เน้นให้ความรู้เฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญ มีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ สูง เพื่อให้การส่งออกเป็นไปอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิด และกระทบต่อการส่งออกของไทย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเชิงวิชาการหัวข้อ &ldquo;RVC&ndash;Transshipment : การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ตามหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ&rdquo; วันที่ 29 ม.ค.2569 ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นรอบที่ 4 ภายหลังจากได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการจัดสัมมนาในรอบที่ผ่านมา โดยในรอบนี้ มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงลึกเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่มีมูลค่าการส่งออกสูงไปยังตลาดสหรัฐฯ เพื่อให้การยื่นขอออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดในการส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การสัมมนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นการรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และลดความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการส่งออกสูงอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสาระสำคัญในการจัดสัมมนา ผู้เข้าร่วมจะได้รับความรู้ครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ ความคืบหน้าการเจรจาภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin: ROO) ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการคำนวณ RVC สำหรับสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ แนวทางปฏิบัติและการขอรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ รวมทั้งกรณีศึกษา (Case Study) ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและประเด็นความเสี่ยงด้าน Transshipment เพื่อให้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์สามารถดำเนินการส่งออกเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎถิ่นกำเนิด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การจัดสัมมนาในเรื่องนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของกรมในการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยต่อมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า ช่วยให้ผู้ส่งออกเข้าใจขั้นตอนการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ และการลดความเสี่ยงจากการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งถูกจับตามองด้านการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์มาตรการการค้าในปัจจุบัน&nbsp;<br />
โดยผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด โทร. 02 547 5085 เว็บไซต์ www.dft.go.th สายด่วน 1385 และ Facebook : กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8847">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/0dnUDw3M?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260126f0661bd7ba7f1de1c8e3ebe4ceebaeb9084954.jpg' type='image/jpg' length='985586' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถกรัฐมนตรีการค้าแคนาดา เห็นพ้องร่วมมือการค้า ลงทุน เร่งเจรจา FTA]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/144431</link>
<guid isPermaLink="false">ed88c53ed9f90432e230ddabbd691e03</guid>
<pubDate>Fri, 23 Jan 2026 08:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลหารือรัฐมนตรีการค้าแคนาดา เห็นพ้องเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก หนุนเจรจา FTA ทั้งกรอบอาเซียน-แคนาดา และไทย-แคนาดา ร่วมมือด้านอาหาร สาขาที่สนใจร่วมกัน</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้พบหารือกับนายมานินเดอร์ ซิดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ ของแคนาดา ในช่วงการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ครั้งที่ 56 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้มีการหารือถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยและแคนาดาให้มากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเน้นย้ำว่า ไทยพร้อมร่วมมือกับแคนาดาในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกัน ทั้งในระดับภูมิภาค คือ อาเซียน-แคนาดา และระดับทวิภาคี คือ ไทย-แคนาดา<br />
ทั้งนี้ แคนาดาได้แสดงความกระตือรือร้นอย่างชัดเจนในการเร่งรัดกระบวนการเจรจา FTA ไทย-แคนาดา ซึ่งผู้นำของทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้ริเริ่มขึ้นในการพบหารือกันในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก เมื่อเดือน ต.ค.2568 โดยอยากให้การเจรจาแล้วเสร็จภายในปีนี้ หากเป็นไปได้ เพราะจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตนเห็นว่า หากไทยสามารถเจรจากับแคนาดาได้สำเร็จ จะเป็น FTA แรกที่ไทยทำกับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ และจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี และยังช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน ส่งเสริมการเป็นประตูการค้าระหว่างภูมิภาคซึ่งกันและกันอีกด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากแคนาดาจะเห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีทำเลที่ตั้งที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค โดยจะมีการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างแวนคูเวอร์-กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงที่จะทำให้การเดินทางระหว่างกันสะดวกมากยิ่งขึ้น และแคนาดายังสนใจที่จะขยายการค้ากับไทยโดยเฉพาะในเรื่องสินค้าเกษตรและเนื้อสัตว์ ส่วนไทยพร้อมที่จะส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารให้กับแคนาดา อาทิ ข้าว ไก่ปรุงสุก อาหารสัตว์เลี้ยง ซอส และอาหารทะเลแปรรูป<br />
นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังเห็นร่วมกันว่าสามารถต่อยอดความร่วมมือจากจุดแข็งของแต่ละฝ่าย เช่น วัตถุดิบ เทคโนโลยี ที่ตั้ง และโลจิสติกส์ รวมถึงพิจารณาความร่วมมือด้านอาหาร เพื่อขยายตลาดไปยังประเทศที่สาม และทั้งสองฝ่ายยังมีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะในสาขาที่แคนาดามีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี อาทิ เกษตรและอาหาร พลังงานสะอาด ยานยนต์ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัลเทคโนโลยี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน แคนาดายังให้ความสนใจเรื่องความร่วมมือภายใต้กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement : DEFA) ที่จะช่วยสร้างมาตรฐานและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน และเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนดิจิทัล การสร้างความครอบคลุมและการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านดิจิทัล (digital governance) ซึ่งการพัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัล (digitalization) ในหลายด้านนี้ จะช่วยสนับสนุน SME อีกทั้งจะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (sustainability) อีกด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2567 การค้ารวมของไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,223.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.88% โดยไทยส่งออกไปยังแคนาดามูลค่า 2,133.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.07% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากแคนาดามูลค่า 1,090.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.83% สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ส่วนในช่วง 11 เดือนของปี 2568 (ม.ค.&ndash;พ.ย.) การค้ารวมของไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,577.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออก 2,339.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการนำเข้า 1,238.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 1,101.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8836">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/nkLS7FPD?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260123e726ad0bd5fd94b6959ac5b3b690f038085501.jpg' type='image/jpg' length='244727' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เจาะสิทธิบัตร “ภาพยนตร์-สื่อบันเทิง” 20 ปี จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐฯ จดมากสุด]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/144123</link>
<guid isPermaLink="false">1e862936f09567c7f0f189511e199276</guid>
<pubDate>Thu, 22 Jan 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงทั่วโลกในรอบ 20 ปี พบจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับโลก เผย SK Hynix เกาหลีใต้ แชมป์ยื่นจดสิทธิบัตรสูงสุด ตามด้วย Cannon และ Panasonic ญี่ปุ่น ชี้เทคโนโลยีรับชมรับฟังเสมือนจริง เครื่องมือสร้างดนตรีและภาพยนตร์ และระบบบันทึกและสร้างตัวละครเสมือนสำหรับผลิตสื่อ กำลังมาแรง ส่วนยอดจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตรในไทย 5 ปีล่าสุด ยื่นคำขอเกี่ยวกับดนตรีมากสุด ส่วนใหญ่เป็นคนไทย แต่ระบบเสียง ดอลบี้แชมป์ยื่นมากสุด</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2549-2568) พบว่า ประเทศที่ถือครองสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงมากที่สุด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมระดับโลก แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การก้าวขึ้นมาของกลุ่มประเทศศักยภาพใหม่ ที่มีอัตราการเติบโตของสิทธิบัตรอย่างโดดเด่น เช่น อิหร่าน เพิ่ม 261% ต่อปี อินเดีย 197% ต่อปี ตุรเคีย 165% ต่อปี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 145% ต่อปี และไทย 100% ต่อปี ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนมีแนวโน้มชะลอตัว เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม บ่งชี้ถึงข้อจำกัดในการลงทุนด้าน R&amp;D ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และการเคลื่อนย้ายฐานภาคอุตสาหกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวทีระดับโลก พบว่า องค์กรขนาดใหญ่มีการวางแผนด้านสิทธิบัตรอย่างเป็นระบบ และใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจในระยะยาว โดยผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรสูงสุด 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ บริษัท SK Hynix (เกาหลีใต้) 1,855 คำขอ ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างบริษัท Canon (ญี่ปุ่น) 1,001 คำขอ ตามมาด้วยบริษัท Panasonic (ญี่ปุ่น) 964 คำขอ บริษัท Samsung Electronics (เกาหลีใต้) 954 คำขอ และบริษัท Hitachi (ญี่ปุ่น) 941 คำขอ ซึ่งกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการผลิตเทคโนโลยีระบบภาพและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการผลิตสื่อดิจิทัล โดยเฉพาะการถ่ายภาพ การพิมพ์ การจัดเก็บข้อมูล และระบบอัตโนมัติ ส่วนกลุ่มบริษัทเกาหลีใต้ เน้นเทคโนโลยีระดับฮาร์ดแวร์และระบบประมวลผลที่ขับเคลื่อนทั้งวงการภาพยนตร์ เกม และคอนเทนต์แบบ Immersive ที่ผสมผสานเทคโนโลยีการรับรู้ และการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมเสมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า สำหรับทิศทางเทคโนโลยีกลุ่มย่อยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงในปัจจุบัน มุ่งพัฒนาใน 3 ด้านสำคัญ ที่ตอบโจทย์ความท้าทายและตลาดแห่งอนาคต ได้แก่ 1.เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์การรับชม รับฟังแบบเสมือนจริง (Immersive Media Experience Technology) เป็นการสร้างโลกเสมือนจริงด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย ทั้ง Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR), Spatial Audio และ 360&ordm; Video สร้างโลกเสมือนที่ผู้ใช้มีอิสระในการมองเห็น เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาคอนเทนต์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการรับชมสื่อในรูปแบบเดิม ๆ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ในระยะเติบโต และมีบทบาททั้งในวงการภาพยนตร์ คอนเสิร์ต กีฬา e-sport และอุตสาหกรรมการศึกษา ผู้เล่นในสนามนี้มีความหลากหลายสูง ทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเฉพาะทาง และนักประดิษฐ์อิสระ ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น ResMed 50 ฉบับ Nokia 44 ฉบับ Meta 30 ฉบับ Apple 30 ฉบับ และ Google 29 ฉบับ เป็นต้น สะท้อนการแข่งขันที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทด้านสื่อบันเทิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทด้านสุขภาพ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีการรวมศูนย์ข้อมูล (Data-Centric) โดยภาพรวมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดยังเติบโตได้ดี มีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 200 ฉบับต่อปี และกลุ่มเทคโนโลยีดังกล่าวยังเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ และยังไม่มีบริษัทใดผูกขาดตลาดอย่างสมบูรณ์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.เครื่องมือสร้างผลงานดนตรีและภาพยนตร์ (Creative Production Tools) ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในกระบวนการผลิตดนตรีและภาพยนตร์ เช่น การแต่งเพลงอัตโนมัติด้วย Machine Learning ระบบตัดต่อวิดีโออัจฉริยะ ระบบมิกซ์เสียงอัจฉริยะ เทคโนโลยีกลุ่มนี้เปิดโอกาสให้ศิลปินอิสระหรือทีมขนาดเล็กสามารถผลิตผลงานได้ในต้นทุนต่ำลง แต่ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ในระยะเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงปี 2560 ที่มีการเข้ามาของเทคโนโลยี Generative AI และ Cloud Computing ซึ่งมีต้นทุนราคาถูกลง ทำให้เกิดการกระจายของเทคโนโลยีสู่ผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้น ภาพรวมมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 200 ฉบับต่อปี ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น Loop Now Technologies เจ้าของแอปพลิเคชัน Likee แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น จากจีน 75 ฉบับ Stauffer Chem 35 ฉบับ Honor Device 22 ฉบับ เป็นต้น สะท้อนถึงการกระจายตัวของนวัตกรรมในองค์กรหลากหลายประเภท ทั้งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บริษัทสตาร์ตอัปที่เน้นด้านสื่อใหม่ รวมทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยีอิสระ เทคโนโลยีกลุ่มนี้จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับการสร้างสรรค์และการแข่งขันด้านนวัตกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.ระบบบันทึกและสร้างตัวละครเสมือนสำหรับผลิตสื่อ (Performance Capture &amp; Digital Avatar Systems) โดยอาศัยเทคโนโลยีด้าน Motion Capture, Facial Tracking และ Digital Rigging ในการสร้างตัวละครดิจิทัลที่เคลื่อนไหวสมจริง ในภาพยนตร์ แอนิเมชัน เกม และการใช้ร่างกายจริงเพื่อเป็นต้นแบบของการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัล เทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ในระยะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเริ่มมีอัตราเร่งชัดเจนขึ้นในช่วงหลังปี 2564 ตามกระแส Metaverse และ Virtual Influencer ภาพรวมมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 35 ฉบับต่อปี สำหรับผู้เล่นในสนามนี้ยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นการกระจายตัวในวงกว้าง โดยมีทั้งบริษัทเกี่ยวกับอุตสาหกรรมบันเทิงขนาดใหญ่และบริษัทเทคโนโลยี สื่อโซเชียลมีเดีย เช่น Space Labs 9 ฉบับ Disney Enterprises 7 ฉบับ Electronic Arts 5 ฉบับ เป็นต้น&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทย แม้จำนวนสิทธิบัตรยังไม่สูงมากนัก แต่มีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่องในระยะ 10 ปีหลัง ประกอบกับคู่แข่งในอาเซียนมีจำกัด จึงเป็นโอกาสสำคัญของไทยที่จะยกระดับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาคนี้ เนื่องจากไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งต้นทุนทางวัฒนธรรมและศิลปะที่หลากหลาย สามารถต่อยอดให้เข้ากับเทคโนโลยี Immersive Media เช่น AR/VR หรือ Avatar เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในสื่อบันเทิงและท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีบุคลากรในสายสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ ที่สามารถสร้างคอนเทนต์และเทคโนโลยีได้เอง โดยศึกษาแนวทางพัฒนานวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำของโลก หรือเชื่อมโยงความร่วมมือกับกลุ่มประเทศ Emerging เช่น อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อสร้างตลาดร่วมในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ และใช้กลไกทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐานรองรับและนำไทยสู่สนามแข่งขันในเวทีสากล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านสถิติคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรกลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงในไทย ในช่วง 5 ปีล่าสุด (2564-2568) พบว่า มีการขับเคลื่อนนวัตกรรมใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เครื่องดนตรี อุปกรณ์ดนตรี และเทคโนโลยีทางดนตรี รวม 60 คำขอ (สิทธิบัตร 33 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 27 คำขอ) คำขอส่วนใหญ่มาจากผู้ขอคนไทยถึง 44 คำขอ คิดเป็น 73% ของคำขอทั้งหมดในกลุ่มนี้ สะท้อนศักยภาพและความตื่นตัวของนักประดิษฐ์ไทยในด้านนวัตกรรมดนตรี ทั้งการพัฒนาเครื่องดนตรีใหม่ อุปกรณ์เสริม หรือเทคโนโลยีที่ช่วยในการสร้างและควบคุมเสียง โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลผู้ยื่นคำขอชาวไทย พบว่า เป็นบุคคลธรรมดาสูงถึง 73% รองลงมา คือสถาบันการศึกษา 25% และภาคเอกชน 2% ซึ่งสะท้อนว่า นวัตกรรมด้านดนตรีของไทยยังขับเคลื่อนโดยนักสร้างสรรค์อิสระและภาคการศึกษาเป็นหลัก ขณะที่ภาคธุรกิจยังมีบทบาทค่อนข้างน้อย ซึ่งอาจเป็นทั้งช่องว่าง และโอกาสสำหรับการต่อยอดในอนาคต<br />
2.การบันทึกและระบบประมวลผลเสียงมัลติมีเดีย รวม 63 คำขอ (สิทธิบัตร 60 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 3 คำขอ) คำขอส่วนใหญ่ยื่นโดย บริษัท ดอลบี้ แล็บบอราทอรี่ส์ ไลเซนซิ่ง คอร์ปอเรชั่น (สหรัฐฯ) สูงถึง 50 คำขอ ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของนวัตกรรมเสียงรอบทิศทางและระบบประมวลผลเสียงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และสื่อดิจิทัล สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีการบันทึกและประมวลผลเสียงเป็นพื้นที่เชิงกลยุทธ์ที่บริษัทข้ามชาติ มีการลงทุนด้านการวิจัยและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น เพื่อรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในตลาดโลก</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/8832">https://www.commercenewsagency.com/news/8832</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202601221f9031e194724183481cc334ab39324f083515.jpg' type='image/jpg' length='428585' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ใช้เทคโนโลยีสกัดนอมินี ลุยตรวจบริษัทเสี่ยง เป้าหมาย 26,013 ราย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/143909</link>
<guid isPermaLink="false">b2e4fc27c169f7493cbf5097114f24b2</guid>
<pubDate>Wed, 21 Jan 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดแผนดำเนินงานป้องกันและปราบปรามนอมินีบัญชีม้า ปี 69 นำเทคโนโลยีมาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงแบบเชิงลึก พุ่งเป้า ด้วยระบบ IBAS พร้อมลุยตรวจบัญชีและงบการเงินกลุ่มเสี่ยง 4,554 บริษัท และตรวจการถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เป้าหมาย 21,459 บริษัท จับมือพันธมิตรบัญชีช่วยสกัดกั้นตั้งแต่ก่อนจดบริษัท ออก 4 คำสั่ง 2 ประกาศ บังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.69 ที่ผ่านมา</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานป้องกันและปรามปรามนอมินีบัญชีม้า ปี 2569 ว่า กรมจะนำเทคโนโลยีมาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงแบบเชิงลึก พุ่งเป้ามากยิ่งขึ้น โดยจะตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลของกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในบัญชี HR-03 ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และการนำรายชื่อของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) มาใช้ในการจดทะเบียน เพื่อสกัดไม่ให้เข้ามาเปิดบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือใช้ในการหลอกลวงคนไทย<br />
โดยกรมได้พัฒนาระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล หรือ IBAS ที่จะนำมาใช้ในการคัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยจะคัดกรองนิติบุคคลต้องสงสัยเป็นนอมินี บัญชีม้า ตรวจจับความเชื่อมโยงของบุคคล บริษัทแบบแม่นยำ ซึ่งจะช่วยป้องกันและปราบปรามเชิงรุก ป้องกันการละเมิดกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และการใช้บัญชีม้านิติบุคคล เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย และป้องกันคนไทย พร้อมส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไปดำเนินการต่อไป<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้เดินหน้าตรวจสอบบัญชีและงบการเงินกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยจะตรวจสอบบัญชีของธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินี 2,542 ราย และตรวจสอบบัญชีและงบการเงินนิติบุคคล ที่มีชื่อคนในบัญชี HR-03 อยู่ในบริษัท ทั้งเป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ หรือหุ้นส่วน 2,012 ราย และจะตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เป้าหมาย 21,459 ราย โดยมีทั้งการลงทุนโดยตรง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การครองครองเพื่อการเกษตรกรรม และการถือครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย<br />
&ldquo;กรมจะเข้าไปตรวจสอบการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เป้าหมาย 21,459 บริษัท ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว มากสุดที่ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ส่วนเชียงใหม่ ก็มีพอสมควร โดยจะประชุมร่วมกับ 17 หน่วยงาน เพื่อกำหนดแผนว่าจะดำเนินการอย่างไร ตรวจสอบอย่างไร ซึ่งที่ยอมไม่ได้เลย ก็คือ มีการมาซื้อที่ดินแปลงใหญ่ มาพัฒนา จัดสรร และขาย อีกส่วนซื้อที่ดินมาทำการเกษตร ทำนา ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ต้องจัดการให้หมด&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
นอกจากนี้ กรมได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรด้านบัญชี 8 แห่ง เพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุนเทาและมิจฉาชีพ โดย &ldquo;ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี และไม่สนับสนุนทุนเทา&rdquo; ตัดวงจรธุรกิจสีเทา &ldquo;นอมินีบัญชีม้า&rdquo; เพราะปัจจุบันการยื่นจดทะเบียนนิติบุคคล ประชาชนและผู้ประกอบการมีการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเองประมาณ 15% อีก 85% เป็นการว่าจ้างให้ผู้จัดทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความ เป็นผู้ยื่นจดทะเบียนให้ จึงต้องร่วมมือกันในการสกัดตั้งแต่ต้นทาง<br />
ขณะเดียวกัน ได้ออก 4 คำสั่ง 2 ประกาศ ได้แก่ คำสั่งให้การจดทะเบียน หากมีกรรมการ ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วนเป็นบุคคลในบัญชีม้า ต้องมาแสดงตัว และยื่นหลักฐานการเงินย้อนหลัง 3 เดือน คำสั่งให้บุคคลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากมีชื่อมาจดทะเบียน เป็นกรรมการ ต้องมาแสดงตัว และหลักฐานการเงิน คำสั่งมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึง 50% หรือเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นคนไทยต้องแสดงหลักฐานการเงิน และคำสั่ง หากจดบริษัทมีที่ตั้งเดียวกัน ต้องแสดงหนังสือยินยอมหรือหลักฐานแสดงสิทธิ์ และ 2 ประกาศ คือ ประกาศกำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียน จะลงลายมือชื่อต่อหน้า เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สมาชิกเนติบัณฑิตยสภา (ทนายความ) และประกาศบุคคลที่จะเป็นผู้รับรองการลงลายมือชื่อต่อหน้าของกรรมการและหุ้นส่วนได้ ต้องลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านระบบก่อน ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับผลงานปี 2568 ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 46,918 ราย ใน 6 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2.ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ 3.e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า 4.โรงแรมและรีสอร์ต 5.เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6.ก่อสร้างทั่วไป ใน 42 จังหวัด ร่วมกับ 17 หน่วยงาน พบการกระทำผิด 483 ราย ได้ส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือตำรวจในท้องที่ ดำเนินการทางกฎหมายแล้ว<br />
ส่วนภารกิจเร่งด่วนในช่วง 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.2568) ได้จัดตั้งกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และแต่งตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการ อีก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านการป้องกันการจดทะเบียน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านการตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน และด้านกฎหมาย และมีการลงพื้นที่ตรวจสอบ 12 พื้นที่สำคัญในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ พบนิติบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำผิดและได้ส่งเรื่องให้ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย 11 ราย ส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินรวม 357 ราย และส่งให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวม 3,634 ราย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8826">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/JtFVVClL?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260121249f8444e559c9e7adfd6662c1194a5c084033.jpg' type='image/jpg' length='165243' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ดันเชียงรายรองแชมป์มี GI มากสุดในไทย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/143678</link>
<guid isPermaLink="false">c02c3a42a6420681e48cfcc19d5f1201</guid>
<pubDate>Tue, 20 Jan 2026 08:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ &ldquo;ส้มโอเวียงแก่น&rdquo; ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ทำให้ขยับเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เผยมี 3 สายพันธุ์ ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ มั่นใจหลังขึ้นทะเบียน จะยกระดับมูลค่าทางการตลาด สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มรายได้ให้ชุมชนมากขึ้น</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ ส้มโอเวียงแก่น ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยมั่นใจว่าจะช่วยยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้านี้ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับส้มโอเวียงแก่น ปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด&ndash;ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1.พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2&ndash;2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2.พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1&ndash;2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3.พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8&ndash;2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์<br />
ปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ &nbsp;<br />
&ldquo;หลังจากส้มโอเวียงแก่น ได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมจะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน โดยจะร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8823">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/jryotJjT?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260120cf496b75dd9c7fb6899e965d078f0924085759.jpg' type='image/jpg' length='408721' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP จับมือ HKTVmall จัด Live Commerce ขายสินค้าไทยให้ผู้บริโภคฮ่องกง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/143468</link>
<guid isPermaLink="false">72e4dde2557a447309427788d99176aa</guid>
<pubDate>Mon, 19 Jan 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ HKTVmall แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของฮ่องกง ผลักดันการจำหน่ายสินค้าไทยผ่าน Live Commerce ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อช่วยผลักดันการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดฮ่องกง ต่อเนื่องถึงตลาดจีน เผยยังจะร่วมมือโปรโมตร้าน TOPTHAI อาหารไทยด้วย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้ร่วมกับ HKTVmall แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของฮ่องกง ผลักดันการจำหน่ายสินค้าไทยผ่านรูปแบบ Live Commerce ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อสร้างประสบการณ์การชอปปิงรูปแบบ Shoppertainment ซึ่งเป็นจุดแข็งของแพลตฟอร์ม และยังได้ร่วมไลฟ์ขายสินค้าไทยให้กับผู้บริโภคชาวฮ่องกง ทำให้สินค้าจากผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดฮ่องกงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ<br />
&ldquo;ความร่วมมือกับ HKTVmall ในรูปแบบ Live Commerce ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถคว้าโอกาสทางการตลาดได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยกรมจะไม่มุ่งเพียงการเพิ่มยอดขายในระยะสั้น แต่ยังมุ่งสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสินค้าไทย เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ประเทศในระยะยาว และตั้งเป้าผลักดันให้ให้สินค้าไทยก้าวขึ้นเป็น Top of Mind ของผู้บริโภคฮ่องกง รวมทั้งจะขยายการจำหน่ายเข้าสู่ตลาดจีนด้วย&rdquo;นางสุภาพรกล่าว<br />
ทั้งนี้ การร่วมมือกับ HKTVmall มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าไทยผ่านช่องทางออนไลน์ และผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำสินค้าเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของฮ่องกงได้โดยตรงและรวดเร็ว 2.สร้างการรับรู้ในวงกว้าง เสริมสร้างภาพลักษณ์และการจดจำสินค้าไทยคุณภาพสูงในหมู่ผู้บริโภคชาวฮ่องกง และ 3.เร่งสร้างยอดขายและรายได้เข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง<br />
นางสุภาพรกล่าวว่า DITP ยังได้ร่วมมือกับ HKTVmall ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าไทย ผ่านร้าน TOPTHAI และส่งเสริมการบริโภคอาหารไทย และได้หารือกับบริษัท DCH Macau Food Supply ในเครือ Dah Chong Hong (DCH) เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการไทยรายใหม่ โดยใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมกว่า 30 มณฑลในจีน และความเชี่ยวชาญด้านระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) เพื่อรองรับการขยายตัวของสินค้าอาหารสดและสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้ใช้โอกาสนี้ มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหารไทย NAAM Thai Restaurant และร้าน Saffron เพื่อช่วยรับประกันว่าร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ เป็นร้านอาหารมาตรฐานอาหารไทยแท้ รสชาติไทย เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและดึงดูดให้มาบริโภค</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8819">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/VnG7nnl0?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260119e8c08cfb665ad3b107c496f0b5ea711d084716.jpg' type='image/jpg' length='171359' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”มอบวุฒิบัตรผู้สำเร็จหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 17 หนุนลุยเศรษฐกิจดิจิทัล-กรีน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/143230</link>
<guid isPermaLink="false">9ff004481ba0208dde15a29fdfa97d41</guid>
<pubDate>Fri, 16 Jan 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบวุฒิบัตรผู้สำเร็จหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 17 หนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล-กรีน เพื่อสร้างทางรอดให้กับประเทศ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ยันพาณิชย์เดินหน้าเรื่องนี้เต็มที่</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานพิธีมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (Top Executive Program in Commerce and Trade : TEPCoT) รุ่นที่ 17 โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และรศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม ว่า ปีนี้มีผู้สำเร็จการอบรมจำนวน 148 คน ก็ขอแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการอบรมทุกคน และขอชื่นชมแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล&ndash;กรีนที่ผู้เข้าอบรมเสนอ ซึ่งมีความทันต่อสถานการณ์โลก และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งถือเป็นทางรอด และกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสมบูรณ์<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ที่ผู้เข้าอบรมเสนอ และที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการรองรับอย่างเป็นรูปธรรมหลายด้าน อาทิ การพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัล (E-Government) และ e-Service อย่าง MOC Plus ที่จะให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง การจัดทำระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงการนำ AI มาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ป้องกันบัญชีม้าและการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยมิชอบ<br />
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาจำนวนประชากรลดลงต่อเนื่อง และก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้จำเป็นต้องเร่งเพิ่มศักยภาพแรงงานและผลิตภาพของประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรมนุษย์<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินโครงการ Up Skill ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมโยงความต้องการแรงงานกับการพัฒนาทักษะของภาคการศึกษา รองรับอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และธุรกิจสุขภาด้วย<br />
&ldquo;หากผู้บริหารกว่า 100 คนในห้องนี้ ร่วมกันผลักดันแนวคิดดิจิทัลและกรีนอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้เศรษฐกิจประเทศได้อย่างมาก ขอชื่นชมทีมงานที่จัดทำยุทธศาสตร์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะนำไปต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก&rdquo;นางศุภจี กล่าว<br />
สำหรับหลักสูตร TEPCoT เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และหอการค้าไทย เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน รวม 17 รุ่น มุ่งพัฒนาวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการค้าและการพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค โดยในรุ่นที่ 17 นี้ ได้มีการนำเสนอ &ldquo;แผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล&ndash;กรีน (Digital&ndash;Green Economy) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย พ.ศ.2569&ndash;2579&rdquo; จากตัวแทนผู้เข้าอบรมกลุ่มเรือพานิชภิเษก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการนำเสนอผลงานเชิงยุทธศาสตร์</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8811">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/bhNWZmQL?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260116b61a658c0686e07c318a6f8b87a5f38e083543.jpg' type='image/jpg' length='634481' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จัดธงฟ้า ลดค่าครองชีพ ช่วยเกษตรกร ผู้ประกอบการชายแดนขายสินค้า]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/142998</link>
<guid isPermaLink="false">3cfb53b2629afd7189a554f733c93d07</guid>
<pubDate>Thu, 15 Jan 2026 08:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในจัดงาน &ldquo;มหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ&rdquo; ระหว่างวันที่ 14-16 ม.ค.69 ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นำสินค้าจากผู้ผลิต เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวม 10 หมวด กว่า 2,000 รายการ มาจำหน่าย ลดราคาสูงสุด 60% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนชาวกรุง และช่วยผู้ประกอบการ เกษตรกร มีช่องทางขายสินค้า คาดเงินสะพัดกว่า 30 ล้านบาท</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &ldquo;มหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ&rdquo; ระหว่างวันที่ 14-16 ม.ค.2569 ที่ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคาร B ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้หลัก &ldquo;ร่วมมือ โปร่งใส ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด&rdquo; โดยมุ่งดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน ควบคู่กับการเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการค้าภายในประเทศ และการดูแลเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าและฟื้นฟูเศรษฐกิจ คาดว่าจะช่วยลดค่าครองชีพและสร้างเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 30 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการจัดงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ และผู้ประกอบการ SME รวมถึงผู้ประกอบการจากจังหวัดชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 2,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 60% อาทิ อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ซอสปรุงรส ของใช้ประจำวัน น้ำยาซักผ้า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลต์และสินค้าเกษตรในราคาพิเศษทุกวัน เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 35 บาท ข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 110 บาท และหอมแดงจากเกษตรกร กิโลกรัมละ 55 บาท พร้อมทั้งมีการจัดชุดสินค้าในราคาประหยัดจากผู้ประกอบการชายแดน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคได้จับจ่ายใช้สอยด้วย โดยกรมจะนำผู้ประกอบการกลุ่มนี้ เข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า ปกติช่วงต้นปีราคาน้ำมันพืชมักมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในบางช่วงอาจสูงถึงขวดละประมาณ 60 บาท แต่กรมได้เข้ามาบริหารจัดการตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าจำเป็น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพืชอยู่ในระดับเหมาะสม และสามารถนำมาจำหน่ายในงานธงฟ้าในราคาพิเศษเพียงขวดละ 35 บาท และยังได้เชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากเกษตรกรโดยตรง โดยเฉพาะหอมแดง ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้ที่ประกอบอาหารเอง สามารถเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาประหยัด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงต้นปี อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งในส่วนของเกษตรกรที่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม และประชาชนที่เข้าถึงสินค้าปลายทางในราคายุติธรรม โดยกรมได้บูรณาการมาตรการบริหารจัดการสินค้าหลักอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันปัญหาราคาผันผวนและดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8808">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/nF3CrJIP?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260115584d5b679409a86c6ab8628fe49dbf11084641.jpg' type='image/jpg' length='434123' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์ยอดขายกาแฟ GI ปี 68 สุดปัง 1,497 ล้าน กาแฟดอยสวนยาหลวงน่านแชมป์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/142817</link>
<guid isPermaLink="false">000e92e0ca95bea5f8186bd512213f8a</guid>
<pubDate>Wed, 14 Jan 2026 08:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดสถิติยอดขายกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปี 68 จำนวน 11 รายการ จาก 8 จังหวัด มีมูลค่าถึง 1,497 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐาน และการยอมรับของกาแฟไทยทั้งในและต่างประเทศ เผยกาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน คว้าแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่ง ตามด้วยกาแฟระนอง กาแฟเขาทะลุ กาแฟดอยช้าง กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร เตรียมลุยส่งเสริมต่อ ทั้งคุมเข้มมาตรฐาน และสร้างโอกาสทางการตลาด</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้ากาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 11 รายการ จาก 8 จังหวัด ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน กาแฟดอยมูเซอตาก กาแฟวังน้ำเขียว (นครราชสีมา) กาแฟดงมะไฟ (นครราชสีมา) กาแฟระนอง กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร และกาแฟเมืองกระบี่ พบว่า สามารถทำยอดขายในปี 2568 ได้รวมกว่า 1,497 ล้านบาท ซึ่งสถิติดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงมูลค่าและเอกลักษณ์ของกาแฟไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมาตรฐาน คุณภาพ ความเชื่อมั่น และการยอมรับของตลาดต่อกาแฟ GI ไทย ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กาแฟ GI ไทยที่ทำมูลค่าตลาดสูงสุด 5 อันดับแรก มียอดขายรวม 1,318 ล้านบาท ประกอบด้วยกาแฟ GI จาก 4 จังหวัด ได้แก่ อันดับที่ 1 กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน ครองตำแหน่งกาแฟ GI ไทยที่สร้างมูลค่าสูงสุดด้วยยอดขายกว่า 526 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 2,257 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 1.78 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 280 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟดอยสวนยาหลวงน่านเป็นกาแฟพันธุ์อะราบิกาจากแหล่งปลูกบนพื้นที่ดอยสวนยาหลวง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน พื้นที่ต้นน้ำซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000-1,500 เมตร มีอากาศเย็นตลอดปี ดินอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุ ส่งผลให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับมีกระบวนการบ่มและคั่วในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นช็อกโกแลต กลิ่นถั่ว และกลิ่นผลไม้ ให้รสชาติเข้ม กลมกล่อม และมีความเป็นสมุนไพรรสเผ็ดซ่า เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟดอยสวนยาหลวงน่านที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เป็นที่จดจำและชื่นชอบของผู้บริโภค&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อันดับที่ 2 กาแฟระนอง สร้างยอดขายกว่า 262 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 947 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 7.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟระนองเป็นกาแฟพันธุ์โรบัสตาที่มีประวัติการนำเข้าพันธุ์จากปีนังเมื่อกว่าร้อยปีก่อน และได้รับการพัฒนาและจัดระบบการผลิตอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ส่งผลให้จังหวัดระนอง เป็นแหล่งผลิตกาแฟโรบัสตาที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน และเป็นอันดับ 2 ของประเทศด้วยจุดเด่นของลักษณะดินที่อุดมสมบูรณ์และสภาพภูมิอากาศที่มีฝนตกชุกและความชื้นสูง จึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นกาแฟ ทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีรสชาติเข้มข้น นุ่มลึก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยกาแฟระนองได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ พร้อมคว้ารางวัลระดับนานาชาติมากมาย สามารถยกระดับมูลค่าสินค้า สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
อันดับที่ 3 กาแฟเขาทะลุ จากจังหวัดชุมพร สร้างยอดขายกว่า 234 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 390 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 450 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.95 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 230 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟเขาทะลุเป็นกาแฟพันธุ์โรบัสตา ปลูกในพื้นที่ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่ระดับความสูงประมาณ 200-300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุริมเชิงเขาและอินทรียวัตถุจากธรรมชาติ โดยเฉพาะมูลค้างคาวซึ่งเป็นปุ๋ยธรรมชาติสำคัญ ประกอบกับการคัดเลือกพันธุ์ การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถัน รวมถึงกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้กาแฟเขาทะลุมีรสชาติเข้ม หนักแน่น และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดทั้งในรูปแบบกาแฟคั่ว กาแฟบด และกาแฟสำเร็จรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อันดับที่ 4 กาแฟดอยช้าง จากจังหวัดเชียงราย สร้างยอดขายกว่า 160 ล้านบาท จากปริมาณการผลิต 75 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 1,600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.43 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,120 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟดอยช้างเป็นกาแฟพันธุ์อะราบิกา สายพันธุ์หลักคาทูรา คาติมอร์ และคาทุย ปลูกในพื้นที่หุบเขาดอยช้างที่ระดับความสูง 1,000-1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบควบคุมคุณภาพรอบด้าน จึงได้กาแฟสารและกาแฟคั่วบดที่มีคุณภาพสูง รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวสดชื่นเบา ๆ แฝงความหวาน และมีกลิ่นหอมโดดเด่น ได้รับการยอมรับในมาตรฐานและเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และกาแฟดอยช้าง ยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นอีกด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อันดับที่ 5 กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร สร้างยอดขายกว่า 136 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 120 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 850 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟถ้ำสิงห์ชุมพรเป็นกาแฟโรบัสตาปลูกบนที่ราบเชิงเขาหินปูนในจังหวัดชุมพรที่ระดับความสูง 85-120 เมตรจากระดับน้ำทะเล เกษตรกรจะนำผลกาแฟสดมาผ่านกระบวนการบ่มและคัดเมล็ดด้วยกรรมวิธีเฉพาะตามมาตรฐานจนได้กาแฟสาร ก่อนนำไปแปรรูปเป็นกาแฟคั่วและกาแฟคั่วบดมีรสชาติเข้ม กลมกล่อม ไม่เปรี้ยว ไม่ฝาด และมีกลิ่นหอมของผลไม้คล้ายเชอรี่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;จุดเด่นของกาแฟ GI ไทย อยู่ที่กลิ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งผลิตอย่างชัดเจน ทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วิธีการปลูก ตลอดจนภูมิปัญญาในการผลิตของเกษตรกรที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เมื่อผสานกับกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน จึงช่วยคงคุณภาพและเอกลักษณ์ของกาแฟ GI ไทยจากแหล่งผลิตต่าง ๆ และส่งต่อถึงผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน ปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงยกระดับกาแฟไทยจากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่สินค้าพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในหลายภูมิภาค นำไปสู่รายได้และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน โดยกรมจะเดินหน้ายกระดับกาแฟ GI ไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมคุณภาพสินค้า และการขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8805">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/SHhFqKxc?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260114b1a2076b50eb8dafc9632784fc1ad0d1085921.jpg' type='image/jpg' length='352652' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP จับมือ 4 สำนักงานพาณิชย์ใต้ ช่วยผู้ประกอบการส่งออก ขายออนไลน์สู่โลก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/142628</link>
<guid isPermaLink="false">c348daa9a536e2b82cdf30f661f2cf05</guid>
<pubDate>Tue, 13 Jan 2026 08:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคใต้ 4 แห่ง ราษฎร์ธานี สงขลา ตรัง และสตูล จัดกิจกรรมช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เตรียมช่วยสอนใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้าสู่ตลาดโลก ปรึกษาเริ่มต้นทำธุรกิจส่งออกหรือต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้ผนึกกำลังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในภาคใต้ จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย สุราษฎร์ธานี สงขลา ตรัง และสตูล จัดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา มีทั้งการสอนเรียนรู้การใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้าสู่ตลาดโลก และการให้บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศ แก่ผู้ประกอบการที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจส่งออกหรือต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกิจกรรมแรก ได้ดำเนินการแล้ววันที่ 12 ม.ค.2569 โดยจัดกิจกรรมการบรรยายด้านการค้าระหว่างประเทศและการทำตลาดออนไลน์ พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอปเชิงปฏิบัติการ ได้แก่ การสมัครและการใช้งาน Thaitrade.com การเตรียมความพร้อมก่อนการเจรจาการค้า เทคนิคการถ่ายภาพสินค้า และการเขียนรายละเอียดสินค้าเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ตลอดจนยกระดับการนำเสนอสินค้าและเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงคู่ค้าในต่างประเทศ ให้กับผู้ประกอบการ SME ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและใกล้เคียง ที่โรงแรมบรรจงบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเดือน ก.พ.2569 มีกำหนดจัดกิจกรรมงาน TOPTHAI ที่อำเภอเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยภายในงานจะจัดกิจกรรมแนะนำโมเดลธุรกิจออนไลน์บนแพลตฟอร์ม สร้างเครือข่ายทางธุรกิจกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับแพลตฟอร์มชั้นนำ ภายใต้ชื่อกิจกรรม &ldquo;Cross-Border e-Commerce : TOPTHAI ขายสนุกบุกตลาดโลก&rdquo;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
จากนั้นเดือน มี.ค.2569 จะจัดกิจกรรมงาน Mobile unit (1169 DITP Service Center) ให้บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจส่งออกหรือต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ บริการคำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัว ตลอดจนแนะนำช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเข้าร่วมกิจกรรม และการร่วมเป็นสมาชิกกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่จังหวัดตรัง และจังหวัดสตูล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;DITP ขอเชิญชวนผู้ประกอบการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา ตรัง สตูล และจังหวัดใกล้เคียง ในกลุ่มสินค้าและบริการที่มีศักยภาพในการส่งออก สมัครเข้าร่วมกิจกรรมที่จะจัดขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์สู่ตลาดโลก ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจส่งออก หรือต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยสามารถสอบถามผ่านสายด่วน 1169 หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดข้างต้น&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8802">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/2ksbnnyB?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026011313536591f4b91567621292050fec0ba3084237.jpg' type='image/jpg' length='125832' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ช่วยเกษตรกร ลุยมาตรการดันราคาหอมแดง เป้าดูดซับผลผลิต 7 พันตัน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/142408</link>
<guid isPermaLink="false">65678a9e74270f19f03a5176fd25ea0d</guid>
<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 08:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในลุยมาตรการดันราคาหอมแดง ทั้งผลักดันส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงเอกชนรับซื้อในราคานำตลาด และการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าผ่านตลาดข้อตกลง เป้าหมาย 7,000 ตัน ดีเดย์ลุยทันที เพื่อเพิ่มช่องทางขายให้กับเกษตรกร ดูแลผลผลิตช่วงออกสู่ตลาดมาก และดันราคาให้กับเกษตรกร</strong><br />
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์หอมแดงจังหวัดศรีสะเกษ เพราะเดือน ม.ค. ถือเป็นช่วงที่ผลผลิตหอมแดงออกสู่ตลาดมาก โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ คิดเป็นกว่า 70% ของประเทศ โดยได้กำหนดมาตรการเข้าเชื่อมโยงตลาด เพื่อรองรับผลผลิตหอมแดง และได้นำกระจายผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เบื้องต้นมีเป้าหมาย 7,000 ตัน ที่จะช่วยดึงผลผลิตออกจากแหล่งผลิต<br />
โดยมาตรการแรก การเร่งผลักดันการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย เป้าหมาย 5,000 ตัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยกำหนดมาตรการรับซื้อเป็น 3 ช่วง ได้แก่ วันที่ 7&ndash;11 ม.ค.2569 รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 11 บาท วันที่ 12&ndash;16 ม.ค.2569 รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 12 บาท และวันที่ 17&ndash;21 ม.ค.2569 รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 13 บาท เพื่อจูงใจให้เกษตรกรชะลอการเก็บเกี่ยว และเน้นการตัดหอมแดงคุณภาพหัวใหญ่ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด<br />
ถัดมาการรับซื้อและกระจายไปยังตลาดภายในประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงของผู้ประกอบการสู่ห้างค้าส่ง ค้าปลีก ทั่วประเทศในราคานำตลาดที่กิโลกรัมละ 11 บาท เป้าหมาย 500 ตัน<br />
สุดท้ายการใช้ &ldquo;ตลาดข้อตกลง&rdquo; ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการเชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ เพื่อลดแรงกดดันด้านราคาและดูดซับผลผลิตออกจากพื้นที่ตั้งแต่ต้นทาง เป้าหมายไม่น้อยกว่า 1,500 ตัน<br />
นายจิรวุฒิกล่าวว่า ล่าสุด กรมได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษ จัดเชื่อมโยงซื้อขายหอมแดงผ่านตลาดข้อตกลง โดยนำผู้ประกอบการ 9 ราย ได้แก่ Makro, Lotus&rsquo;s, Tops, GO Wholesale, Big C, The Mall, บริษัท ตะวันพืชผล จำกัด, บริษัท ยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด และบริษัท ฉั่วฮะเส็ง ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 12 กลุ่ม จาก 4 อำเภอ ได้แก่ วังหิน ยางชุมน้อย กันทรารมย์ และราษีไศล มีปริมาณซื้อขายตามสัญญาในวันนี้รวมกว่า 1,500 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจด้านตลาดและรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม<br />
นอกจากนี้ ได้เดินทางไปติดตามการรับซื้อในพื้นที่ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มช่องทางตลาดหอมแดง ที่บริษัท สยาม แอลเค อินเตอร์เนชั่นแนล อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้เริ่มรับซื้อหอมแดงคุณภาพหัวใหญ่แล้วในราคากิโลกรัมละ 11 บาท รวมทั้งได้ติดตามการกระจายผลผลิตเพื่อส่งออกและตลาดภายในประเทศ โดยผู้ประกอบการมีความพร้อมที่จะเร่งช่วยกระจายไปยังตลาดต่างๆ เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงกระจุกตัว ทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น<br />
&ldquo;กรมได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งระบบ ตั้งแต่การเชื่อมโยงตลาดข้อตกลง การเข้าไปรับซื้อเพื่อส่งออกไปยังตลาดเพื่อนบ้าน และการกระจายสินค้าไปยังตลาดทั่วประเทศ เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ราคาหอมแดงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการผลิตหอมแดงคุณภาพ โดยเฉพาะขนาดหัวและมาตรฐานสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว&rdquo; นายจิรวุฒิกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8799">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Arn7KrOm?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202601126f7b68d8bb6366c4bf52fe805d39e704083529.jpg' type='image/jpg' length='182597' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.ชี้ขัดแย้งสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา น้ำมันไม่ขึ้น แนะไทยเป็นกลาง หาทางดึงลงทุน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/142164</link>
<guid isPermaLink="false">0a62a96736d0d11af1654a3a35806e6a</guid>
<pubDate>Fri, 09 Jan 2026 08:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.ประเมินผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา มีผลต่อราคาน้ำมันโลกน้อย ราคาไม่พุ่ง แม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันสำรองมากสุดในโลก แต่ผลิตน้อย และโลกยังมีอุปทานส่วนเกินอยู่ ส่วนไทยไม่กระทบ การค้ากับเวเนซุเอลามีน้อย ส่วนระยะยาวต้องจับตาราคาพลังงานจะลดลง หากสหรัฐฯ เข้าคุมแหล่งผลิต ราคาเกษตรยางตัวอาจลดลง แนะไทยเป็นกลางในความขัดแย้ง หาช่องดึงลงทุน</strong><br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา พบว่า เบื้องต้นมีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจต่อตลาดโลกไม่รุนแรงนัก ราคาน้ำมันดิบโลกไม่ได้พุ่งสูงขึ้น แต่กลับปรับตัวลดลงเล็กน้อย เพราะแม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่ผลิตน้ำมันสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของผลผลิตทั่วโลก และตลาดโลกยังมีอุปทานส่วนเกินอยู่ ถ้าหากสหรัฐฯ สามารถเพิ่มการผลิตจากเวเนซุเอลาได้ น้ำมันจะยิ่งล้นตลาดขึ้นไปอีก<br />
ทั้งนี้ ในมิติของตลาดการเงินโลก กลับมีความเสี่ยงและผันผวนมากขึ้น โดยนักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินดอลลาร์สหรัฐและทองคำ แต่หากมองไปข้างหน้า เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณของการจัดระเบียบโลกใหม่ที่จะส่งผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ<br />
สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับไทย สนค. ประเมินว่าในระยะสั้น ไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด ทั้งในมิติการค้าและการเงิน โดยการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลามีผลกระทบทางตรงน้อยมาก เนื่องจากมูลค่าการค้าปี 2568 เพียง 55.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 0.01% ของการค้ารวม ขณะที่ฝั่งนำเข้าก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลา ส่วนด้านการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทอาจผันผวนและอ่อนค่าลงในช่วงแรก ตามทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย<br />
ส่วนผลกระทบระยะยาว ยังเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ต้องจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะด้านพลังงานและเงินเฟ้อ หากสหรัฐฯ เข้าควบคุมแหล่งน้ำมันและเพิ่มกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาได้สำเร็จ จะทำให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะกลาง-ยาว ซึ่งแม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพและเงินเฟ้อโดยรวม แต่จะส่งผลเชิงลบต่อราคาสินค้าเกษตรไทย อาทิ ยางพารา และพืชพลังงาน ที่มักแปรผันตามราคาน้ำมัน ซึ่งกดดันรายได้เกษตรกรและกำลังซื้อฐานราก และด้านค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง มูลค่าการนำเข้าของไทยจะลดลงตามไปด้วย ทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐลดลง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะยาว และส่งผลกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก<br />
ขณะที่ด้านภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก นโยบายในการจัดระเบียบโลกใหม่และการแทรกแซงประเทศอื่น ๆ ของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น การกีดกันทางเทคโนโลยี และการแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกโดยรวม รวมถึงทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัว<br />
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งและการจัดระเบียบโลกใหม่นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของไทย ในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และขั้วอำนาจตรงข้าม เช่น จีน จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิต (Relocation) ออกจากจีนมายังภูมิภาคอาเซียนเร็วขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทำให้ไทยมีโอกาสคว้าเม็ดเงินลงทุนและส่งออกสินค้าทดแทนไปยังสหรัฐฯ<br />
&ldquo;ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยไทยต้องรักษาจุดยืนความเป็นกลางเพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตรเดิมของเวเนซุเอลา (จีน รัสเซีย) ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาการค้าเชิงรุก เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตหรือต้องการลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ทั้งนี้ ภาคเอกชนเองก็ต้องเน้นความคล่องตัว บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่ขัดแย้งมากเกินไป เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ได้อย่างมั่นคง&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8793">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/yEh9ZOiR?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202601090fc054720b468665635b4de92804aaa4085558.jpg' type='image/jpg' length='398390' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์โชว์หยุดยาวปีใหม่ ยื่นจดบริษัท-ขอหนังสือรับรองผ่านออนไลน์ 7,160 คำขอ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/141975</link>
<guid isPermaLink="false">2da6266201020928697f5793b8851b57</guid>
<pubDate>Thu, 08 Jan 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโชว์ผลการใช้บริการระบบออนไลน์ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ มีประชาชนและผู้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลและขอหนังสือรับรองผ่านระบบดิจิทัลรวมกว่า 7,160 คำขอ สะท้อนการทำธุรกิจไม่มีวันหยุด และตอกย้ำบทบาทระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนภาคธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการต่อเนื่อง 5 วัน (31 ธ.ค.2568-4 ม.ค.2569) แม้ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลางและศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศจะปิดให้บริการ แต่ภาคธุรกิจยังสามารถดำเนินการด้านทะเบียนนิติบุคคลหรือข้อมูลธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องผ่านระบบออนไลน์ของกรม ซึ่งช่วยขจัดข้อจำกัดด้านวันและเวลาราชการ และรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีการเข้าใช้งานระบบออนไลน์ของกรมรวมทั้งสิ้น 7,160 คำขอ ซึ่งตอกย้ำบทบาทระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนภาคธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง<br />
โดยการใช้บริการดังกล่าว แบ่งเป็นการใช้บริการผ่าน 2 ระบบหลัก ได้แก่ 1.ระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล DBD Biz Regist มีผู้ใช้บริการยื่นคำขอรวม 828 คำขอ แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร 290 คำขอ และต่างจังหวัด 538 คำขอ ซึ่ง DBD Biz Regist เป็นระบบที่รองรับการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกวันจัดตั้งนิติบุคคลที่เป็นฤกษ์มงคล สำหรับธุรกิจได้ด้วยตนเอง เพื่อให้สอดคล้องกับความสะดวกและความต้องการของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล และระบบยังรองรับการดำเนินการทางทะเบียนแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียน และการเลิกกิจการ ช่วยลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การใช้บริการผ่านระบบดิจิทัลช่วยลดภาระต้นทุนด้านเวลา และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น<br />
2.ระบบขอหนังสือรับรองนิติบุคคลและรับรองสำเนาเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ DBD e-Service มีผู้ใช้บริการยื่นคำขอถึง 6,332 คำขอ โดยผู้ใช้บริการสามารถรับหนังสือรับรองและสำเนาเอกสารในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ DBD e-Service ที่พร้อมนำไปใช้งานได้ทันที<br />
&ldquo;จากตัวเลขการใช้บริการออนไลน์ในช่วงวันหยุดยาวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาคธุรกิจไทยยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่งแม้ในช่วงวันหยุดราชการ และมีความต้องการใช้บริการภาครัฐที่รวดเร็ว สะดวก และไม่จำกัดเวลา ซึ่งระบบให้บริการดิจิทัลของกรมได้เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้อย่างตรงจุด กรมขอยืนยันว่ายังคงมุ่งมั่นพัฒนาระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ลดขั้นตอน ลดต้นทุน และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าดำเนินกิจการได้อย่างไม่สะดุด สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8790">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/hhD3polx?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026010819fa7b1aeeeb31a3fd4cfcf6ee2efc0e084200.png' type='image/png' length='735002' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP เตรียมจัด Fan Meeting บูมซีรีส์วาย ขยายฐานแฟนคลับในต่างประเทศ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/141753</link>
<guid isPermaLink="false">7bf6677d81f2cd233b1d0356ebcdbdb7</guid>
<pubDate>Wed, 07 Jan 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมลุยจัดกิจกรรม Fan Meeting สร้างการรับรู้ซีรีส์วายไทย และขยายฐานแฟนคลับในต่างประเทศ พ่วงการโชว์วัฒนธรรม ท่องเที่ยว อาหาร ดนตรี บูม Soft Power พร้อมไฟเขียวจัด 6 กิจกรรม เพิ่มโอกาสเจาะตลาด และนำสินค้าจากซีรีส์วายขายผ่านแพตฟอร์ม thaitrade.com</strong><br />
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน สมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย และบริษัทผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์เพื่อพิจารณาแผนกิจกรรมส่งเสริมตลาดกลุ่มซีรีส์วายในต่างประเทศ ปีงบประมาณ 2569 โดยเห็นชอบให้ใช้การจัดกิจกรรม Friend of Thailand (Fan Meeting) เป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้และขยายฐานแฟนคลับในต่างประเทศ เพราะซีรีส์วายไทยยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการเติบโตในตลาดโลก<br />
สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรม จะเป็นแบบบูรณาการ ผสมผสานการแสดง วัฒนธรรม การท่องเที่ยว อาหาร และดนตรี เพื่อสร้างประสบการณ์ Soft Power ไทยอย่างแท้จริง และเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายได้สัมผัสเอกลักษณ์ความเป็นไทยในมิติต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะคอนเทนต์วาย แต่สามารถสะท้อนความหลากหลายของอุตสาหกรรมบันเทิงได้อย่างรอบด้าน<br />
นายพรวิชกล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแผนกิจกรรมส่งเสริมตลาดซีรีส์วายของไทยในต่างประเทศ ปี 2569 จำนวน 6 โครงการ โดยได้ดำเนินการไปแล้ว 1 โครงการ คือ การจัดคณะผู้แทนการค้ากลุ่มละครซีรีส์เยือนประเทศญี่ปุ่น ในงาน TIFFCOM 2025 ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. 2568 ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาการค้าในกลุ่มคอนเทนต์วายทั้งซีรีส์ชาย (Yaoi) และซีรีส์หญิง (Yuri) สร้างมูลค่าเจรจาการค้า 198 ล้านบาท ภายใน 1-5 ปี<br />
ส่วนอีก 5 โครงการจะดำเนินการในปี 2569 ได้แก่ การจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ในงาน Hong Kong Filmart 2026 ระหว่างวันที่ 17&ndash;20 มี.ค.2569 การจัดโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์ประชาสัมพันธ์และความร่วมมือทางธุรกิจอุตสาหกรรมบันเทิงและคอนเทนต์ไทย ณ นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย โครงการคณะผู้แทนการค้ากลุ่มละคร ซีรีส์ เดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศในบราซิลและเม็กซิโก และในสหราชอาณาจักรหรือสเปน การจัดคณะผู้แทนการค้าละคร ซีรีส์ และดนตรี เดินทางไปเจรจาการค้าในตลาดไต้หวัน เดือนมิ.ย. 2569 และจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดธุรกิจบริการภาพยนตร์ไทยในประเทศเวียดนาม (Thai Film Festival in Vietnam 2026) เดือนก.ค. 2569<br />
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบการจัดโครงการขายสินค้าจากซีรีส์ผ่านแพลตฟอร์ม thaitrade.com ในรูปแบบ B2C (Business to Consumer) ซึ่งเป็นนโยบายใหม่ของกรมในปีนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทหรือผู้ประกอบการไทยจำหน่ายสินค้าจากซีรีส์จนถึงมือแฟนคลับในต่างประเทศได้โดยตรง โดยจะมีการจัดหมวดหมู่ (Category) ตามประเภทของสินค้าอย่างเป็นระบบ และสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมส่งเสริมการขายกับช่วงเวลาประชาสัมพันธ์ซีรีส์หรือกิจกรรม Fan Meeting ได้อย่างเหมาะสม<br />
ปัจจุบันภาพรวมตลาด พบว่า ซีรีส์วายไทยยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ผ่านการรับชมผ่านสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มยอดนิยมทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาค เช่น YouTube, WeTV (จีน), Viu (ฮ่องกง) รวมถึงแพลตฟอร์มที่นำเสนอเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม LGBTQIA+ อย่าง GagaOOLala ของไต้หวัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขยายการเข้าถึงคอนเทนต์ ทั้งนี้ DITP จะเดินหน้าเจาะตลาดซีรีส์วายไทยเป็นรายประเทศ โดยมุ่งเป้าตลาดศักยภาพ ได้แก่ เม็กซิโก บราซิล ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสเปน เพื่อสร้างการเติบโตให้แก่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในตลาดโลกต่อไป<br />
ส่วนผลดำเนินการในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา DITP ได้ดำเนินการรวม 6 โครงการ มีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาและส่งเสริมแล้ว 99 ราย สร้างมูลค่าการเจรจาทางการค้ารวม 5,567.32 ล้านบาท และมีการจัดอบรม &ldquo;เปิดโลก Fan Meeting และ Merchandise คอนเทนต์วาย&rdquo; เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาความรู้ 150 ราย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8786">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/b3uqH9mh?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260107e74630aa602e57e9e2bcab5a510cd16c083710.jpg' type='image/jpg' length='322134' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เดินหน้ายกระดับบริการข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานรัฐ ตั้งเป้าออนไลน์ 100%]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/141594</link>
<guid isPermaLink="false">b858e09f1bad34ba7f78fab56b21d37c</guid>
<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้ายกระดับงานบริการข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานภาครัฐ เผยล่าสุดมี 179 หน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแล้ว กำลังเชิญอีก 226 หน่วยงานเข้าร่วม ส่วนการขอหนังสือรับรอง งบการเงิน บัญชีผู้ถือหุ้น มี 40 หน่วยงานใช้บริการ ตั้งเป้ายกเลิกการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลรูปแบบกระดาษ เปลี่ยนใช้ออนไลน์ 100%% เพื่อลดขั้นตอน ระยะเวลา หนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล &nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมมีแผนที่จะเดินหน้ายกระดับงานบริการเพื่อเข้าสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) อย่างต่อเนื่อง โดยขยายช่องทางและบริการข้อมูลนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์แก่หน่วยงานภาครัฐในหลากหลายมิติ ด้วยการให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลและสำเนาเอกสารในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลในรูปแบบ Web Service และการถ่ายโอนข้อมูลแบบออนไลน์ และตั้งเป้ายกเลิกการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลรูปแบบกระดาษกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การให้บริการผ่านระบบออนไลน์ 100% ช่วยลดงบประมาณ ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ สอดคล้องตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลแก่หน่วยงานรัฐเดิม จะให้บริการในรูปแบบเอกสารกระดาษ ผ่านทางไปรษณีย์ หรือการรับด้วยตนเอง สู่การให้บริการผ่านระบบออนไลน์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความน่าเชื่อถือ และรองรับตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบัน มีหน่วยงานภาครัฐได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลแทนการขอเอกสารในรูปแบบกระดาษ ในรูปแบบ Web Service ผ่านระบบ Business Data Exchange (BDEX) แล้ว 179 หน่วยงาน และกรมได้ดำเนินการเชิงรุกขยายผลการใช้งานด้วยการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐเพิ่มเติมอีก 226 หน่วยงาน ให้เข้ามาใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลผ่านระบบ BDEX เพื่อการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่สะดวก รวดเร็ว และเป็นปัจจุบัน แบบ Real-time&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐยังสามารถขอรับบริการหนังสือรับรอง รับรองสำเนาเอกสารทางทะเบียน งบการเงิน และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ DBD E-Service for Government ซึ่งมีการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ที่น่าเชื่อถือและมีผลผูกพันตามกฎหมาย โดยปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐเข้าใช้งานแล้วกว่า 40 หน่วยงาน สามารถลดการใช้กระดาษ ระยะเวลาการรอคอยในการจัดส่งเอกสารทางราชการได้อย่างมีนัยสำคัญ และในปี 2569 กรมอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบบริการถ่ายโอนข้อมูลธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Transfer) เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานภาครัฐสามารถขอรับบริการถ่ายโอนข้อมูลนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำข้อมูลดังกล่าวไปประมวลผลหรือวิเคราะห์ให้สอดคล้องกับภารกิจและความต้องการของแต่ละหน่วยงาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการพัฒนาช่องทางการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลดังกล่าว กรมมีแผนยกเลิกการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลในรูปแบบเอกสารกระดาษแก่หน่วยงานภาครัฐภายในไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ 2569 เพื่อมุ่งสู่การให้บริการออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งช่วยให้ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ลดขั้นตอน และระยะเวลาการรอคอย อีกทั้งข้อมูลที่ได้รับมีความถูกต้อง แม่นยำ และเป็นปัจจุบันแบบเรียลไทม์<br />
&ldquo;การยกเลิกการให้บริการเอกสารในรูปแบบกระดาษ ไม่ใช่เพียงการลดการใช้ทรัพยากรเท่านั้น แต่คือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการปฏิบัติราชการด้วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่โปร่งใส รวดเร็ว เป็นสากล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กรมจึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐร่วมเปลี่ยนผ่านสู่การใช้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างแท้จริง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8782">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/9NWFc1Lf?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2026010690d7c4fa709d1061e4d8aa5623e2a4df083935.jpg' type='image/jpg' length='195091' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ชวนผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ อบรมเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เพิ่มโอกาสขายสินค้า]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/141442</link>
<guid isPermaLink="false">5c665ba712bfd45c57e1b02077239102</guid>
<pubDate>Mon, 05 Jan 2026 08:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมจัดหลักสูตร The Influencer Journey : TIJ#3 ปั้นผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เผยมี 4 ขั้นตอน ตั้งแต่จัดสัมมนาให้ความรู้ ก่อนคัดเหลือ 150 รายร่วมกิจกรรม Live Marathon จากนั้นคัดเหลือ 30 รายเข้าอบรมเข้ม และปิดท้ายด้วยการส่งเข้าประกวด DBD Influencer Award ชวนผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 ก.พ.69</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมกำหนดจัดหลักสูตร The Influencer Journey : TIJ#3 ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 3 เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงการค้ายุคดิจิทัล โดยเนื้อหาจะเน้นการเสริมทักษะการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ การเล่าเรื่องผ่านแบรนด์ การทำคอนเทนต์ การสื่อสาร และการไลฟ์จำหน่ายสินค้าให้น่าสนใจ รวมถึงสร้างความเข้าใจพฤติกรรมเชิงจิตวิทยาของผู้บริโภค และสามารถเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการตลาด เพิ่มประสิทธิภาพการขาย และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยหลักสูตรนี้ แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน เริ่มจากงานสัมมนาเรื่อง ปั้นเจ้าของธุรกิจให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ มีอินฟลูเอนเซอร์ กูรู คนดังมากมายเข้าร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ คุณจูดี้ จารุกิตติ์ ศรีสวัสดิ์ คุณแต๋ง กฤษฎิ์กุล ชุมแก้ว คุณโอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ คุณนัท นิสามณี เลิศวรพงศ์ คุณซันนี่ จาวลา และคุณปุ้ย ปริวรรตน์ อรุโณทยานันท์ กำหนดจัดในวันศุกร์ที่ 27 ก.พ.2569 ณ โรงละครอักษรา King Power กรุงเทพฯ เปิดรับสมัครเพียง 600 ราย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
จากนั้นจะจัดกิจกรรม Live Marathon ระหว่างวันที่ 1-10 เม.ย.2569 โดยคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรมเหลือ 150 ราย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ลงสนามเป็นอินฟลูเอนเซอร์จริง โดยใช้ความรู้ที่ได้จากการอบรมมาพัฒนาในเชิงปฏิบัติ พร้อมมีโปรโมชันส่งเสริมการขาย&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ต่อมากรมจะคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรมเหลือ 30 ราย เข้าร่วมกิจกรรม Influencer Bootcamp ระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.2569 เพื่อพัฒนาทักษะเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและอินฟลูเอนเซอร์ที่มีประสบการณ์ทั้งขายและไลฟ์ด้วยตนเอง เช่น คุณอิน สาริน รณเกียรติ เจ้าของธุรกิจร้านขนมและคาเฟ่ Holiday Pastry (ฮอลิเดย์ เพสทรี) และ YOLK (โยล์ค) คุณซีเค เจิง เจ้าของแพลตฟอร์มสำหรับฟรีแลนซ์และผู้จ้างงานที่ใหญ่ที่สุดในไทย Fastwork คุณเฟิร์น อติภายิ์ คงคาลัย เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ ATIPA คุณปุยฝ้าย ณัฎฐพัชร์ วิภัทรเดชตระกูล เจ้าของธุรกิจน้ำพริกแบรนด์ปุยแสบปาก คุณบีม สรีดา ประสิทธิ์ดำรง เจ้าของแบรนด์อาหารเสริมความงาม Beda Beauty คุณแต๋ง กฤษฎิ์กุล ชุมแก้ว นักไลฟ์ขายสินค้าตัวท็อป เจ้าของร้านอาฟเตอร์ยำ และเจ้าของช่องละครกะเทยธรรม และกูรู อินฟลูเอนเซอร์อีกมากมาย<br />
สุดท้ายจะต่อยอดเข้าสู่การประกวด DBD Influencer Award ที่จะสร้างโปรไฟล์และความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในระดับประเทศ โดยจะได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้านระบบบริหารจัดการ ระบบขนส่ง และโซลูชันดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อช่วยต่อยอดการดำเนินธุรกิจออนไลน์อย่างรอบด้านต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าการตลาดออนไลน์ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญให้ภาคธุรกิจที่ปรับตัวได้รวดเร็ว สามารถใช้ขยายช่องทางการตลาดได้กว้างขึ้น ประกอบกับเทรนด์การใช้อินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วยขายของหรือสร้างเรื่องราวให้แบรนด์มีความน่าสนใจ จะทำให้ดึงดูดลูกค้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมจึงขอเชิญเจ้าของธุรกิจที่ต้องการสร้างตัวตนบนโลกดิจิทัล และยกระดับทักษะการขายออนไลน์ก้าวสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์มืออาชีพ สามารถสมัครเข้าร่วมหลักสูตร The Influencer Journey : TIJ#3 ได้ที่เว็บไซต์ www.dbd.go.th เลือกหัวข้อ อบรม/สัมมนา สมัครได้ตั้งแต่วันนี้-20 ก.พ.2569&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8779">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/NISn2rrx?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20260105f29312fb139ec464c96046ea58798130085943.jpg' type='image/jpg' length='330400' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์-ศุลกากร-CIB โชว์จับของปลอม 3 เดือน 8 หมื่นชิ้น เสียหาย 708 ล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/141165</link>
<guid isPermaLink="false">648a079581fd0c061a4ab22b1a55b8d3</guid>
<pubDate>Tue, 30 Dec 2025 08:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกรมศุลกากร ตำรวจ CIB ประกาศความสำเร็จการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในช่วง 3 เดือนสุดท้ายปี 68 จับกุมได้ 23 คดี ของกลาง 8 หมื่นชิ้น เสียหาย 708 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนาฬิกา รองเท้า กระเป๋า น้ำหอม เครื่องสำอาง ส่วยยอดทั้งปี จับได้ 347 คดี ของกลาง 5.74 แสนชิ้น ย้ำเดินหน้าจับต่อเนื่อง เน้นแหล่งต้นน้ำ สกัดกระจายสู่ท้องตลาด</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลสำเร็จในความร่วมมือปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและสินค้าผิดกฎหมาย ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 (1 ต.ค.-22 ธ.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 23 คดี ยึดสินค้าละเมิดได้กว่า 80,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 708 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยสินค้าที่จับกุมได้ ส่วนใหญ่ละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ ได้แก่ นาฬิกา รองเท้า กระเป๋าคละยี่ห้อ รวมถึงน้ำหอมและเครื่องสำอางต่าง ๆ ซึ่งมีการซุกซ่อนและลักลอบนำเข้ามาทางด่านศุลกากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และท่าเรือแหลมฉบัง<br />
ทั้งนี้ หากรวมการจับกุมสินค้าผิดกฎหมาย อาทิ ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) สารกำจัดวัชพืช และสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ มีมูลค่ารวมกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นมูลค่าของกลางในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากว่า 44.25% และภาพรวมในปี 2568 กรมศุลกากรมีผลการจับกุมสินค้าละเมิดได้รวมทั้งสิ้น 347 คดี ยึดของกลางได้ 574,161 ชิ้น&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมขอขอบคุณกรมศุลกากร และหน่วยงานพันธมิตร ที่ร่วมสนับสนุนภารกิจกิจด้านการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง อันเป็นส่วนสำคัญของการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการ และปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่เป็นอันตราย สะท้อนบทบาทความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนไทยที่มุ่งแก้ไขปัญหานี้อย่างเข้มงวดและจริงจัง โดยกรมจะยังคงเดินหน้าใช้มาตรการเชิงรุกปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และดึงดูดการค้าการลงทุน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางต่อไป<br />
สำหรับแนวทางการปราบปราม นอกจากการจับกุมสินค้าละเมิดที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ยังจะเน้นการจับสินค้าละเมิดที่เป็นแหล่งต้นน้ำ เช่น จุดนำเข้าสินค้า โกดังเก็บสินค้า และแหล่งกระจายสินค้า และยังจะเชื่อมโยงข้อมูลเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ระหว่างกรมและกรมศุลกากร เพื่อดำเนินการตรวจกักสินค้าที่ต้องสงสัยว่าจะละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ รวมทั้งยกระดับศักยภาพเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมทักษะความรู้ในกระบวนการสืบสวน จับกุม และสอบสวนดำเนินคดี เพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามอย่างเข้มข้นและมียุทธศาสตร์</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8768">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Q5KGTK6o?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251230d59596e5321d5668fb7c17ae825d4967085712.jpg' type='image/jpg' length='301963' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP แนะร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ เตรียมตัวขาย รับเทรนด์บริโภคอาหารนอกบ้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140814</link>
<guid isPermaLink="false">49d2da198aa73cc4ae34567c076f2205</guid>
<pubDate>Mon, 29 Dec 2025 09:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจเทรนด์การบริโภคอาหารชาวอเมริกา ปี 2026 พบนิยมออกไปบริโภคอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น แต่เน้นความคุ้มค่า ประสบการณ์ จองง่ายผ่านออนไลน์ แนะร้านอาหารไทยวางแผน ดึงชาวอเมริกันเข้ามาบริโภค</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสุปรารถนา กมลเวชช ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา ถึงผลสำรวจเทรนด์การรับประทานอาหารของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ในปี 2026 ที่พบว่า ชาวอเมริกันได้หันมารับประทานอาหารนอกบ้านเพิ่มมากขึ้น แต่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า การจองร้านผ่านออนไลน์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการร้านอาหารไทย ที่จะใช้เทรนด์นี้มาปรับใช้ในการทำธุรกิจอาหารไทยในสหรัฐฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า OpenTable ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีสำหรับร้านอาหาร และเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Booking Holdings, Inc. มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟฟอร์เนีย ให้บริการร้านอาหารกว่า 60,000 แห่งทั่วโลกในการจองโต๊ะกว่า 1.9 พันล้านที่นั่งต่อปี โดยใช้เทคโนโลยีช่วยผู้บริโภคค้นหาและจองร้านที่เหมาะสมสำหรับทุกโอกาส ได้เปิดเผยรายงานล่าสุด &ldquo;2026 Dining Trends Report&rdquo; ว่า การประเมินภาพรวมเทรนด์การรับประทานอาหาร รายงานวิเคราะห์พฤติกรรมการรับประทานอาหารของชาวอเมริกัน และแนวโน้มที่จะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมร้านอาหาร ในปี 2026&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
โดยข้อมูลระบุว่า ในปี 2025 การรับประทานอาหารนอกบ้านของชาวอเมริกัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดว่า ในปี 2026 ชาวอเมริกันจะออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านเฉลี่ย 10 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า การรับประทานอาหารนอกบ้านยังเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของชาวอเมริกัน สังคมอเมริกัน ร้านอาหารยังคงเป็นกิจกรรมสำคัญทางสังคมและประสบการณ์ร่วม ผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่าและประสบการณ์ การรับประทานอาหารนอกบ้านไม่ใช่แค่เรื่องของมื้ออาหาร แต่เป็นเรื่องของชุมชน ต้องการปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวพร้อมอาหารดี ๆ ซึ่งยังคงเป็นแก่นสำคัญของสังคมอเมริกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกัน ยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า แต่พิเศษ ให้ประสบการณ์ นิยมรับประทานอาหารในช่วง Happy Hour (ร้านเสนอโปรชัน) และต้องการความยืดหยุ่นและการเลือกร้านแบบไม่ได้วางแผน โดยผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล จะเป็นผู้ขับเคลื่อนตลาด คาดว่า จะออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน 14 ครั้งต่อเดือน สูงสุดในทุกกลุ่ม ส่วนปัจจัยที่เลือกร้านจะดูจาก Instagram และ TikTok และมีการจองร้านผ่านแพลตฟอร์ม OpenTable มากขึ้น รวมทั้งใช้ AI ช่วยค้นหาร้านอาหารมากขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;จากแนวโน้มการเติบโตของการบริโภคอาหารนอกบ้านของชาวอเมริกันในปี 2026 แม้ว่าผู้บริโภคจะมีความระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่ก็ยังออกไปบริโภค โดยจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ประสบการณ์ และความสะดวกมากขึ้น ดังนั้น ร้านอาหารไทยที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการขาย ต้องหันมาใช้ระบบออนไลน์ ระบบจองโต๊ะ และซอฟต์แวร์จัดการโต๊ะมากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและบริการลูกค้า และต้องให้ประสบการณ์พิเศษให้กับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับร้านที่มีอะไรให้มากกว่าอาหาร เช่น บรรยากาศ เมนูเทรนด์ ประสบการณ์ที่แตกต่างจากปกติ อาทิ อาหารเฮลท์ตี้ ใส่ใจสุขภาพ ความยั่งยืน รวมถึงเมนูที่เน้นวัตถุดิบธรรมชาติ และอาหารที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากร้านอาหารไทยปรับตัวตามเทรนด์ได้ ก็จะทำให้มีโอกาสขายได้มากขึ้น&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8763">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/WO3Kkw6g?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251229b91158e30c6c4184af85665717f43e1a090424.jpg' type='image/jpg' length='382404' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เดินหน้าติวเข้มผู้ประกอบการไทย รับมือหลักเกณฑ์ใหม่ส่งออกสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140460</link>
<guid isPermaLink="false">05ce430cfacf38e568f6d3c254ed9606</guid>
<pubDate>Fri, 26 Dec 2025 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าติวเข้มผู้ประกอบการ รับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ กฎเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า และการป้องกันการสวมสิทธิ์ เพื่อให้สินค้าไทยยังคงขีดความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกไปสหรัฐฯ และตลาดโลก ยันเดินหน้าจัดให้ความรู้ต่อเนื่อง กระจายทุกกลุ่มอุตสาหกรรม</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าสร้างความพร้อมในการรับมือมาตรการภาษี กฎเกณฑ์ด้านถิ่นกำเนิดสินค้า และการป้องกันการสวมสิทธิ์ ให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ได้จัดสัมมนาเชิงวิชาการ &ldquo;RVC&ndash;Transshipment : การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการกับหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ&rdquo; เป็นครั้งที่ 3 ผ่านทางออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่มอุตสาหกรรม หลังจากได้จัดรอบที่ 1 และ 2 ร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ไปแล้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการสัมมนาครั้งนี้ มีกลุ่มอุตสาหกรรมเข้าร่วมกว่า 200 ราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการส่งออก อาทิ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์ อาหารแปรรูปแช่แข็ง บรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งกรมได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการการค้าของสหรัฐฯ การเตรียมความพร้อมในการปรับตัวต่อกฎระเบียบใหม่ แนวทางการปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและขั้นตอนการขอตรวจถิ่นกำเนิดที่ถูกต้อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่า ความรู้ที่ได้รับจากการสัมมนารอบนี้ จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้ประกอบการ ส่งผลให้สามารถลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบหรือถูกปฏิเสธสิทธิประโยชน์ทางการค้า และสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่สินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ และยังช่วยยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้อง เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ให้เติบโตได้ต่อไป&rdquo;นางอารดากล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมีแผนเดินหน้าจัดสัมมนา RVC&ndash;Transshipment อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายองค์ความรู้ไปยังผู้ประกอบการในหลายภาคธุรกิจให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งช่วยผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมในการรับมือมาตรการภาษีและกฎเกณฑ์ด้านถิ่นกำเนิดสินค้า การป้องกันการสวมสิทธิ์ ที่จะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลก</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8751">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/g1e4OkG6?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202512266c0d4ad9109aaaffe5a8e4777b17ed22085212.jpg' type='image/jpg' length='161297' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DIP x สถาบันอาหาร ร่วมมือยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยด้วยนวัตกรรม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/140236</link>
<guid isPermaLink="false">157ca9f28248baf534d9495e6f89df25</guid>
<pubDate>Thu, 25 Dec 2025 08:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ลงนาม MOU กับสถาบันอาหาร ร่วมมือยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เติบโตด้วยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา โดยใช้ความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูง แข่งได้ในตลาดโลก ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมและสถาบันอาหาร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมอาหารและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการผนึกกำลังร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เติบโตบนฐานนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา โดยใช้ต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศเป็นจุดแข็ง สร้างผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมปรับมุมมองแนวคิดของภาคอุตสาหกรรม จากการผลิตเชิงปริมาณเพื่อจำหน่ายวัตถุดิบ สู่การวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างสิทธิบัตรนวัตกรรมอาหารที่มีมูลค่าสูง และผลักดันให้คนไทยเป็นเจ้าของนวัตกรรมอาหารที่ตลาดโลกต้องการ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบันและอนาคต มุ่งสู่การสร้างนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มนวัตกรรมอาหารเสริมสุขภาพ อาหารทางเลือก และอาหารจากพืช ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่ทิศทางดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองนวัตกรรม สร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน และเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถขยายตลาดและยืนหยัดในเวทีสากลได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายใต้ MOU ทั้งสองหน่วยงานจะบูรณาการการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมอาหารที่เชื่อมโยงกับทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ 2.การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลทางวิชาการ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองการบริหารจัดการ และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในธุรกิจอาหาร 3.การพัฒนาและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านการอบรม สัมมนา หรือกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา 4.การส่งเสริมการคุ้มครอง และการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร และ 5.การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิจัย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอาหารของประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สถาบันอาหารพร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการดำเนินงานภายใต้ MOU ให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยสถาบันอาหารมีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการ การวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ และมาตรฐานอาหาร พร้อมทั้งมีเครือข่ายบุคลากรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารที่มีศักยภาพจำนวนมาก ขณะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทโดยตรงในการให้ความคุ้มครองและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ทั้งสองหน่วยงานจึงสามารถบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเสริมพลังการสร้างนวัตกรรมอาหารไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ความร่วมมือดังกล่าวได้เริ่มขับเคลื่อนในทางปฏิบัติทันที ผ่านการเสริมศักยภาพนักนวัตกรรมอาหารให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง โดยระหว่างวันที่ 23-24 ธ.ค.2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทีมผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในมิติต่าง ๆ ให้แก่บุคลากรของสถาบันอาหารและผู้ประกอบการในเครือข่าย ครอบคลุมความรู้พื้นฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญา การบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ เทคนิคการสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า รวมถึงแนวทางการยกร่างคำขอและการยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ให้การสนับสนุนข้อมูลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความพร้อมในการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8745">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/RPS3mJmd?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202512250b79b83f404510c113ca380fc9e344f9083845.jpg' type='image/jpg' length='263762' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือผู้ผลิต ห้าง ลดราคาสินค้าสูงสุด 80% ช่วยคนประหยัด 5 พันล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/139937</link>
<guid isPermaLink="false">c0fc8c286d49b4477ad5e3696f492acb</guid>
<pubDate>Wed, 24 Dec 2025 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในจับมือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างโมเดิร์นเทรด แพลตฟอร์มออนไลน์ กว่า 250 ราย จัดงาน &ldquo;พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026&rdquo; ลดราคาสินค้ารวมกว่า 1 หมื่นรายการ สูงสุด 80% เริ่มที่กระทรวงพาณิชย์ 3 วัน ต่อด้วยในห้างทั่วประเทศถึง 31 ม.ค.69 คาดลดค่าครองชีพได้ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท</strong><br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเปิดงาน &ldquo;พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026&rdquo; โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า กรมได้จับมือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างโมเดิร์นเทรด แพลตฟอร์มออนไลน์ กว่า 250 ราย จัดแคมเปญลดราคาสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ<br />
โดยในการจัดงาน &ldquo;พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026&rdquo; จะมีการจัดที่กระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 23-25 ธ.ค.2568 โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ สินค้าจากผู้ประกอบการ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อโคจาก จ.บุรีรัมย์ และสินค้าจากเกษตรกร เช่น หอมแดงศรีสะเกษ ปลากะพงสามน้ำ จ.สงขลา มาจัดจำหน่ายให้กับข้าราชการและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงกระทรวงพาณิชย์ และจะจัดในห้างทั่วประเทศถึงวันที่ 31 ม.ค.2569 โดยลดราคาสินค้าสูงสุดถึง 80%&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินโครงการในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน มีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และห้างโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมมากกว่า 180 ราย รวมถึงผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ อีกกว่า 70 ราย และแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ รวมแล้วกว่า 250 ราย โดยนำสินค้ามาจำหน่ายและจัดโปรโมชันรวมกันกว่า 1 หมื่นรายการ ลดราคาสูงสุดมากกว่า 80% เพื่อร่วมกันช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
สำหรับโครงการ &ldquo;พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026&rdquo; ตั้งเป้าช่วยลดค่าครองชีพประชาชนในภาพรวมไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ส่วนการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์ช่วง 3 วัน คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท โดยขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลปีใหม่ และขอเป็นตัวแทนของกรมการค้าภายในขออวยพรทุกท่านในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ ขอให้ประชาชนเดินทางโดยสวัสดิภาพ มีความสุขกับครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดปีใหม่และในทุก ๆ วัน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8739">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/WC4WT1jT?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202512242f9d1afe164000d4efecb34da0700139084839.jpg' type='image/jpg' length='615738' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ขอนักบัญชี ร่วมมือปราบปรามนอมินี-บัญชีม้า สกัดภัยเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นทาง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/139649</link>
<guid isPermaLink="false">a75839747f22a119d7ca7785b0842e95</guid>
<pubDate>Tue, 23 Dec 2025 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เปิดงาน &ldquo;มหกรรมรวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า เสริมภูมินักบัญชีไทย รู้ทันธุรกิจผิดกฎหมาย&rdquo; ขอความร่วมมือนักบัญชี สำนักงานบัญชี และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมมือปราบนอมินีและบัญชีม้า ในฐานะเป็นต้นทางสำคัญในการสกัดกั้น ก่อนลุกลามสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &ldquo;มหกรรมรวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า เสริมภูมินักบัญชีไทย รู้ทันธุรกิจผิดกฎหมาย (Professional Skepticism of Illegal Businesses)&rdquo; ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีหน่วยกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี สำนักงานบัญชี สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน 17 หน่วยงาน เข้าร่วมงานกว่า 1,625 ราย ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะช่วยกันปกป้องประเทศจากปัญหานอมินีและบัญชีม้า เพราะสร้างความเสียหายให้กับประเทศเป็นอย่างยิ่ง และความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กระทบกับทุกคน หากเรารู้เท่าทันและร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถลดและขจัดปัญหานี้ได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ที่อยู่ในห้องนี้ทุกคน ทั้งหน่วยงานพันธมิตร สมาคมวิชาชีพบัญชี และนักบัญชีจากสำนักงานบัญชีทั่วประเทศ ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการช่วยป้องกัน ช่วยตักเตือน และช่วยลดทอนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยการมาในวันนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อรู้ แต่ต้องร่วมมือทำ เพราะนักบัญชี คือ ต้นทางที่สามารถสกัดกั้นปัญหาได้ตั้งแต่เริ่มต้น หากเข้าใจบทบาทหน้าที่และร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าจะสามารถป้องกันการใช้บัญชีม้าและนอมินีเข้ามาทำธุรกิจอย่างไม่โปร่งใส ซึ่งมีความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมได้&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการถอดบทเรียน พบว่า มิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง ทุกภาคส่วนต้องพัฒนาและรู้เท่าทัน โดยการเสริมความรู้ครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปกป้องประเทศและปกป้องธุรกิจไทย โดยเฉพาะนักบัญชี สำนักงานบัญชี จะต้องมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องธุรกิจของไทย จะต้องไม่สนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และรักษาความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีนักบัญชีกว่า 80,000 ราย และสำนักงานบัญชีกว่า 7,000 แห่ง แต่มีสำนักงานบัญชีที่อยู่ในสมาคมบัญชีคุณภาพเพียง 191 ราย จึงขอเชิญชวนสำนักงานบัญชี เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมบัญชีคุณภาพ เพื่อเสริมทักษะ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมกันปกป้องระบบธุรกิจไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับการดำเนินการเพื่อป้องกันนอมินีของกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะหน่วยงานหลัก ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างใกล้ชิด และในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ได้เตรียม &ldquo;ของขวัญปีใหม่ให้มิจฉาชีพ&rdquo; ผ่านมาตรการเข้มข้น 4 คำสั่ง และ 2 ประกาศ เพื่อปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง อาทิ การนำข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านราย และข้อมูลบัญชีม้ากว่า 90,000 รายชื่อ มาประกอบการคัดกรองการจดทะเบียนนิติบุคคล หากพบความเสี่ยงจะเชิญมาแสดงตัวตนและแสดงหลักฐานทางการเงิน รวมถึงการตรวจสอบกรณีใช้ที่อยู่ซ้ำซ้อน การจัดโครงสร้างกรรมการที่น่าสงสัย และการยืนยันตัวตนของผู้เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้ออกประกาศให้ผู้รับหน้าที่จดทะเบียนบริษัทต้องขึ้นทะเบียนแสดงตัวตน และให้ผู้รับรองการจดทะเบียนต้องเห็นตัวจริงและยืนยันตัวตนผ่านระบบ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและลดโอกาสการแอบอ้าง</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8734">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/img83tuc?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251223ff66f0cb89a567647f64ea1cf8cdb715083817.jpg' type='image/jpg' length='204364' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”แจ้งข่าวดีส่งท้ายปี อัปเกรด FTA ไทย-เปรู สรุปแล้ว เหลือเก็บตกรายละเอียด]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/139370</link>
<guid isPermaLink="false">63de4fe8e198da65e4dfc7555210422f</guid>
<pubDate>Mon, 22 Dec 2025 08:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;แจ้งข่าวดีส่งท้ายปี การเจรจาอัปเกรด FTA ไทย-เปรู สรุปผลได้แล้ว เหลือประเด็นทางเทคนิคเล็กน้อยที่ต้องคุยกัน หลังได้หารือกับเอกอัครราชทูตเปรู และรัฐมนตรีด้านการค้าต่างประเทศของเปรู เห็นตรงกันให้เร่งสรุปผลการเจรจา เผยความตกลงใหม่ ครอบคลุมการเปิดตลาดเพิ่มเติม การอำนวยความสะดวกทางการค้า มั่นใจช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยอีกเพียบ &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้รายงานความคืบหน้าของการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สาธารณรัฐเปรู โดยทั้งสองฝ่ายได้บรรลุการสรุปผลการเจรจาอย่างมีนัยสำคัญในประเด็นหลักของความตกลงแล้ว เหลือเพียงประเด็นทางเทคนิคเล็กน้อยที่อยู่ระหว่างการเร่งหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติ ซึ่งจะนำไปสู่การสรุปการเจรจาการยกระดับ FTA ไทย&ndash;เปรู ที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นข่าวดีของภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศก่อนสิ้นปี 2568&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการเจรจา FTA ไทย&ndash;เปรู เคยชะงักไปยาวนานกว่า 10 ปี ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาเร่งรัดการหารือกันอีกครั้งตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา และสามารถเดินหน้าการเจรจาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะจากการที่ตนได้หารือทวิภาคีร่วมกับเอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทยเมื่อปลายเดือน ต.ค.2568 และยังได้หารือกับรัฐมนตรีด้านการค้าต่างประเทศของเปรูที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ ในช่วงการประชุมเอเปก เมื่อต้นเดือน พ.ย.2568 เพื่อผลักดันนโยบายสรุปผล FTA ให้ได้ในปี 2568<br />
&ldquo;ในที่สุดสองฝ่ายสามารถบรรลุการสรุปผลการเจรจาอย่างมีนัยสำคัญได้ตามเป้าหมาย โดยในสาระสำคัญ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในองค์ประกอบหลักของความตกลง โดยครอบคลุมการเปิดตลาดเพิ่มเติมและความร่วมมือทางการค้าที่สำคัญ อาทิ การเปิดตลาดสินค้าและบริการ รวมถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นรากฐานของการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน เพื่อให้ความตกลงมีความทันสมัย สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลก และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า เปรูเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอเมริกาใต้ มีจุดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร การทำเหมืองแร่ และเป็นประตูเชื่อมโยงสู่ตลาดในภูมิภาคอเมริกาใต้และชายฝั่งแปซิฟิก การสรุปผลการยกระดับ FTA กับเปรูจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาด เพิ่มความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอเมริกาใต้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่วนผู้บริโภคและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ จะได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เอื้อต่อการแข่งขันและการเติบโต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยขั้นตอนต่อไป ภายหลังจากการสรุปผลอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าหารือในประเด็นทางเทคนิคที่คงค้าง และดำเนินการตรวจทานถ้อยคำทางกฎหมายเพื่อให้ความตกลงมีความชัดเจน ถูกต้อง และสอดคล้องกันในทุกภาษา โดยจะดำเนินการตามกระบวนการภายในของแต่ละประเทศต่อไป<br />
เปรูเป็นคู่ค้าอันดับที่ 60 ของไทย (เปรูเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของไทยในทวีปอเมริกาใต้ รองจากบราซิล อาร์เจนตินา ชิลี และโคลอมเบีย ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของเปรูในอาเซียน) มีมูลค่าการค้ารวม 464.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 239.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่งออกไปเปรูเป็นมูลค่า 352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ ขณะที่ไทยนำเข้าจากเปรูมูลค่า 112.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็งแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ อาทิ บลูเบอร์รี และอโวคาโด</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8729">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/bbS1nZXU?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2025122283670d1fc0211bf61b7bdc8fa827d66b082551.jpg' type='image/jpg' length='170948' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือ MasterChef 3 สายการบิน นำวัตถุดิบเกษตรทำอาหาร เสิร์ฟบนเครื่อง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/139113</link>
<guid isPermaLink="false">68d473e347afaeddb9a7c623cd17a7d6</guid>
<pubDate>Fri, 19 Dec 2025 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือ เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป ไทยแอร์เอเชีย การบินไทย และบางกอก แอร์เวย์ส ร่วมมือนำวัตถุดิบเกษตร ผลิตอาหาร ในการแข่งขันรายการ MasterChef (Thailand) และนำเสิร์ฟบินเครื่องบิน และในห้องรับรองที่สนามบิน เพื่อช่วยเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าเกษตรไทย และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน (DIT) ได้ผนึกกำลังกับภาคเอกชน คือ บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef (Thailand) และ 3 สายการบินชั้นนำ ได้แก่ สายการบินไทยแอร์เอเชีย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบางกอกแอร์เวย์ส ร่วมมือกันเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าเกษตรไทยสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการนำวัตถุดิบเกษตรคุณภาพของไทย อาทิ ปลากะพงสามน้ำ จากทะเลสาบสงขลา สับปะรดภูแล จังหวัดเชียงราย และข้าวประณีต ที่ปลูกในแหล่งผลิตต่าง ๆ ทั่วประเทศ มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยความร่วมมือนี้ กรมการค้าภายในได้ร่วมมือกับ MasterChef นำวัตถุดิบเกษตรของไทย 3 รายการข้างต้น มารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษ ในการแข่งขันซีซัน 7 และจากนั้นจะพัฒนาเป็นเมนูจำหน่ายบนเที่ยวบินของสายการบินแอร์เอเชีย ทั้งในและต่างประเทศ และนำไปให้บริการในห้องรับรองพิเศษของการบินไทย และบางกอก แอร์เวย์ส รวมถึงจะนำไปผลิตเป็นอาหารเพื่อเสิร์ฟบนเครื่องบินด้วย<br />
&ldquo;ขอขอบคุณบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef (Thailand) สายการบินไทยแอร์เอเชีย การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งในการร่วมกันขยายช่องทางตลาดสินค้าเกษตรไทย โดยความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยจากวัตถุดิบท้องถิ่นสู่สินค้าและเมนูอาหารระดับสากล พร้อมทั้งช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้รับมอบหมายจากนางศุภจีให้ประสานความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดศักยภาพ จึงได้ร่วมมือกับ MasterChef และสายการบิน 3 แห่ง เพื่อช่วยกระจายสินค้าเกษตรในกลุ่มปศุสัตว์ ประมง และผลไม้ อาทิ ปลากะพง กุ้งขาวแวนนาไม เนื้อโค ข้าวประณีต สับปะรดภูแล และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มายกระดับเป็นเมนูอาหารคุณภาพ เสิร์ฟให้กับผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ภายใต้โครงการนี้ เราสามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรขยายช่องทางการจำหน่ายออกสู่ตลาดใหม่ ๆ อย่างพันธมิตรสายการบิน ซึ่งถือเป็นตลาดศักยภาพ มีกลุ่มลูกค้าของทั้ง 3 สายการบินทั้งในและต่างประเทศ จึงอยากขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนที่ได้เดินทางกับแอร์เอเชีย การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส ท่านจะได้มีโอกาสลิ้มลองเมนูสุดพิเศษช่วยเหลือเกษตรกรไทยในครั้งนี้ โดยกรมได้นำสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ ประมง และผลไม้คุณภาพ นำเสิร์ฟถึงมือผู้บริโภค ไม่เพียงแต่อิ่มท้อง ยังได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วย&rdquo;นายวิทยากรกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมั่นใจว่า โครงการ &ldquo;Local Ingredients World Class Experiences&rdquo; จะเป็นต้นแบบความร่วมมือในการยกระดับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และกระจายรายได้สู่เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8722">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/SWvPIU0r?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202512193f4b5b3294f355ed3d92ced55e229dba084634.jpg' type='image/jpg' length='524705' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยเทคโนโลยีช่วยท่องเที่ยวสะดวกโตต่อเนื่อง จีนแชมป์ยื่นจดสิทธิบัตร]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/138911</link>
<guid isPermaLink="false">86252f20bec575fff236138a93261fb7</guid>
<pubDate>Thu, 18 Dec 2025 08:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก ตั้งแต่ปี 49-68 พบนวัตกรรมท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง จีนครองแชมป์จดสิทธิบัตรอันดับหนึ่ง ตามด้วยสหรัฐฯ และยุโรป ส่วนอินเดียน่าจับตา เผย 3 เทคโนโลยีมาแรง ชมแหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริง การท่องเที่ยวยั่งยืน และใช้ AI ยกระดับการท่องเที่ยว แนะไทยใช้จุดแข็งวัฒนธรรม Soft Power ดึงดูดคนมาเที่ยว ผ่านการใช้เทคโนโลยีช่วยขับเคลื่อน&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก ระหว่างปี 2549&ndash;2568 พบว่า ตลาดนวัตกรรมท่องเที่ยวกำลังอยู่ในระยะเติบโต และเปิดกว้างให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาร่วมในตลาดนี้ โดยมีจีน ครองอันดับ 1 ด้วยสิทธิบัตรกว่า 2,000 ฉบับ ตามด้วยสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก ส่วนประเทศที่น่าจับตามองและมีการเติบโตอย่างโดดเด่น ได้แก่ อินเดีย มีการเติบโตแรงที่สุดในโลกกว่า 292% ต่อปี โดยมีแรงหนุนจากสตาร์ตอัปแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ การใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทาง และนโยบายความยั่งยืน ขณะที่ไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มาแรง แม้จะมีจำนวนสิทธิบัตรไม่มาก แต่มีการเติบโตสูงกว่า 145% ต่อปี โดยมีจุดแข็งอยู่ที่เทคโนโลยีการบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกในรายละเอียด พบว่า แนวโน้มเทคโนโลยีกลุ่มย่อยที่ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยว มี 3 เทคโนโลยี ได้แก่ 1.เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Virtual Reality in Tourism) ถูกใช้เพื่อสร้างประสบการณ์เสมือนจริงของแหล่งท่องเที่ยว ผ่านภาพ เสียง และบรรยากาศที่จำลองขึ้นก่อนนักท่องเที่ยวจะออกเดินทางจริง &nbsp;โดยเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลังในการดึงดูดความสนใจ เทคโนโลยี VR เคยพัฒนาจนถึงจุดชะลอตัว แต่ในช่วง 5 ปีหลังกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งจากกระแส Metaverse Economy โดยผู้เล่นในสนามนี้มีหลากหลาย ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น LG Electronics (110 ฉบับ) บริษัทเกม LNw Gaming (138 ฉบับ) ไปจนถึงนักประดิษฐ์อิสระ รวมมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 400 ฉบับต่อปี สะท้อนว่า VR ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังไม่มีเจ้าตลาดที่ผูกขาดเบ็ดเสร็จ และยังมีโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับผู้เล่นรายใหม่ที่มีศักยภาพ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (Sustainable Tourism Technology) เป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น ระบบโรงแรมอัจฉริยะ (Smart Hotels) ที่ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเดินทางด้วยยานพาหนะประหยัดพลังงานหรือไฟฟ้า (Green Transport) แพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ การใช้ข้อมูลจัดการและติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับอุตสาหกรรม (Data Systems) เป็นต้น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับและถูกนำไปใช้ในวงกว้างจากกระแสรักษ์โลกในช่วงหลายปีหลัง ทำให้มีผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรดังกล่าวจำนวนมาก เป็นสัญญาณว่าตลาดนี้ เริ่มเข้าสู่ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง สำหรับผู้ถือสิทธิบัตรชั้นนำเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยี ได้แก่ Silverbrook Research Pty Ltd (445 ฉบับ) ในบทบาทของผู้พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกที่เน้นงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ Digimarc Corp (361 ฉบับ) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการจดจำข้อมูล และ American Vehicular Sciences LLC (250 ฉบับ) ผู้พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ เชื่อมโยงกับ Smart Transport &amp; Carbon Tracking ในภาคการท่องเที่ยว โดยรวมมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 600 ฉบับต่อปี&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
3.เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Artificial Intelligence in Tourism) AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวได้จริง โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อแนะนำแผนการเดินทาง ที่พัก กิจกรรมที่ตรงใจ และระบบนำเที่ยว พร้อมทั้งสนับสนุนการบริการผ่าน chatbot หรือผู้ช่วยเสมือนจริงที่สามารถโต้ตอบข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ เทคโนโลยี AI ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยู่ในระยะเติบโตอย่างเต็มตัว จำนวนคำขอสิทธิบัตรจากไม่ถึง 1,000 ฉบับในปี 2559 พุ่งไปเกือบ 3,000 ฉบับในปี 2565 และผู้ที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรไม่ใช่เพียงแต่บริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีความหลากหลายจำนวนมาก ทั้งสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการขนาดกลางที่เข้ามาสู่ตลาดนี้ ส่งผลให้เทคโนโลยี AI ในการท่องเที่ยวกลายเป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีพลวัตรสูงที่สุด และพร้อมจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในระยะยาว สำหรับผู้ถือสิทธิบัตรชั้นนำ ได้แก่ Silverbrook Research Pty Ltd (694 ฉบับ) และ Toyota Jidosha kk (504 ฉบับ) โดยรวมมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 2,700 ฉบับต่อปี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า จากบทวิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรด้านการท่องเที่ยว ชี้ให้เห็นว่าอนาคตของ Smart Tourism ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จะถูกขับเคลื่อนโดยประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ส่วนไทยก็มีโอกาส โดยควรเร่งสร้างสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น Microsoft IBM Toyota ซึ่งมีสำนักงานในไทย ให้ร่วมทำ R&amp;D และถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ<br />
ทั้งนี้ หากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสามารถเดินหน้าด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่กับการใช้จุดแข็งของทรัพยากรท้องถิ่น วัฒนธรรม ชุมชน และ Soft Power เช่น อาหาร มวยไทย เป็นต้น มาผสานเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พร้อมยกระดับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยที่ไม่ซ้ำใครและยากที่ประเทศอื่นจะลอกเลียนแบบได้ เปิดโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวของอาเซียน และผลักดันให้ไทยกลายเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดการท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรมระดับโลกได้ในอนาคต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสถิติคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในไทย ในช่วง 5 ปีล่าสุด (2563-2568) มีการยื่นคำขอสิทธิบัตร 423 คำขอ (ต่างชาติ 386 คำขอ และไทย 37 คำขอ) และคำขออนุสิทธิบัตร 63 คำขอ (ต่างชาติ 3 คำขอ และไทย 60 คำขอ) ด้านสถิติการจดทะเบียน มีการจดทะเบียนสิทธิบัตร 14 ฉบับ (เป็นของต่างชาติทั้งหมด) และจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร 32 ฉบับ (ต่างชาติ 2 ฉบับ และไทย 30 ฉบับ) ผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตรสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท คูแปง คอร์ป (34 คำขอ) บริษัท ฮิตาชิ แอลทีดี (33 คำขอ) และบริษัทโตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา (31 คำขอ) โดยนวัตกรรมที่น่าสนใจ อาทิ ระบบจัดการการจองที่พักของโรงแรม ระบบชำระเงินแบบเบ็ดเสร็จ กระบวนการบริหารจัดการธุรกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลของบล็อกเชน ระบบระบุตัวตนชื่อนามสกุลภาษาไทยและภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติด้วยเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ เป็นต้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8719">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/jfI66OsB?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202512180e62cdb10348b21eb8d244e1683107ba083258.jpg' type='image/jpg' length='130927' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​โค้งสุดท้าย! กรมพัฒน์ชวนร้านค้าคนละครึ่ง พลัส รีบสมัครเรียน รับ 2 พันจากรัฐบาล]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/138681</link>
<guid isPermaLink="false">c875e0c120f3c03968a5a17401fb9064</guid>
<pubDate>Wed, 17 Dec 2025 08:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชวนร้านค้าถุงเงินในโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; ที่ยังไม่ได้เข้าพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) และเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สมัครเข้าเรียนด่วน เผยเหลือเวลาอีกแค่ 4 วันเท่านั้น เพื่อรับโบนัสสุดคุ้มค่า 2 ต่อจากรัฐบาล เงินสนับสนุนพิเศษ 2,000 บาท และความรู้ที่จะนำไปใช้ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) และเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย โดยเหลือเวลาในการเข้าร่วมเรียนผ่านระบบออนไลน์อีกเพียง 4 วันเท่านั้น (หมดเขต 19 ธ.ค.2568) กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้าที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน หรือลงทะเบียนแล้ว แต่ยังเรียนไม่ครบตามเงื่อนไข ให้เร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสรับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่า 2 ต่อจากรัฐบาล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยต่อที่ 1 รับสิทธิ์โบนัสสูงสุด 2,000 บาท โดยผู้ที่เรียนจบและผ่านเกณฑ์ จะได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 20% ของยอดขาย (สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท) และ ต่อที่ 2 เติมความรู้ฟรี พลิกธุรกิจให้โต เรียนรู้วิชาการทำธุรกิจยุคใหม่ผ่านระบบ DBD Academy ที่เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา เรื่องนี้เป็นวัตถุประสงค์สำคัญที่จะให้ผู้ประกอบการได้ Upskill&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;โครงการ Upskill / Reskill ได้รับกระแสตอบรับดี โดยมีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมพัฒนาทักษะในโครงการรวมทุกช่องทางแล้วจำนวน 93,881 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ธ.ค.2568) จากสิทธิ์ทั้งหมด 400,000 สิทธิ์ ซึ่งยังมีที่ว่างสำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้เข้าร่วมพัฒนาทักษะ กรมขอเชิญชวนให้รีบตัดสินใจสมัครและเข้าเรียนในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ เพื่อรับเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 2,000 บาท&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนแพลตฟอร์ม DBD Academy ของกรม พบว่า มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าอบรมแล้วกว่า 31,969 ราย และมีผู้ที่เรียนจบผ่านเงื่อนไขพร้อมรับสิทธิ์แล้วจำนวน 19,465 ราย โดยเสียงสะท้อนจากผู้ที่เข้ามาเรียนจริง ต่างบอกต่อปากต่อปากว่า &ldquo;หลักสูตรดีมาก มีประโยชน์ และนำไปปรับใช้กับร้านค้าได้จริง&rdquo; ทำให้หลายท่านไม่ได้เรียนแค่วิชาเดียวตามเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่เลือกเรียนวิชาอื่น ๆ เพื่อเพิ่มเติมองค์ความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ และยังชักชวนเพื่อนร้านค้าด้วยกันให้สมัครเรียนเพิ่มเติมอีกด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับวิชาที่ได้คัดสรรมา เป็นหลักสูตรคุณภาพที่ตอบโจทย์ร้านค้ายุคใหม่ ประกอบด้วย 1.การเริ่มต้นธุรกิจสำหรับ SME มือใหม่ 2.AI เปลี่ยนเกมธุรกิจ พลิก SME ไทยให้เติบโต 3.เส้นทางสู่ความสำเร็จธุรกิจร้านอาหาร 4.การตลาดด้าน e-Commerce และ 5.การตลาดยุคดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการร้านค้าและสินค้า การตลาดดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยธุรกิจ ที่สามารถนำไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะเทคโนโลยีได้จริง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร้านค้าที่ลงทะเบียนแอปถุงเงินในโครงการคนละครึ่งพลัส ที่สนใจเรียน ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ dbdacademy.dbd.go.th และเลือกเรียนอย่างน้อย 1 วิชา (ทำแบบทดสอบก่อน-หลังเรียน) ให้จบภายในวันที่ 19 ธ.ค.2568 เท่านั้น โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ได้รับสิทธิ์ในวันที่ 23 ธ.ค.2568 ผ่านข้อความบนแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; &nbsp;และข้อความสั้น (SMS) โดยจะโอนเงินสนับสนุนให้แก่ร้านค้าผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ผูกกับแอปพลิเคชันถุงเงิน ในวันที่ 25 ธ.ค.2568 ทันนำไปใช้จ่ายหรือท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8713">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/JIE2uycc?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251217fe8adc59a7a00a1ad264aa4629e95008083137.jpg' type='image/jpg' length='352155' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์จับมือ Nexgen มอบสิทธิพิเศษฟรี 3 ต่อ ให้ผู้ประกอบการเปิดร้านค้าออนไลน์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/138437</link>
<guid isPermaLink="false">3ccf6607d7d3b902e304d84d2a626024</guid>
<pubDate>Tue, 16 Dec 2025 08:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือแพลตฟอร์ม Nexgen มอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ &ldquo;ฟรี 3 ต่อ&rdquo; ให้กับผู้ประกอบการ SME และสตาร์ตอัป ที่สนใจเปิดร้านค้าออนไลน์ใหม่ เผยฟรี GP 3 เดือน ฟรีคูปองส่วนลด และฟรีการใช้งานระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt เพื่อช่วยลดต้นทุน และเพิ่มแรงจูงใจในการทำธุรกิจผ่านดิจิทัล</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Nexgen มอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ &ldquo;ฟรี 3 ต่อ&rdquo; ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ตอัป และผู้สนใจเริ่มต้นอาชีพออนไลน์ เข้าร่วมเปิดร้านบนแพลตฟอร์ม Nexgen เพื่อใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษ และก้าวสู่การค้าออนไลน์อย่างมืออาชีพในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยสามารถสมัครเปิดร้านค้าใหม่เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทั้งสามต่อแบบไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ผ่าน www.dbd.go.th และ dbdregistered.dbd.go.th&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการเปิดร้านค้าใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม Nexgen คือ 1.ฟรี GP ระยะเวลา 3 เดือน ลดต้นทุนทันที ร้านค้าไม่ต้องแบกรับค่าธรรมเนียม ทำให้ได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย พร้อมเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดออนไลน์ 2.ฟรีคูปองส่วนลดสนับสนุนจาก DBD กระตุ้นยอดขายตั้งแต่วันแรก ช่วยดึงดูดลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น เพิ่มโอกาสปิดการขายมากกว่าเดิม 3.ฟรีการใช้งานระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt จำนวน 200 transaction ใช้งานได้ทันทีภายในแพลตฟอร์ม ช่วยผู้ประกอบการจัดการเอกสารภาษีได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย สอดคล้องกับมาตรฐานภาครัฐแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือที่เกิดขึ้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการเริ่มขายได้ง่ายขึ้น มีกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย และสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ด้วยคูปองส่วนลดที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคที่มองหาโปรโมชัน ความสะดวก และความคุ้มค่าเป็นหลัก และยังมีระบบการบริหารจัดการหลังบ้านที่ได้มาตรฐาน เช่น e-Tax Invoice ซึ่งการมีระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้ร้านค้ามีระบบหลังบ้านครบถ้วน สร้างความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน และสร้างฐานทางระบบบัญชีที่มีประสิทธิภาพ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการผลักดันการค้าดิจิทัล (Digital Commerce) และสนับสนุนระบบนิเวศทางธุรกิจออนไลน์ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ ตลอดจนเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งกรมมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการยกระดับธุรกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย และ SME สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเข้าสู่ตลาดออนไลน์ จะทำให้ธุรกิจก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
Nexgen คือ แพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสสัญชาติไทยที่ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในหลาย ๆ ด้าน อาทิ รองรับการให้บริการธุรกิจแบบ B2B2C ส่งเสริมให้ร้านค้าเข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้า GP ต่ำเพียง 1% ฟังก์ชัน Affiliate รองรับการตลาดยุคใหม่ ร้านค้าเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มีแหล่งความรู้เพื่อช่วยพัฒนาธุรกิจ SME โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมการใช้นวัตกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร 0 2547 5959 สายด่วน 1570</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8710">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/nwaNENT9?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251216d93bdbfcdc3975c3bf8646de4b1f7036083054.jpg' type='image/jpg' length='275123' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ชี้เป้าขายเครื่องดื่มสมุนไพร ผลไม้ไทย ตลาดแคนาดา รับเทรนด์รักสุขภาพมาแรง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/138180</link>
<guid isPermaLink="false">6abd1eb6ff385a029e146f897a6d831d</guid>
<pubDate>Mon, 15 Dec 2025 08:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดเครื่องดื่มแคนาดา พบสินค้าเพื่อสุขภาพ เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมมาแรง แนะผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทย วางแผนส่งสินค้าไปขาย เผยเครื่องดื่มสมุนไพร ผลไม้ ทั้งขิง ขมิ้น กระเจี๊ยบ มะขาม มะพร้าว มีโอกาสทำตลาดสูง</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.วิวรรณ ศรีรับสุข ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโทรอนโต แคนาดา ถึงแนวโน้มสำคัญของตลาดเครื่องดื่มแคนาดา โดยเฉพาะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโอกาสในการส่งออกสินค้าเครื่องดื่มของไทยเข้าไปจำหน่าย เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันผู้บริโภคแคนาดาไม่เพียงต้องการเครื่องดื่มที่ช่วยดับกระหาย แต่ต้องการสิ่งที่ช่วยเสริมพลังและสมดุลชีวิต เช่น เครื่องดื่มที่มีวิตามิน โปรตีน สารต้านอนุมูลอิสระ หรือช่วยบำรุงสมองและระบบขับถ่าย และยังต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ไร้น้ำตาลและแคลอรีต่ำการลดเลิกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;<br />
ทั้งนี้ มีข้อมูลจาก Ipsos FIVE ซึ่งเป็นโปรแกรมบันทึกการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มติดต่อกัน 5 วัน ระบุว่า คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z และมิลเลนเนียล คือ กลุ่มที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้ ขณะที่ผู้บริโภควัยสูงอายุมักเน้นเครื่องดื่มที่ช่วยควบคุมน้ำหนักหรือเสริมภูมิคุ้มกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากการที่ผู้บริโภคแคนาดาให้ความสำคัญอย่างมากกับแหล่งที่มาของสินค้าและความยั่งยืน โดยมีงานวิจัยจาก Mintel ระบุว่า ร้อยละ 78 ของผู้บริโภคพิจารณาว่าสินค้านั้นผลิตในแคนาดาหรือไม่ ก่อนซื้อ และเทรนด์นี้มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับสินค้าท้องถิ่น แต่ก็เปิดรับผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ หากสินค้านั้นมีเรื่องราวที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก การผลิตอย่างรับผิดชอบ หรือบรรจุภัณฑ์ที่แบรนด์ต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในแคนาดามักเน้นการเล่าเรื่อง (storytelling) ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อสร้างความรู้สึกจริงใจและแตกต่างจากคู่แข่งในประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;จากจากแนวโน้มทั้งหมดนี้ ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูงในการเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มแคนาดา เนื่องจากไทยมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบธรรมชาติและนวัตกรรมเครื่องดื่มสุขภาพที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ มีวัตถุดิบสมุนไพรและผลไม้ไทย เครื่องดื่มจากขิง ขมิ้น กระเจี๊ยบ มะขาม หรือมะพร้าว เป็นสินค้าที่สามารถพัฒนาเป็นเครื่องดื่มฟังก์ชันได้ดี ทั้งยังมีภาพลักษณ์ธรรมชาติจากเอเชีย ซึ่งเป็นจุดขายที่โดดเด่น สูตรไร้น้ำตาลและพลังงานต่ำ ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำตาลมะพร้าวหรือหญ้าหวานในการผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อตอบรับตลาดที่ลดการบริโภคน้ำตาล เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์พรีเมียม ผลไม้เมืองร้อนและสมุนไพรไทยสามารถต่อยอดเป็น mocktail หรือเครื่องดื่ม sparkling แบบสุขภาพ ที่สอดคล้องกับแนวคิดดื่มอย่างมีสติ โดยผู้ประกอบการควรสื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งวัตถุดิบการผลิตอย่างยั่งยืน และการสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่จริงใจและเชื่อถือได้ในสายตาผู้บริโภคแคนาดา และหากสามารถผสมผสานคุณค่าของสุขภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เครื่องดื่มจากประเทศไทยจะสามารถเจาะเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มแคนาดาได้ไม่ยาก และอาจกลายเป็นอีกหนึ่ง สินค้าดาวรุ่งในตลาดสุขภาพระดับโลกในอนาคต&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8706">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Yo2Mk70Q?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202512151e169f640cbd61ae22cfa911a0ba0023084211.jpg' type='image/jpg' length='227952' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” ดึง Meta เสริมแกร่ง SME ไทย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เข้าสู่ตลาดออนไลน์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/137950</link>
<guid isPermaLink="false">38fa2f0a82f5b6ffd91f70dcf9faef36</guid>
<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 08:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ดึง Meta ช่วยเสริมแกร่ง SME ไทย เข้าสู่ Smart Commerce ปฏิวัติการค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการใช้ AI และการตลาดออนไลน์ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาด เจาะตลาด เข้าถึงผู้บริโภค และเพิ่มรายได้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน AI Awakening : A New Era for Thailand&rsquo;s Digital Economy ร่วมกับบริษัท เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด ว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ Meta โดยได้รับเกียรติจาก Ms.Beth Ann Lim ผู้บริหารระดับภูมิภาคของ Meta (Director, APAC Public Policy Strategy) ร่วมถ่ายทอดแนวทางการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มศักยภาพ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการ SME เป็นกำลังสำคัญของประเทศ คิดเป็นกว่า 35% ของจีดีพี และประมาณ 12% ของมูลค่าส่งออกของไทย เราสามารถทำได้มากกว่านี้ หากผู้ประกอบการเข้าถึงเครื่องมือ เทคโนโลยี และมีทักษะการตลาดที่เหมาะสม รู้ว่าจะหาตลาดตรงไหน จะบริหารธุรกิจอย่างไรให้ยอดขายเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน กระทรวงพาณิชย์ จึงได้เดินหน้าเสริมแกร่ง SME ให้ยืนได้อย่างแข็งแรง ทำให้มีส่วนช่วยเศรษฐกิจไทยมากกว่าเดิม ไม่ยึดติดรูปแบบเดิม ๆ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การตลาดยุคใหม่ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น หากไม่มีเทคโนโลยี การปรับตัวในวันนี้จะยากมาก โดยกระทรวงพาณิชย์ไม่เพียงจัดเวิร์กช็อป สร้างองค์ความรู้ แต่ยังเชื่อมโยงเครือข่ายสนับสนุนรอบด้าน เช่น SME D Bank เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งทุน ความร่วมมือกับ depa เปิดให้ทดลองใช้แพลตฟอร์มนวัตกรรมฟรี เช่น ระบบบัญชีนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นประโยชน์จริง และการสนับสนุนจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือใกล้ชิด&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับความร่วมมือกับ Meta จะช่วยขับเคลื่อนแนวคิด Smart Commerce ซึ่งไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของระบบการค้าไทย ที่จะเชื่อมนวัตกรรม การรวมกลุ่มธุรกิจ และการขยายตลาดไทยสู่ระดับสากล พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้ SME และ Micro SME เข้าถึงตลาดออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกิจกรรมภายในงาน ผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ได้รับการพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างเข้มข้น ทั้งเวิร์กชอปและการอัปเดตเทรนด์ AI โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ อาทิ การบรรยาย &ldquo;Creative Reels on Your Radar&rdquo; จากทีม Facebook ประเทศไทย เวิร์กชอป &ldquo;Meta AI &amp; Ads Solutions for SME Growth&rdquo; โดยคุณมัณฑิตา จินดา ผู้ก่อตั้ง Digital Tips Academy การเสวนา &ldquo;Decode AI Thailand : ปลดล็อกข้อจำกัด สู่โอกาสเศรษฐกิจดิจิทัล&rdquo; จาก Startup ด้านเทคโนโลยี การออกบูทสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตรด้าน e-Commerce รวมทั้ง depa, SME D Bank, Meta, Digital Tips, สมาคม AI (AIAT) และ Botnoi</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8694">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/RBGYqLUG?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251212505182782b44c981ab3f1881f190a5d8085216.jpg' type='image/jpg' length='296764' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำ 4 สินค้า GI ชื่อดัง ขายช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/137645</link>
<guid isPermaLink="false">31b0cafe1732e8e8b6971a81c2fb7c0e</guid>
<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญานำสินค้า GI จำนวน 4 รายการ มะพร้าวบ้านแพ้ว ปลาทูแม่กลอง ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม และขนมหม้อแกงเมืองเพชร เข้าร่วมโชว์ศักยภาพในงาน &ldquo;ชิม ช้อป เชียร์ by MOC&rdquo; ระหว่างการจัดการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เพื่อสร้างการรับรู้ โปรโมตสินค้า GI ไทยให้เป็นที่รู้จัก และช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ผลิต ชวนแฟน ๆ กีฬา ประชาชนทั่วไป รวมชม ชิม ชอป</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME และขยายโอกาสการตลาดสู่ระดับสากล จึงได้ใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จัดงาน &ldquo;ชิม ช้อป เชียร์ by MOC&rdquo; แบบติดขอบสนาม โดยได้นำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นต่าง ๆ ให้เหล่ากองเชียร์ นักท่องเที่ยว นักกีฬา ทีมงาน และสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ได้สัมผัสคุณภาพสินค้าไทยและเลือกซื้อกันได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น ตั้งแต่วันที่ 9&ndash;20 ธ.ค.2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของกรมได้มอบหมายให้นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมจำหน่ายในงาน &ldquo;ชิม ช้อป เชียร์ by MOC&rdquo; โดยได้เปิดงานโซนดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 มี ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ร่วมด้วยนักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง &ldquo;รัศมีแข&rdquo; นำเยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าของกระทรวงพาณิชย์และไลฟ์สดบรรยากาศภายในงาน ช่วยสร้างสีสันและความคึกคักให้กับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี โดยมีแฟนๆ และผู้เกี่ยวข้องในแวดวงกีฬา ทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะมาชิมและช้อปของดีของไทยเป็นจำนวนมาก นับเป็นโอกาสอันดีในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านผลิตภัณฑ์ GI ซึ่งเป็นสินค้าที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ส่งตรงจากแหล่งผลิตมาร่วมจำหน่ายในงานนี้โดยเฉพาะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ​สินค้า GI ที่ร่วมในงานจำนวน 4 รายการ ประกอบด้วย มะพร้าวบ้านแพ้ว จากสมุทรสาคร เนื้อมะพร้าวเหนียวนุ่ม น้ำมะพร้าวรสหวานชื่นใจ กลิ่นหอมคล้ายใบเตย เป็นผลผลิตจากพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน ปลาทูแม่กลอง ของดีสมุทรสงคราม กับลักษณะโดดเด่น หน้างอคอหัก เนื้อแน่น หอม และมีมันมากเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ผลค่อนข้างใหญ่ เนื้อฉ่ำละเอียด รสชาติหวานอมเปรี้ยว ปลูกบนพื้นที่สวนริมน้ำที่มีดินตะกอนทะเลอุดมสมบูรณ์ และขนมหม้อแกงเมืองเพชร ขนมไทยสูตรดั้งเดิมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นจังหวัดเพชรบุรี ใช้น้ำตาลโตนดเมืองเพชรเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้ขนมหม้อแกงมีรสชาติหวานกลมกล่อม เนื้อเนียนหอมมันเป็นเอกลักษณ์ อร่อยไม่แพ้ขนมพุดดิ้งของต่างประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การสนับสนุนสินค้า GI ไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรในท้องถิ่น แต่ยังเป็นการต่อยอดมูลค่าผลผลิตไทยและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง โดยการใช้เวทีซีเกมส์ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสในถ่ายทอดอัตลักษณ์ของสินค้า GI ให้ทั้งชาวไทยและต่างชาติได้รู้จักมากยิ่งขึ้น และยังจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ กรมขอเชิญแฟนกีฬาผู้ชมซีเกมส์และผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง แวะมา ชิม ช้อป เชียร์ และสนับสนุนสินค้า GI รวมทั้งของกิน ของใช้ และของที่ระลึกของไทยอีกหลากหลายประเภท ได้ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อร่วมชมการแข่งขันกีฬา และร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นไทยไปพร้อมกัน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8685">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/w7sONWj8?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202512113d8746aa848c9deed9224459f861324e090659.jpg' type='image/jpg' length='370032' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”โชว์ผลงานลุย Quick Big Win 2 เดือน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 35,510 ล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/137363</link>
<guid isPermaLink="false">29688d11f16c39a02fcf917dcd3ca507</guid>
<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; โชว์ผลการทำงาน 2 เดือน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 35,510 ล้านบาท ผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกร ส่งเสริม SME ดูแลเศรษฐกิจชายแดน การรับมือภาษีสหรัฐฯ บุกเจาะตลาดใหม่ เตรียมลุยต่อช่วง 2 เดือนที่เหลือตามอายุของรัฐบาล คาดเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอีก 91,956 ล้านบาท พร้อมคาดการณ์ส่งออก ปี 69 ตั้งแต่ติดลบไปจนถึงบวก 1.1%</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการขับเคลื่อนงานกระทรวงพาณิชย์ในช่วง 2 เดือน ที่เข้ามารับตำแหน่ง (ต.ค.-พ.ย.) ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ว่า ตั้งแต่เข้ามาทำงาน ได้กำหนดนโยบายสำคัญ 7 นโยบายที่ใช้ขับเคลื่อนงานกระทรวงพาณิชย์ และถึงขณะนี้ มีความคืบหน้าทุกนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลผู้ประกอบการ SME การดูแลเศรษฐกิจชายแดน การรับมือภาษีสหรัฐฯ การเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ รวมถึงการพัฒนางานบริการ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้เพิ่มขึ้น 35,510 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.18% ของจีดีพี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลงานสำคัญตาม 7 นโยบาย ได้แก่ 1.การดูแลค่าครองชีพ ได้ผลักดันโครงการสุขกาย สบายกระเป๋า เปิดให้ซื้อยานอกโรงพยาบาล มีโรงพยาบาลเข้าร่วมกว่า 300 แห่ง ร้านขายยา 3,590 ร้าน ลดค่าครองชีพ 2 เดือน 5,400 ล้านบาท และใน 1 ปี ตั้งเป้า 33,500 ล้านบาท จัดงานธงฟ้า 102 ครั้ง ลดค่าครองชีพ 750 ล้านบาท เปิดตัวข้าวถุงโอชาจำหน่ายที่การเคหะทั่วประเทศ และร่วมมือกับห้างท้องถิ่น 101 แห่ง 800 สาขา ลดราคาสินค้า สร้างมูลค่าการค้า 376 ล้านบาท &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ได้ผลักดันโครงการธงเขียวจำหน่ายปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตรราคาถูก 10 จังหวัด ลดต้นทุน 21 ล้านบาท ดำเนินการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ทำให้ราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมไปถึงดูแลมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยังได้ผลักดันขายข้าวจีทูจีให้กับจีน 5 แสนตัน คาดว่าจะเซ็นสัญญา 1 แสนตันแรก ในเดือนธ.ค.นี้ และเริ่มส่งมอบหลังจากนั้น ลงนาม MOU ขายข้าวสิงคโปร์ 1 แสนตัน ดูแลผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง เพื่อรักษาตลาดข้าว 1.6 แสนตัน มีการขายมันสำปะหลังให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 100 ล้านบาท ARASCO ของซาอุดิอาระเบีย 3 หมื่นตัน คาดปีหน้าอาจซื้อ 1 แสนตัน และผลักดันข้าวประณีต เน้นขายข้าวคุณภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม&nbsp;&nbsp;<br />
3.การเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME ได้ส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ ดึง SME D Bank ให้สินเชื่อ 8 แฟรนไชส์ 439 ล้านบาท ส่งเสริมสินค้า GI ​จัดแคมเปญ &ldquo;GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน&rdquo; ​ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ใหม่ 4 รายการ ได้แก่ ทุเรียนชุมพร กกเหล่าพัฒนา (นครพนม) ไก่เบตงยะลา และผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) ​ส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านโครงการ SMEs Pro-active 104 ราย สร้างมูลค่าการค้า 179 ล้านบาท ​ส่งเสริมสินค้าอัญมณี จัดงาน Bangkok Jewelry Week 2025 มูลค่าการค้า 1.44 ล้านบาท ​พาณิชย์จังหวัดเปิดจุดจำหน่ายสินค้า 28 ครั้ง ช่วย SME มีช่องทางจำหน่ายสินค้า และช่วย ​Upskill Reskill ธุรกิจยุคดิจิทัล ​สัมมนาผู้ประกอบการยุคใหม่ การค้าออนไลน์ ทักษะบริหารจัดการธุรกิจ ​อบรมผ่านระบบ DBD Academy เสริมสร้างความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ​ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์รวมกว่า 32,000 ราย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทยกับเพื่อนบ้านและไทย-กัมพูชา ได้จัด​ธงฟ้าชายแดน 11 จังหวัด ลดค่าครองชีพ 24 ล้านบาท ​เปิดตัว &ldquo;ซิม ออฟ เชียร์ by MOC&rdquo; ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำหน่ายสินค้าส่วนท้องถิ่นและอาเซียนในราคาย่อมเยา คาดมูลค่า 20 ล้านบาท ​จัดทำ E-Catalog ประชาสัมพันธ์สินค้าเด่นจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย-กัมพูชา เพิ่มช่องทางสินค้าท้องถิ่นคุณภาพสู่ตลาดวงกว้าง ดึง​ไปรษณีย์ขนส่งฟรี คนละ 1,000 บาท ​ลดค่าครองชีพ 1 ล้านบาท ​ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 1,000 ราย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.การรับมือภาษีสหรัฐฯ และการเบี่ยงเบนทางการค้าจากประเทศอื่น ๆ เร่งเจรจาความตกลง Reciprocal Trade &nbsp;กับสหรัฐฯ ตั้งเป้าสรุปผลภายในสิ้นปี 2568 โดยได้ส่งหนังสือยืนยันกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ว่า ไทยพร้อมเดินหน้าเจรจาต่อ แต่ทาง USTR ยังไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา ก็ไม่แน่ใจว่าจะจบได้หรือไม่ แต่ถ้าไม่จบ ผลกระทบก็เกิดกับสหรัฐฯ เพราะมีหลายอย่างที่ขอมา ส่วนไทย ก็ต้องใช้ภาษี 19% ต่อไป ส่วนการเตรียมการให้ผู้ประกอบการ ได้ทำต่อเนื่อง มีการจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ 30 ราย นัดหมาย 45 คู่ สร้างมูลค่าการค้า 360 ล้านบาท เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า รวมไปถึงการกวาดล้างธุรกิจนอมินี มีการดำเนินการกับผู้กระทำผิดแล้ว 11 ราย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
6.การเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ ได้เสนอ FTA ไทย-เอฟตาเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาพิจารณา และจะผลักดันให้มีผลบังคับใช้ช่วงครึ่งปีแรก 2569 FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) จะหารือต่อเนื่อง คาดมีความคืบหน้าสำคัญในไตรมาสแรก ปี 2569 เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-เกาหลีใต้ ให้สรุปโดยเร็วที่สุด การผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA มีผู้ประกอบการได้ประโยชน์ 120 ราย จัด Special Task Force บุกตลาดศักยภาพ ซาอุดีอาระเบีย เอเชียกลาง อเมริกาใต้ อเมริกา สร้างมูลค่าการค้า 350 ล้านบาท และจัด Trade Promotion 12 กิจกรรม สร้างมูลค่าการค้า 10,000 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
7.การพัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ และปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนราชการ ได้​ยกระดับบริการดิจิทัลพาณิชย์ มีการจัดทำ ​Dashboard สินค้าข้าว เพื่อคาดการณ์ผลผลิต พัฒนาระบบ MOC Plus ใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้คำปรึกษา และบริการออนไลน์ ​ระบบออกใบอนุญาต หนังสือรับรองสินค้าที่ต้องใช้สองทาง (DUI) เชื่อมโยง e-Service กับแอปทางรัฐ 6 บริการ ​บูรณาการ ก.ล.ต. และ SET สั่งข้อมูลผ่านระบบ e-One Report ​ปรับระเบียบการซื้อหุ้นคืนของบริษัทมหาชนจำกัด ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของต่างประเทศ ภายใต้ความตกลง FTA และจัดทำหลักเกณฑ์กำกับดูแล EV Charger ให้เที่ยงตรง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับในช่วง 2 เดือนที่เหลือของอายุรัฐบาล จะเดินหน้าลดค่าครองชีพต่อเนื่อง ทำโครงการสุขกาย สบายกระเป๋า เฟส 2 จัดมหกรรมลดราคาสินค้า 1 เดือน ช่วงปีใหม่ เดินหน้ามาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และเร่งส่งมอบข้าวให้กับจีนและสิงคโปร์ ส่งเสริม SME ทั้งแฟรนไชส์ จัดเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าอีสาน เอ็กซ์โป 2026 จัดมหกรรมการค้าชายแดน จัดงาน ชิม ชอป เชียร์ By MOC เตรียมต้อนรับคณะผู้นำเข้าสหรัฐฯ เยือนไทย เร่งรัดจัดการนอมินีแบบพุ่งเป้า และออกของขวัญปีใหม่ให้มิจฉาชีพที่จะป้องกันนอมินีนิติบุคคล เร่งหาตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย รัสเซีย แคนาดา เข้าร่วประชุม WEF 2026 จัด Special Task Force บุกเจาะตลาด และเตรียมเดินหน้าบริการดิจิทัลที่อยู่ในความดูแลให้มีความคืบหน้าต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 91,956 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.46% ของจีดีพี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้เตรียมตั้งเป้าหมายการส่งออก ปี 2569 โดยเบื้องต้นประเมินไว้ 3 กรณี คือ กรณีดีที่สุด มูลค่า 337,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 1.1% กรณีฐาน มูลค่า 330,642.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 1.0% และกรณีต่ำที่สุด มูลค่า 323,628.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 3.1% ทั้งนี้ ปี 2568 คาดว่า การส่งออกจะขยายตัวเกินไปจากเป้าที่ตั้งไว้ โดย มี 2 เป้า คือ มูลค่า 332,982.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 10.7% และ 334,982.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.4%</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8677">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/dmTJTxeV?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251209e4f063f312d21ed7eab043a701857fe2083631.jpg' type='image/jpg' length='608075' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดทางพันธุ์ไม้ไทย ธุรกิจบริการรับจัดสวน บุกตลาดซาอุดิอาระเบีย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/137075</link>
<guid isPermaLink="false">77da840894a04a8ad3d9c018f2dcf5a3</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 08:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;กิริฎา&rdquo; ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับ Bailasan Grove บริษัทจัดหาพันธุ์ไม้และรับจัดสวนรายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย เจรจาเปิดทางขายไม้ล้อม และผลักดันธุรกิจบริหารจัดการและดูแลรักษาต้นไม้และสวนเข้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการนำคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) พร้อมบริษัท KC Garden บริษัทส่งออกพันธุ์ไม้และรับจัดสวนของไทยที่เข้าร่วมงาน Thailand International Mega Fair 2025 เข้าเยี่ยมชมฟาร์มของบริษัท Bailasan Grove Co. หนึ่งในผู้จัดหาพันธุ์ไม้และรับจัดสวนรายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นตัวแทนเข้าหารือเพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการด้านการจัดสวน การออกแบบสวน การดูแลสวน และการจำหน่ายต้นไม้ระหว่างผู้ประกอบการไทยและซาอุดีอาระเบีย เพราะไทยมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายสำหรับซาอุดีอาระเบียที่จะพิจารณานำมาปลูก เพื่อรองรับโครงการปลูกต้นไม้ภายใต้ Saudi Vision 2030 และ The Saudi Green Initiative&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการหารือ ทราบว่า บริษัท Bailasan Grove ยังมีความต้องการนำเข้าพันธุ์ไม้ไทยเพิ่มเติม อาทิ ชมพูพันธุ์ทิพย์ นนทรี ราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ชงโค สะเดา เหลืองปรีดียาธร หูกระจง และศรีตรัง เป็นต้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในธุรกิจดังกล่าว และยังพบว่า นอกจากไทยจะมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายตอบโจทย์บริษัท Bailasan Grove แล้ว บริษัทไทยยังมีความเชี่ยวชาญการบริหารและจัดการดูแลรักษาต้นไม้และสวน การออกแบบสวนและภูมิทัศน์ รวมถึงจัดสวนในรูปแบบต่าง ๆ โดยบริษัทไทยหลายแห่งมีประสบการณ์ในโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนมีความสามารถในการออกแบบสวนให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย และรูปแบบของสวนที่มีรูปแบบเฉพาะตามโจทย์ที่ต้องการ จึงได้มีการนำเสนอให้กับบริษัท Bailasan Grove Co. พิจารณา และหาโอกาสในการขยายความร่วมมือกันต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับ Bailasan Grove Co. ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 เป็นหนึ่งในผู้จัดหาพันธุ์ไม้รายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ทั้งไม้ผล ไม้ประดับ สำหรับปลูกทั้งภายในอาคารและนอกอาคาร อาทิ ต้นเฟื่องฟ้า หูกระจง เหลืองปรีดียาธร โหระพา สะเดา ลีลาวดี พุทธรักษา มะละกอ ไมยราบ และปีบ เป็นต้น โดยพันธุ์ไม้ที่บริษัทจัดจำหน่ายมีทั้งเพาะปลูกเอง จัดหาจากในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงไทย โดยโครงการสำคัญที่บริษัทรับจัดสวน ได้แก่ King Abdullah Financial Center, Sofitel Hotel, Tabuk Municipality และ Neom</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8671">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/9gY3OA9A?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202512081ab6b099ca2ebd25b2ce5e3f6c073d1d082840.jpg' type='image/jpg' length='211103' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เชือดร้านค้าธงฟ้า บวก VAT ไม่ปิดป้ายราคา เอาเปรียบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/136784</link>
<guid isPermaLink="false">4048e08a962cfdc98d3f443b5989c3c6</guid>
<pubDate>Thu, 04 Dec 2025 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จัดหนัก เชือดร้านค้าธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ใน อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เอาเปรียบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฝ่าฝืนกฎหมาย บวกภาษีมูลค่าเพิ่มเองจากราคาป้ายที่แสดง และไม่มีการปิดป้ายราคาจำหน่ายอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน จับปรับทันที 1 หมื่นบาท พร้อมพิจารณาคุณสมบัติการเป็นร้านธงฟ้า ย้ำห้ามเอาเปรียบประชาชน พบเจอ เล่นงานตามกฎหมายเด็ดขาด</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่สาขาเทพสถิต ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ภายหลังได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่อำเภอเทพสถิตว่าร้านค้าบางร้านมีพฤติกรรมจำหน่ายสินค้าแพงกว่าราคาป้าย เมื่อใช้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขสำคัญของร้านธงฟ้า และเป็นการเอาเปรียบประชาชนผู้มีรายได้น้อย จึงได้เข้าไปตรวจสอบโดยวิธีการล่อซื้อ เพื่อให้รู้ว่าร้านค้ามีการกระทำผิดตามที่ได้มีการร้องเรียนหรือไม่&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการตรวจสอบ พบว่า ร้านค้าเป็นผู้จดทะเบียนประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นร้านค้าในโครงการธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น มีการจำหน่ายสินค้าทั้งส่งและปลีก และพบพฤติการณ์การจำหน่ายปลีกโดยบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเอง จากราคาป้ายที่แสดง ทั้งยังไม่มีการติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าที่ถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับทราบราคาที่แท้จริงก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ทำให้ซื้อสินค้าในราคาสูงกว่าเงินสด ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 68 พ.ศ.2568 และเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 28 มีโทษปรับตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 10,000 บาทแล้ว พร้อมทั้งตักเตือน และพิจารณาคุณสมบัติการเป็นร้านธงฟ้า รวมทั้งกำชับให้ร้านค้าปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า ร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการช่วยลดภาระค่าครองชีพแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ โดยกรมขอขอบคุณและชื่นชมร้านค้าที่มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ซึ่งมีจำนวนมากที่ทำให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าในราคาที่เป็นธรรมและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง เพราะหากร้านทำผิดกฎหมายโดยการบิดเบือนราคาเพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่กรมให้ความสำคัญสูงสุดและจะไม่ยอมให้มีการฉวยโอกาสในทุกรูปแบบ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ร้านธงฟ้าต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และจำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ผู้ประกอบการต้องติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และต้องขายตรงตามราคาป้าย หากพบการบวกเพิ่มราคาเกินจริง หรือไม่มีป้ายแสดงราคา ถือเป็นความผิด กรมจะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น&rdquo;นายวิทยากรกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการลงพื้นที่ตรวจสอบร้านธงฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในเชิงป้องกันและเชิงรุก โดยเฉพาะพื้นที่ ๆ ได้รับข้อร้องเรียนหรือมีการใช้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมกำชับให้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สรรพากร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ปกติตามที่กล่าวมา สามารถร้องเรียนมายังสายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน เพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8655">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/fEkAGDi1?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202512040cfa5d5537f32fa4e301936684b22412083809.jpg' type='image/jpg' length='198628' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” โปรโมตกระเช้า GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน ขอช่วยกันซื้อเป็นของขวัญ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/136502</link>
<guid isPermaLink="false">fad0f54eaf86777f819f91ec4865de4f</guid>
<pubDate>Wed, 03 Dec 2025 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;โปรโมตกระเช้า GI ให้กับนายกรัฐมนตรี และ ครม. หลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือกับห้างและภาคเอกชน ส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ผ่านแคมเปญ &ldquo;GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน&rdquo; นำสินค้า GI ชื่อดังจากทั่วประเทศ มาจัดกระเช้ามอบเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และเพิ่มทางเลือกในการซื้อของขวัญปีใหม่มอบให้แก่กันและกัน</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้นำกระเช้า GI ส่งสุขปีใหม่ มาจัดแสดงให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบ และได้แนะนำแคมเปญ &ldquo;GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน&rdquo; ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกับห้างและภาคเอกชน ร่วมส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ผ่านกระเช้าของขวัญปีใหม่ที่บรรจุสินค้า GI นานาชนิด เพื่อเผยแพร่อัตลักษณ์ คุณค่า และศักยภาพสินค้า GI ไทยว่ามีคุณภาพไม่แพ้สินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าชุมชนและต่อยอดสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ส่งเสริมการบริโภคสินค้าท้องถิ่นอย่าง GI โดยมีการผนึกกำลังกับภาคเอกชนหลายแห่งนำสินค้า GI ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เช่น จัดกระเช้าของขวัญ ชุดของที่ระลึกระดับพรีเมียม เป็นต้น ซึ่งผู้ที่กำลังมองหาของขวัญแทนความปรารถดี เพื่อมอบให้กับคนที่รักและห่วงใยในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เชื่อว่า &ldquo;กระเช้า GI ส่งสุขปีใหม่&rdquo; คือ ของขวัญที่ตอบโจทย์ผู้ให้และถูกใจผู้รับได้อย่างแท้จริง&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า การส่งเสริมสินค้า GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ โดยให้ความสำคัญกับการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME ด้วยการเพิ่มรายได้จากผลผลิต GI ซึ่งเป็นของดีประจำถิ่น ที่มีอัตลักษณ์ และมีเอกลักษณ์พิเศษตามสภาพดิน น้ำ อากาศ หรือภูมิปัญญาในพื้นที่ ส่งผลให้สินค้า GI สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าสินค้าทั่วไป 2-5 เท่า<br />
ยกตัวอย่าง เช่น กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) ราคาขายก่อนเป็น GI อยู่ที่กิโลกรัมละ 400 บาท แต่เมื่อได้เป็น GI ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 800 บาท ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุรินทร์) ราคาขายก่อนเป็น GI อยู่ที่กิโลกรัมละ 33 บาท แต่เมื่อได้เป็น GI ราคากิโลกรัมละ 55 บาท เป็นต้น โดยปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยแล้วทั้งสิ้น 244 รายการ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากทั่วประเทศ มีทั้งกลุ่มอาหาร ผลไม้ เครื่องดื่ม และงานศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่น โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 114,331 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ไทยอย่างครบวงจร โดยหลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว จะมีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค พร้อมยกระดับภาพลักษณ์และขยายช่องทางการค้าสู่ตลาดใหม่ ๆ เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กิจกรรม &ldquo;GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน&rdquo; ในปีนี้ ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายโมเดิร์นเทรดและร้านค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำ รวม 8 ราย ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และบริษัท สยามทาคาชิมายะ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสนับสนุนการจัดจำหน่าย &ldquo;กระเช้า GI ส่งสุขปีใหม่&rdquo; ในพื้นที่ศูนย์การค้าและห้างร้านต่าง ๆ โดยทุกหน่วยงานได้ร่วมออกแบบและคัดสรรสินค้า GI จากชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว คุณภาพ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการมอบของขวัญปีใหม่ให้กับผู้บริโภคและช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ GI ไปในคราวเดียวกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้า GI ที่นำมาร่วมในแคมเปญนี้ ล้วนเป็นผลิตผลที่ได้รับการรับรองตามระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ อัตลักษณ์ และความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตเฉพาะถิ่น อีกทั้งยังสะท้อนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการผลิตของชุมชนนั้น ๆ อาทิ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ) ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน สับปะรดภูแลเชียงราย ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ชาเชียงราย น้ำหมากเม่าสกลนคร กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) ส้มสายน้ำผึ้งฝาง (เชียงใหม่) มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) สับปะรดบ้านคา (ราชบุรี) สับปะรดภูเก็ต สับปะรดนางแล(เชียงราย) กล้วยหอมทองพบพระ (ตาก) กาแฟดอยตุง (เชียงราย) เป็นต้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8647">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/UGz7nGlR?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2025120362dfd25ac77ddc299ac682154f7a4f23084810.jpg' type='image/jpg' length='489996' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แจ้งผู้ประกอบการ เลิกให้บริการพิมพ์ e-Form D แบบกระดาษ เริ่ม 2 มี.ค.69]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/136275</link>
<guid isPermaLink="false">a1054bcd01fc68e5cbfd8d31c8f0aa0a</guid>
<pubDate>Tue, 02 Dec 2025 08:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศประกาศยกเลิกการให้บริการพิมพ์ e-Form D แบบกระดาษ ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.69 เดินหน้าสู่การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ หนุนภาคธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการค้าของอาเซียน แต่หากเกิดปัญหาการรับส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการยังสามารถพิมพ์ Form D แบบกระดาษได้ด้วยตนเอง</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมยกระดับการให้บริการหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin : C/O) โดยประกาศยกเลิกการให้บริการพิมพ์หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า e-Form D แบบกระดาษ ผ่านระบบ DFT SMART C/O ณ หน่วยงานให้บริการทุกแห่ง ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.2569 เป็นต้นไป เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวสู่การใช้งานระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และสอดคล้องกับแนวทางความร่วมมือของอาเซียน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นไปตามเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียน ที่มีมติให้การใช้ e-Form D เป็นกลไกหลักในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 และกำหนดให้ใช้ Form D ในรูปแบบกระดาษเฉพาะกรณีที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เกิดข้อขัดข้องทางเทคนิคเท่านั้น เพื่อผลักดันการลดการใช้เอกสาร การเพิ่มความโปร่งใส และการเสริมประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกทางการค้าในภูมิภาค<br />
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียนด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (SC-AROO) ยังอยู่ระหว่างการผลักดันและส่งเสริมการใช้คำรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin Declaration : OD) ภายใต้ระบบ ASEAN-Wide Self-Certification (AWSC) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองสามารถออกคำรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความคล่องตัว และรองรับทิศทางการดำเนินงานตามกรอบยุทธศาสตร์ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC Blueprint 2026&ndash;2030 ได้ในอนาคต&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน e-Form D ของกรมการค้าต่างประเทศได้เชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับศุลกากรประเทศปลายทางผ่านระบบ National Single Window (NSW) และ ASEAN Single Window (ASW) ทำให้เมื่อเจ้าหน้าที่อนุมัติคำขอ หนังสือรับรองทุกฉบับจะถูกส่งสู่ระบบปลายทางโดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการจึงไม่จำเป็นต้องพิมพ์ Form D แบบกระดาษอีกต่อไป ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเอกสารและลดระยะเวลาในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ และหากเกิดปัญหาทางเทคนิคในการรับ-ส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการยังสามารถพิมพ์ Form D แบบกระดาษ จากระบบ DFT SMART C/O ได้ด้วยตนเอง (Self-Printing) โดยสามารถสั่งซื้อแบบพิมพ์หนังสือรับรองทุกประเภทได้จากกรมผ่านเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://formstore.dft.go.th/" target="_blank">https://formstore.dft.go.th</a>&nbsp;ซึ่งจะจัดส่งให้ทั่วประเทศทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือเลือกมารับด้วยตนเองได้ที่สำนักบริการการค้าต่างประเทศ ชั้น 4 กรมการค้าต่างประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นว่า การยกเลิกการให้บริการพิมพ์ e-Form D แบบกระดาษครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับระบบอำนวยความสะดวกทางการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ลดการใช้ทรัพยากร กระตุ้นให้ภาคธุรกิจไทยพร้อมรับการแข่งขันในภูมิภาค และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ&rdquo;นางอารดากล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการสามารถติดตามข้อมูลผ่านหน้าระบบ DFT SMART C/O และเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักบริการการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4830 , 0 2547 4838 หรือ สายด่วน 1385</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8644">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/QT2OKMgj?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251202c0a706da9cf937ee351184bc892e99c0082703.jpg' type='image/jpg' length='212335' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ช่วยสินค้า GI ใต้ ประสานแบงก์อัดฉีด เพิ่มช่องทางขาย ฟื้นฟูแหล่งผลิต]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/136027</link>
<guid isPermaLink="false">57c014143dc457b1da6e96c50cf38dc8</guid>
<pubDate>Mon, 01 Dec 2025 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เผยผลสำรวจการผลิตสินค้า GI พบหลายรายการได้รับความเสียหาย เตรียมประสานสถาบันการเงินสนับสนุนเงินทุน ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด ฟื้นฟูแหล่งผลิต และขยายระยะเวลาดำเนินการจดทะเบียน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมในทีม War Room กระทรวงพาณิชย์ และจัดตั้งทีมเฉพาะกิจของกรมประสานข้อมูลกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแหล่งผลิตสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ใน 11 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลประทบจากน้ำท่วม ได้แก่ สงขลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง สตูล นครศรีธรรมราช นราธิวาส ยะลา กระบี่ ตรัง และปัตตานี ซึ่งมีสินค้า GI ประจำท้องถิ่นดังกล่าวกว่า 46 รายการ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าพืชผลทางการเกษตรและอาหาร โดยให้มีการประเมินความเสียหาย และความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อให้ความช่วยเหลือและช่วยฟื้นฟูหลังน้ำลด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตามประเมินสถานการณ์ พบว่า หลายพื้นที่ได้รับความเสียหายส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อผู้ประกอบการ GI ใน 11 จังหวัด รวมกว่า 108,000 ครัวเรือน โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา กระทบผลผลิต GI ทั้ง 5 รายการของจังหวัด โดยได้รับความเสียหายทั้งหมด ได้แก่ มะม่วงเบาสงขลา ส้มโอหอมควนลัง ส้มจุกจะนะ ไข่ครอบสงขลา และปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา จังหวัดปัตตานี กระทบผลผลิต GI ทั้ง 3 รายการ ได้แก่ ส้มโอปูโกยะรัง ลูกหยียะรัง และทุเรียนทรายขาว จังหวัดตรัง กระทบผลผลิต GI ทั้ง 5 รายการของจังหวัด ได้แก่ หมูย่างเมืองตรัง พริกไทยตรัง ข้าวเบายอดม่วงตรัง แตงโมเกาะสุกร และผ้าทอนาหมื่นศรี จังหวัดพัทลุง กระทบผลผลิต GI 2 รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุง จังหวัดยะลา กระทบผลผลิต GI 1 รายการ ได้แก่ กล้วยหินบันนังสตา จังหวัดนราธิวาส กระทบผลผลิต GI 2 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส และปลากุเลาเค็มตากใบ จังหวัดสตูล กระทบผลผลิต GI 2 รายการ ได้แก่ จำปาดะสตูล และกระท้อนนาปริกสตูล สำหรับจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และกระบี่ ผลผลิต GI ได้รับผลกระทบบางส่วน โดยพื้นที่ดังกล่าวยังคงต้องเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยกรมได้กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อฟื้นฟูความเสียหายภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านการบรรเทาภาระด้านเงินทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ GI โดยได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคาร SME D Bank ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จัดหามาตรการช่วยเหลือทั้งในรูปแบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือการพักชำระหนี้ให้แก่ผู้ผลิตและประกอบการ GI ซึ่งกรมจะเร่งรวบรวมรายชื่อผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบและประสานกับสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรเพื่อออกแผนช่วยเหลือด้านการเงินโดยละเอียดต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
2.ด้านการกระตุ้นตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาด อาทิ งาน GI Market จัด Flash Sale ช่วยเกษตรกร GI หลังน้ำท่วม รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตรและแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าและระบายผลผลิตที่ยังคงคุณภาพมาตรฐาน GI จากพื้นที่ประสบภัย<br />
3.ด้านการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกหรือแหล่งผลิตสินค้า GI โดยกรมจะบูรณาการความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดินและสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO เพื่อลงสำรวจแหล่งผลิตสินค้า GI ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ พร้อมวางกรอบแนวทางฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อปกป้องรักษาพื้นที่แหล่งผลิตสินค้า GI ในระยะยาว<br />
4.ขยายเวลาดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มอีก 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายการค้า หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อไม่ให้ผู้ยื่นคำขอเสียสิทธิในช่วงประสบเหตุอุทกภัย โดยสามารถยื่นหลักฐานและคำขอขยายเวลาต่อกรมผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตามที่ระบุในประกาศกรมภายใน 15 วัน หลังสิ้นสุดเหตุอุทกภัย และกรมจะออกหนังสือยืนยันให้ขยายเวลาดำเนินการออกไปได้อีก 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้ขยายเวลาดังกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง พร้อมผลักดันมาตรการฟื้นฟูเยียวยาผลกระทบในมิติด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเร่งด่วน รวมทั้งจัดหามาตรการเสริมอื่น ๆ หากจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชุมชนผู้ผลิต GI และยังจะอำนวยความสะดวกแก่เจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้โดยเร็ว&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8638">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/oh2geHtK?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251201cf6285912a966cb8f4d65ed7e2be6f22083525.jpg' type='image/jpg' length='113749' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าชายแดน-ผ่านแดน ต.ค.เพิ่ม 4.2% กัมพูชายังวูบ 99.9% เมียนมาลด 16.7%]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135698</link>
<guid isPermaLink="false">4cd90c644e91196f542d346b2f49d278</guid>
<pubDate>Fri, 28 Nov 2025 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือน ต.ค.68 เพิ่มขึ้น 4.2% ได้แรงหนุนจากการค้าผ่านแดนไปจีน สิงคโปร์และเวียดนาม กับเพื่อนบ้าน มาเลเซีย สปป.ลาว เพิ่ม แต่กัมพูชา วูบ 99.9% เหตุปิดด่าน เมียนมา ลด 16.7% เหตุควบคุมส่งออกนำเข้า รวม 10 เดือนยอดทะลุ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่ม 7.7%</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ต.ค.2568 มีมูลค่า 146,648 ล้านบาท เพิ่ม 4.2% เป็นการส่งออก 74,913 ล้านบาท ลด 2.5% และการนำเข้า 71,735 ล้านบาท เพิ่ม 12.3% ได้ดุลการค้า 3,178 ล้านบาท รวม 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่า 1,631,576 ล้านบาท เพิ่ม 7.7% เป็นการส่งออก 913,387 ล้านบาท เพิ่ม 4.7% การนำเข้า 718,189 ล้านบาท เพิ่ม 11.7% ได้ดุลการค้า 195,197 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ต.ค.2568 มีมูลค่า 65,334 ล้านบาท ลด 17.5% เป็นการส่งออก 36,088 ล้านบาท ลด 25.4% การนำเข้า 29,246 ล้านบาท ลด 5.3% ได้ดุลการค้า 6,842 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 27,260 ล้านบาท เพิ่ม 9.6% รองลงมา คือ สปป.ลาว 24,110 ล้านบาท เพิ่ม 6.3% เมียนมา 13,954 ล้านบาท ลด 16.7% และกัมพูชา 9 ล้านบาท ลด 99.9% ซึ่งสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 2,539 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 1,306 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,113 ล้านบาท ทำให้ 10 เดือนของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่า 766,465 ล้านบาท ลด 6.2% เป็นการส่งออก 449,580 ล้านบาท ลด 10.1% และการนำเข้า 316,885 ล้านบาท เพิ่ม 0.1%&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ต.ค.2568 มีมูลค่า 81,314 ล้านบาท เพิ่ม 32.2% เป็นการส่งออก 38,825 ล้านบาท เพิ่ม 36.1% และการนำเข้า 42,489 ล้านบาท เพิ่ม 28.8% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 43,011 ล้านบาท เพิ่ม 28.2% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 14,755 ล้านบาท เพิ่ม 64.8% และ 7,778 ล้านบาท เพิ่ม 52.0% ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 10,350 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ 2,925 ล้านบาท และยางแท่ง TSNR 2,102 ล้านบาท ทำให้ 10 เดือนของปี 2568 การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 865,111 ล้านบาท เพิ่ม 23.9% เป็นการส่งออก 463,807 ล้านบาท เพิ่ม 24.6% และการนำเข้า 401,304 ล้านบาท เพิ่ม 23.0%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การค้าชายแดนของไทยในเดือน ต.ค.2568 ยังหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยการค้าชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา หดตัวสูงถึง 99.9% จากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนระหว่างไทยและกัมพูชา และการค้าชายแดนไทย&ndash;เมียนมา หดตัว 16.7% จากมาตรการควบคุมการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างไทยและเมียนมาซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการค้าผ่านแดนในเดือน ต.ค.2568 กลับมาขยายตัวอีกครั้งในรอบ 3 เดือน จากการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวสูง 32.2% โดยการส่งออกผ่านแดนไปยัง 3 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สิงคโปร์ และเวียดนาม ขยายตัวสูงถึง 26.6% 80.7% และ 29.2% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวได้ดี จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่ม Data center ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในไทย รวมไปถึงกลุ่มสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ก็ขยายตัวได้ดีเช่นกัน อาทิ ยางสังเคราะห์ ยางแผ่นรมควัน ชั้นที่ 3 และถุงมือยาง</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8628">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ty9LOKyQ?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2025112824ac02116f663c535f53651345472a55083958.jpg' type='image/jpg' length='171192' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เปิดอบรมหลักสูตร Restaurant Synergy รุ่น 2 ติวเข้มทำธุรกิจอย่างมืออาชีพ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135385</link>
<guid isPermaLink="false">9cd5cdaaa21eacc4a8f48ccdbee4a86d</guid>
<pubDate>Thu, 27 Nov 2025 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดอบรมหลักสูตร Restaurant Synergy รุ่นที่ 2 รวมแก๊งคนทำร้านอาหาร นำกูรูมาติวเข้มผู้ประกอบการร้านอาหารกว่า 150 ราย เรียนรู้การบริหารจัดการธุรกิจ การทำตลาดยุคใหม่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างโอกาสค้าขาย และทำธุรกิจอย่างมืออาชีพ</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายนายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานเปิดงานอบรมหลักสูตร Restaurant Synergy รุ่นที่ 2 รวมแก๊งคนทำร้านอาหาร ณ ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชั้น 6 เพื่อพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการร้านอาหารกว่า 150 ราย ให้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการธุรกิจ การทำตลาดในยุคใหม่ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสมกับธุรกิจร้านอาหาร ตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการวางแผนกลยุทธ์ให้แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจร้านอาหารได้อย่างมืออาชีพ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการอบรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคุณพรชัย นิตย์เมธาวงศ์ ผู้ก่อตั้งเพจ เพื่อนแท้ร้านอาหาร และที่ปรึกษาธุรกิจร้านอาหาร เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ &ldquo;คิดใหญ่แต่ให้ครบ เขียนแผนให้ปังสไตล์ SME&rdquo; ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์ต้นตอของปัญหาที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ต้องเจอ พร้อมแนวทางวางแผนเพื่อแก้ปัญหาได้จริง และการเสวนาในหัวข้อ &ldquo;Small Talk เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารขนาด S M L&rdquo; โดยกูรูธุรกิจร้านอาหาร และ Guest speaker ที่คลุกคลีในแวดวงร้านอาหาร พร้อมเจ้าของร้านอาหารชื่อดังมาถ่ายทอดความรู้ รวมถึงเปิดเคล็ดลับความสำเร็จจากมุมมองที่เคยประสบปัญหาและแก้ไขได้จริง ได้แก่ คุณสุรเวช เตลาน CEO บจ.โนเบิล เรสเตอท์รองต์ เจ้าของร้าน MOMO คุณสมพงษ์ หว่องธนวัฒน์ CEO บจ.ครัวเมืองเว๊ กรุ๊ป เจ้าของร้าน ครัวเมืองเว๊ คุณชนวีร์ หอมเตย CEO บจ.เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป เจ้าของร้าน Shinkanzen Sushi และคุณอดิศร โอวะกุลวงศ์ เจ้าของร้าน หมูแดง SML (Char Sui Fan By SML)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมุ่งหวังให้ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารได้รับความรู้รอบด้าน ทั้งการวางแผนการบริหารจัดการร้าน การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล รวมถึงการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่นำไปต่อยอดได้ในโลกของธุรกิจร้านอาหารยุคใหม่ เป็นโอกาสที่เจ้าของร้านอาหารจะได้หยุดวิ่งวนกับปัญหาเดิม ประกอบกับได้เรียนรู้แนวทางใหม่จากประสบการณ์ตรงของกูรูที่ผ่านสนามจริงมาแล้ว และการอบรมในครั้งนี้ ยังได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้แบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำร้านอาหารกับวิทยากรและผู้เข้าร่วมอบรมเพื่อมองหาแนวทางการแก้ไขและสร้างความสำเร็จไปด้วยกัน&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปี 2568 เป็นยุคที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ย.2568) ประเทศไทยมีนิติบุคคลธุรกิจร้านอาหารคงอยู่ 26,271 ราย และทุนจดทะเบียนรวม 144,196 ล้านบาท และ 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีการจดทะเบียนตั้งใหม่ 3,144 ราย โดยธุรกิจร้านอาหารอยู่ใน 3 อันดับธุรกิจที่มีการเปิดใหม่มากที่สุด</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8622">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/0zowHlAE?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2025112777a819813ebd23bf61fafaf342baa134083708.jpg' type='image/jpg' length='349938' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตั้งวอร์รูม เกาะติดน้ำท่วมใต้ ดูแลการขนส่ง สินค้า ป้องกันปัญหาขาดแคลน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135123</link>
<guid isPermaLink="false">af7f249d2154a9a2b7c43a0228d543b9</guid>
<pubDate>Wed, 26 Nov 2025 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;สั่งตั้งวอร์รูม เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมใต้ ประเมินเส้นทางการขนส่ง การสำรองสินค้า ระดับความต้องการสินค้าในพื้นที่ ก่อนจัดความช่วยเหลือให้ตรงจุด ป้องกันปัญหาขาดแคลน และกระทบกับพี่น้องประชาชน พร้อมเตรียมแผนช่วย ทั้งช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำท่วม &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชน ชุมชนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการให้ทุกกระทรวงเร่งจัดทำมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนในทุกมิติ ทั้งด้านการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภค การลดผลกระทบต่อธุรกิจ การฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจ และการสนับสนุนหน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่ให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ขอให้กรมการค้าภายในจัดตั้งวอร์รูม เป็นศูนย์ประสานกลางเพื่อติดตามสถานการณ์แบบรายชั่วโมง เชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรวบรวมข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือถูกส่งต่อได้อย่างแม่นยำและเร็วที่สุด โดยวอร์รูมได้ประชุมประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งเส้นทางการขนส่ง การเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง การสำรองสินค้า และระดับความต้องการเฉพาะในแต่ละอำเภอ พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือให้ตรงจุด โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลน และกระทบต่อพี่น้องประชาชน&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
โดยการช่วยเหลือ ได้กำหนดมาตรการเร่งด่วน 4 แนวทาง ได้แก่ 1.ประสานศูนย์พักพิงเพื่อจัดส่งวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นสำหรับการประกอบอาหารให้เพียงพอต่อจำนวนผู้พักพิง 2.ประสานผู้ประกอบการ ห้างโมเดิร์นเทรด และสมาคมไข่ไก่ เพื่อเติมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่มีความต้องการและพื้นที่ที่การขนส่งเข้าถึงยาก 3.เตรียมจัดถุงยังชีพในพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลง เพื่อสนับสนุนทั้งประชาชน ครัวเรือนรายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและทำธุรกิจได้เร็วที่สุด และ 4.เตรียมจัดงานธงฟ้าหลังน้ำลด โดยเน้นสินค้าจำเป็นในการทำความสะอาดบ้านเรือนและสถานประกอบการ รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด เพื่อลดภาระค่าครองชีพในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นฟู&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้บริการการจดทะเบียนธุรกิจ บริการออกหนังสือรับรองออนไลน์ โดยให้เจ้าหน้าที่ส่วนกลางให้บริการกับผู้ขอรับบริการจากพื้นที่ประสบอุทกภัยเป็นการเร่งด่วนอย่างทันที โดยไม่ต้องรอคิว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน ครั้งนี้เป็นครั้งที่รุนแรงมากในรอบหลายปี ไม่เคยเห็นปริมาณน้ำฝนที่หนักมากขนาดนี้ เห็นใจมากและส่งกำลังใจไปให้ กระทรวงพาณิชย์และข้าราชการทุกคน จะทำหน้าที่เต็มที่ในการส่งความช่วยเหลือในส่วนที่เราสามารถทำได้ ขอส่งกำลังใจให้ และขอให้คนไทยจับมือช่วยกัน ในช่วงที่มีความยากลำบากแบบนี้&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8618">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/6LYlU0wh?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202511266e67344b2b6dfd83e9e2678270979fa9083854.jpg' type='image/jpg' length='160253' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกด่วน คลอดมาตรการดูแลผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ เข้มตรวจกักตุน โก่งราคา]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/134846</link>
<guid isPermaLink="false">c821c19cf012aa89ee5f9103becdb021</guid>
<pubDate>Tue, 25 Nov 2025 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในประชุมด่วน ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพื้นที่น้ำท่วม ห้างโมเดิร์นเทรด ผู้ผลิตสินค้า พิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ แบ่งแนวทางช่วยเหลือ 4 กลุ่ม ตั้งแต่เจอสถานการณ์หนักไปจนเริ่มคลี่คลาย เตรียมประสานตั้งโรงครัวพระราชทาน ส่งวัตถุดิบ จัดถุงยังชีพ และปิดท้ายด้วยธงฟ้าราคาประหยัดทันทีหลังน้ำลด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ พร้อมประสานห้าง ผู้ผลิต ส่งสินค้าอย่าให้ขาด&nbsp;</strong><strong>ย้ำห้ามกักตุน โก่งราคา เจอเป็นจับ</strong><br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประชุมเร่งด่วนพิจารณามาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช สตูล พัทลุง ปัตตานี ยะลา สุราษฎร์ธานี นราธิวาส กระบี่ และตรัง เพื่อประเมินสถานการณ์และรายงานความต้องการสินค้าจำเป็นในแต่ละพื้นที่ พร้อมเชิญผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรดและผู้ผลิตสินค้า ได้แก่ ซีพีเอ็กซ์ตร้า บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลฟู้ดรีเทล ซีพีออล และห้างท้องถิ่น เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมหารือในการจัดหาสินค้าจำเป็นและการขนส่งการเชื่อมโยงสินค้าเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย และวางแผนการจัดส่งอาหารและของใช้จำเป็นให้ตรงตามความต้องการของประชาชนทันที&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากที่รับฟังรายงานสถานการณ์ ได้แบ่งพื้นที่ประสบภัย และสรุปแนวทางการช่วยเหลือ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 พื้นที่น้ำท่วมขังจำนวนมาก ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี และพัทลุง โดยกรมได้ประสานไปยังกองทัพบก เพื่อให้การสนับสนุนโรงครัวพระราชทาน โดยการจัดส่งวัตถุดิบอาหาร เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร เนื้อหมู เนื้อไก่ ผักสด เครื่องปรุง เครื่องดื่ม น้ำ และนม เพื่อใช้ปรุงอาหารสำเร็จรูปแจกจ่ายประชาชนอย่างต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
กลุ่มที่ 2 พื้นที่น้ำท่วมขัง และประชาชนมีความต้องการวัตถุดิบ โดยเฉพาะไข่ไก่ ได้แก่ จังหวัดปัตตานีและยะลา กรมได้ประสานสมาคมผู้เลี้ยงไข่ไก่โดยตรง เพื่อจัดส่งไข่ไก่เข้าสู่พื้นที่ และได้ประสานในเรื่องการขนส่งเป็นการเร่งด่วน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
กลุ่มที่ 3 พื้นที่น้ำท่วมที่ระดับน้ำเริ่มลดลง ได้แก่ นครศรีธรรมราช สตูล ตรัง และบางอำเภอในพัทลุง จะมีการจัดถุงยังชีพซึ่งประกอบไปด้วยอาหารพร้อมบริโภคได้ทันที เช่น นม ขนมที่สามารถเก็บไว้ได้ และน้ำดื่ม โดยกรมได้ประสานให้ผู้ผลิตช่วยจัดถุงยังชีพไปยังพื้นที่ดังกล่าว<br />
กลุ่มที่ 4 พื้นที่ที่สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจะเร่งจัดจำหน่ายธงฟ้าราคาประหยัด เพื่อนำสินค้าจำเป็นหลังน้ำลด ไปจำหน่ายในพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพในช่วงฟื้นฟู พร้อมประสานผู้ประกอบการให้มีการเติมสินค้าอย่างสม่ำเสมอ<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า กรมได้ประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์สินค้าและความต้องการของประชาชนแบบวันต่อวัน พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ประกอบการให้เร่งส่งสินค้าและสิ่งจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ทันที ๆ มีการร้องขอ รวมทั้งเตรียมจัดกิจกรรมธงฟ้าราคาประหยัดเสริมในพื้นที่ ๆ ฟื้นตัวแล้ว เพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอให้ประชาชนไม่ต้องกักตุนสินค้า เนื่องจากกรมและผู้ประกอบการกำลังเร่งกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยทุกวัน ทั้งผ่านเส้นทางปกติของห้าง และการประสานจากผู้ผลิตสินค้าที่อยู่ใกล้เคียง โดยสิ่งของจำเป็นจะถูกเติมเข้าสู่พื้นที่อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง และยังได้กำชับร้านค้าในทุกจังหวัดว่าห้ามขึ้นราคาสินค้า ห้ามกักตุน และห้ามปฏิเสธการจำหน่าย โดยหากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวสามารถร้องเรียนมายังสายด่วน DIT 1569 หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเด็ดขาด มีโทษทั้งจำและปรับ&rdquo;นายวิทยากรกล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8613">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ac5w2HJu?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251125515b48bd7b52853ce4a177d35be91a03084347.jpg' type='image/jpg' length='286233' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​”พาณิชย์”ถกผู้ผลิต ผู้ค้า ห้าง เร่งกระจายสินค้าพื้นที่น้ำท่วม ป้องขาดแคลน โก่งราคา]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/134592</link>
<guid isPermaLink="false">b8e35d488bb07b1690f90a5c96c20923</guid>
<pubDate>Mon, 24 Nov 2025 08:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ พบห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าบางแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว หรือให้บริการได้ไม่เต็มรูปแบบ จากน้ำท่วมทางเข้า-ออก ถกผู้ผลิต ผู้ค้า ห้าง วางแผนกระจายสินค้าเข้าพื้นที่เสี่ยงแล้ว ป้องกันปัญหาสินค้าขาดแคลน ขอประชาชนไม่จำเป็นต้องซื้อกักตุน สินค้ามีเพียงพอ พร้อมสั่งพาณิชย์จังหวัดตรวจเข้ม สกัดโก่งราคา กักตุน</strong><br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้อย่างใกล้ชิด โดยพบว่า จุดที่ได้รับผลกระทบมีทั้งในจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง พัทลุง และปัตตานี โดยห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าบางแห่ง ต้องปิดให้บริการชั่วคราว หรือให้บริการได้ไม่เต็มรูปแบบ จากปัญหาน้ำท่วมเส้นทางเข้า&ndash;ออก และด้านความปลอดภัย ขณะที่ร้านบางแห่งยังคงเปิดจำหน่ายสินค้าได้ตามปกติ<br />
ทั้งนี้ กรมจะร่วมประชุมกับผู้ผลิต ผู้ค้ารายใหญ่ และห้างค้าส่งค้าปลีก เพื่อวางแผนกระจายสินค้าเข้าพื้นที่เสี่ยง และปรับเส้นทางขนส่งสินค้าให้เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าขาดแคลนในระยะสั้น และมีผลกระทบกับประชาชน โดยกรมขอให้ประชาชนทยอยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องซื้อกักตุน เพราะได้ประสานผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายให้เตรียมสต็อกสินค้า พร้อมเร่งส่งสินค้าเข้าสู่พื้นที่น้ำท่วมทันทีที่เส้นทางเอื้ออำนวยแล้ว<br />
ขณะเดียวกัน ได้กำชับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียงให้ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าในราคาปกติ การปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และห้ามขายแพง ห้ามกักตุนสินค้าโดยเด็ดขาด หากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเด็ดขาด โดยโทษไม่ปิดป้ายแสดงราคา ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หากกักตุน โก่งราคา มีโทษปรับ 1.4 แสนบาท จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8607">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/bzDL27iH?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202511240782172acf3f6c0d4ca1c43dc13e5747084737.jpg' type='image/jpg' length='157763' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เดินหน้าใช้ AI เก็บข้อมูลราคาสินค้า ยกระดับการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/134386</link>
<guid isPermaLink="false">3704177c4f73d715715b42a1a740a47a</guid>
<pubDate>Fri, 21 Nov 2025 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เดินหน้าพัฒนาระบบเก็บข้อมูลราคาสินค้าด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้การเก็บข้อมูลแม่นยำขึ้นในทุกพื้นที่ เพื่อให้การจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) มีฐานข้อมูลราคาที่ทันสมัย โปร่งใส</strong><br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ &nbsp;เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตลาดฐานเพชร จังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและรับฟังข้อมูลจากผู้ค้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมพัฒนาฐานข้อมูลราคาที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ว่า สนค. อยู่ระหว่างพัฒนาระบบเก็บข้อมูลราคาสินค้าด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อใช้ในการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เพื่อให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลราคาที่ทันสมัย โปร่งใส และรองรับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
สำหรับระบบใหม่จะสามารถถ่ายภาพสินค้าและแปลงเป็นข้อมูลสินค้า ราคาอัตโนมัติ เช่น ชื่อสินค้า ประเภท ขนาด ปริมาณ บาร์โค้ด และป้ายราคา ช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากการบันทึกด้วยมือ และทำให้การจัดเก็บข้อมูลราคาแม่นยำขึ้นในทุกพื้นที่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนในระยะถัดไป สนค. กำลังจัดทำแนวคิดระบบต้นแบบ (Conceptual Design) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากร้านค้า บาร์โค้ด ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของฐานข้อมูลราคา และรองรับการวิเคราะห์แนวโน้มราคาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;แนวทางที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา คือ การออกแบบรูปแบบข้อมูลกรอบราคาต่ำสุด&ndash;สูงสุด ในแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของประชาชนและผู้ค้า โดยเป็นการเตรียมการและวางแนวทางเพื่อให้เกิดความพร้อมก่อนนำไปใช้จริงในอนาคต โดยกรอบข้อมูลราคาที่เป็นกลางและมีมาตรฐาน จะช่วยให้ตลาดมีความโปร่งใส ผู้ขายตั้งราคาได้มีเหตุผล ผู้บริโภคมีอำนาจเลือก และระบบค้าปลีกพื้นฐานของประเทศเข้มแข็งขึ้นในระยะยาว&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251121c696264a42f97dcbb3fdd7e765314d00083927.jpg' type='image/jpg' length='305883' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือ BEDO ส่งเสริมเกษตรกร-ผู้ประกอบการสินค้า GI]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/134162</link>
<guid isPermaLink="false">c90af59301db5e731248466a61e2fe0e</guid>
<pubDate>Thu, 20 Nov 2025 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) ร่วมมือเสริมแกร่งให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้า GI ทั้งการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การคุมเข้มมาตรฐาน การพัฒนาชุมชน GI เตรียมลงนาม MOU ร่วมกันต่อไป</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับ ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ในการสานต่อความร่วมมือด้านการส่งเสริม การคุ้มครองสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มชุมชนผู้ผลิต GI ที่เข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการสิทธิ์ของชุมชนในสินค้า GI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน GI ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะของสินค้าท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดย BEDO เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานพันธมิตรที่มีส่วนร่วมสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวอย่างเข้มแข็ง ด้วยความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฐานชีวภาพมาอย่างต่อเนื่อง BEDO จึงมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณภาพและอัตลักษณ์ของตัวผลิตภัณฑ์ พร้อมช่วยจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน GI ร่วมกับชุมชน ทำให้คำขอดังกล่าวมีความครบถ้วนสมบูรณ์และช่วยส่งเสริมให้ได้รับการคุ้มครองรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยคำขอที่ BEDO ช่วยสนับสนุนที่ผ่านมา เช่น ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร ส้มมะปี๊ดจันทบุรี และน้ำส้มมะปี๊ดจันทบุรี เป็นต้น<br />
&ldquo;จากการหารือครั้งนี้ กรมและ BEDO เห็นพ้องที่จะจัดทำบันทึกความตกลง (MOU) เพื่อร่วมดำเนินการด้านการส่งเสริมและอนุรักษ์ GI อย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นประเด็นเรื่องความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ ในการอนุรักษ์และรักษาวัตถุดิบต้นกำเนิดในการผลิตสินค้า GI ตลอดจนการส่งเสริมการพัฒนาชุมชน GI ให้ความเข้มแข็ง สามารถสร้างรายได้และบริหารจัดการสิทธิ์ในสินค้า GI ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นต้นแบบในการยกระดับชุมชนผู้ผลิตสินค้า GI โดยมุ่งหวังให้สินค้า GI ของไทยเติบโต ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติอย่างกว้างขวาง อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
ที่ผ่านมา กรมได้ยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียน GI อย่างครบวงจร โดยมีการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการส่งเสริมการขึ้นทะเบียน ควบคุมคุณภาพ และขยายช่องทางการตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่น พร้อมเสริมแกร่งผู้ประกอบการ GI ตามนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทย 243 รายการ จากแหล่งผลิตต่าง ๆ ทั่วประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 114,000 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.ธนิต กล่าวว่า BEDO พร้อมสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพมาช่วยในการขับเคลื่อนการคุ้มครองและต่อยอดสินค้า GI และมั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดภารกิจด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายตรงกันที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ผ่านการปกป้องคุ้มครองสินค้า GI และส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า ซึ่งเมื่อสินค้าชุมชนได้รับการขึ้นทะเบียน GI ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับราคาสินค้าให้สูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับของที่มีคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8596">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/OWZVDkqy?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2025112079c1c446ffc002ebab8b933238514395084257.jpg' type='image/jpg' length='239203' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลุย Trademark Monitor ปี 2 เฝ้าระวังเครื่องหมายการค้าไทยโดนฉก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/133905</link>
<guid isPermaLink="false">2f935f13265bce8bbb7996668b73e725</guid>
<pubDate>Wed, 19 Nov 2025 09:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าโครงการ Trademark Monitor ปีที่ 2 เฝ้าระวังเครื่องหมายการค้าผู้ประกอบการไทยโดนละเมิด โดนฉก ในตลาดจีนและอาเซียน ฟรี เป็นระยะเวลา 1 ปี เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมแล้ว เป้า 100 ราย ใครสนใจยื่นได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 7 ธ.ค.68</strong><br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำโครงการ &ldquo;Trademark Monitor&rdquo; ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เฝ้าระวังต่างชาตินำเครื่องหมายการค้าของคนไทยไปจดทะเบียนในตลาดจีนและอาเซียน โดยเปิดรับสมัครผู้ประกอบการจำนวน 100 แบรนด์ เข้าร่วมโครงการเพื่อรับบริการดังกล่าวฟรีตลอด 1 ปีเต็ม เพื่อเพิ่มเกราะให้ SME ไทยทำการค้าในประเทศเป้าหมายได้อย่างมั่นใจ และช่วยเสริมสร้างโอกาสและศักยภาพแบรนด์ไทยให้เข้มแข็งในตลาดสากล<br />
สำหรับโครงการดังกล่าว กรมได้จัดทีมเฝ้าระวังและตรวจสอบในขั้นตอนที่สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาต่างประเทศมีการประกาศโฆษณา (เผยแพร่ข้อมูลคำขอต่อสาธารณะก่อนรับจดทะเบียน) โดยมีระยะเวลาให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการรับจดเครื่องหมายการค้านี้ ยื่นคัดค้านได้ภายใน 60-90 วัน ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งในกรณีที่กรมตรวจพบคำขอที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของไทย จะรีบแจ้งให้เจ้าของสิทธิคนไทยพิจารณายื่นเรื่องคัดค้านได้ทันเวลา พร้อมให้ทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำด้านกฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องแบรนด์ไทยและระงับยับยั้งความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที<br />
&ldquo;โครงการ Trademark Monitor ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยจะถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมพลังให้ภาคธุรกิจไทยสามารถขยายตลาดสู่ประเทศต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ ซึ่งการดำเนินโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของกรมในการปกป้องผลประโยชน์และเป็นที่พึ่งให้กับผู้ประกอบการไทยท่ามกลางภาวะการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงในปัจจุบัน โดยเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยเสริมเกราะคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของ SME ไทยให้แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในตลาดโลก นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
ก่อนหน้านี้ โครงการ Trademark Monitor ในปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการ SME สมัครเข้ารับบริการกว่า 100 ราย และกรมสามารถปกป้องสิทธิ SME ไทยจากปัญหาการถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าในตลาดจีนและอาเซียนได้ทันเวลาหลายรายการ อาทิ เครื่องหมายการค้า &ldquo;Moo Deng&rdquo; (หมูเด้ง) ขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยที่ตรวจพบในประเทศจีน ช่วยป้องกันการสูญเสียโอกาสทางการค้าในตลาดจีน ซึ่งตีเป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท<br />
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดโครงการ Trademark Monitor ปีที่ 2 พร้อมลงทะเบียนสมัครรับบริการได้ที่เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หรือลิงก์ https://qr.ipthailand.go.th/OdHMc71o ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 7 ธ.ค.2568 หรือจนกว่าจะครบจำนวน 100 แบรนด์ โดยกรมจะแจ้งรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้ร่วมโครงการในวันที่ 9 ธ.ค.2568 ทาง e-mail ของผู้ประกอบการที่ระบุไว้ในแบบฟอร์มรับสมัคร โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-5006 หรือสายด่วน 1368 หรือดูรายละเอียดเพิ่มที่เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8587">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/9oOpGbq4?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251119fe951185f6788a791301dfa3851e5587091934.jpg' type='image/jpg' length='162003' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกบิ๊กเอกชนไทยในสหรัฐฯ รับฟังความต้องการ ข้อเสนอเจรจาภาษีทรัมป์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/133654</link>
<guid isPermaLink="false">91b61984f6053a8760632a6968151a56</guid>
<pubDate>Tue, 18 Nov 2025 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถกบิ๊กเอกชนไทยในสหรัฐฯ รับฟังความต้องการ ข้อเสนอแนะ รับมือภาษีสหรัฐฯ ยันการเจรจายังคงเดินหน้า ตั้งเป้าสรุปผลตามกรอบเวลาเดิม และพร้อมนำสิ่งที่เอกชนต้องการเข้าไปหารือ แนะคุมเข้มเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า ดันไทยเป็นฮับความมั่นคงอาหาร มากกว่าขายแต่วัตถุดิบ</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยรายใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกา ณ โรงแรม Sofitel Los Angeles at Beverly Hills ว่า ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อจำกัด และความท้าทายด้านธุรกิจ รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต้นทุนการนำเข้า&ndash;ส่งออก และโลจิสติกส์ และรับฟังเสนอแนวทางที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ตลอดจนรูปแบบความร่วมมือที่เอกชนต้องการ<br />
โดยภาคเอกชนได้สอบถามความคืบหน้าในการเจรจาภาษี Reciprocal Tariffs ไทย&ndash;สหรัฐฯ โดยชี้แจงว่า ขณะนี้การเจรจายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง มีความคืบหน้าตามลำดับ และตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายใต้กรอบเวลาเดิม และยังได้เสนอให้รัฐเพิ่มบทบาทในการเจรจาทางการค้าลดภาษีบางหมวดสินค้า การสนับสนุนการตลาด ตลอดจนการสนับสนุนด้านข้อมูลและการประสานงานกับคู่ค้าในสหรัฐฯ<br />
นอกจากนี้ ได้หารือประเด็นอื่น ๆ อาทิ การผลักดันสินค้าของผู้ประกอบการ SME ไทย สินค้าเกษตรที่ตลาดต้องการและไทยมีศักยภาพ เช่น ไข่ไก่ และเป็ด การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การสนับสนุนต่างชาติที่มีศักยภาพเข้าประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-เอกชน จัดให้มี Long Stay Visa ดึงกำลังซื้อจากต่างชาติในการซื้อบ้าน ซื้อคอนโดมิเนียมในไทย เป็นต้น<br />
&ldquo;ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยืนยันพร้อมขับเคลื่อนให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้สำเร็จตามกรอบเวลา โดยรัฐบาลให้ความสำคัญทั้งด้านการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติควบคู่ไปกับการส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเดินหน้าประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเร่งรัดสรุปผลการเจรจา และเมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมเริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการ ก็จะการนำข้อเสนอของภาคเอกชนไปใช้ประกอบการเจรจา&rdquo;<br />
อย่างไรก็ตาม ได้ย้ำกับภาคเอกชนว่า จำเป็นต้องป้องกันปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ Local Content มากขึ้น เพื่อให้คงขีดความสามารถในการทำการค้ากับสหรัฐฯ และได้เสนอแนะให้ไทยใช้ความได้เปรียบด้านการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรสู่การเป็น &ldquo;Food Security Hub&rdquo; ขายความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่เพียงขายวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน<br />
สำหรับการหารือครั้งนี้ มีน.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายนิวัฒน์ หาญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส เข้าร่วม ส่วนภาคเอกชนประกอบด้วย CP North America, Best Oriental Produce, Inc., Sun Lee, Inc., Land and Houses USA, Inc., SCG International USA, Inc. และ AS World USA LLC</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8588">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/QSRMWvdV?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202511182f611d3d65b4e4b8fdf3d2aa38be0903084901.jpg' type='image/jpg' length='721041' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ผนึกภาครัฐ-เอกชน วางแผนจัดการสินค้าด้อยคุณภาพ ทุ่มตลาด สวมสิทธิ์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/133438</link>
<guid isPermaLink="false">afede8cd8a08914f4e3fd14a4ca30758</guid>
<pubDate>Mon, 17 Nov 2025 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เป็นประธานประชุมหารือร่วมภาครัฐและเอกชน 11 หน่วยงาน ติดตามความคืบหน้าและกำหนดกรอบจัดการแก้ไขปัญหาสินค้า 3 กลุ่ม สินค้าราคาถูกและด้อยคุณภาพ ที่นำเข้ามาขาย สินค้าทุ่มตลาด และสินค้าที่นำเข้ามาสวมสิทธิ์ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายพิจารณา วันที่ 9 ธ.ค.นี้</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด &ldquo;รวมพลัง เสริมแกร่ง สู่ความยั่งยืน : Synergy for Sustainability&rdquo; ว่า ขณะนี้มีปัญหาที่ไทยต้องเร่งจัดการร่วมกันมี 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.สินค้าราคาถูก ด้อยคุณภาพ และผิดกฎหมาย โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่เสี่ยงต่อมาตรฐานและความปลอดภัยของประชาชน 2.การนำเข้าสินค้าที่แข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม สร้างความเสียหายต่อผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม และ 3.การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) ที่กระทบต่อขีดความสามารถและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย<br />
ทั้งนี้ ได้มีการรับฟังปัญหาและมาตรการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่า มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ทั้งการคัดกรองสินค้านำเข้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้าประเทศ และการพัฒนาระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อสกัดการสวมสิทธิ์ และยังมีการยกระดับมาตรฐานการควบคุมสินค้าในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนได้รับสินค้าที่ดี มีคุณภาพ และปลอดภัย โดยสินค้านำเข้าต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกับผู้ผลิตไทย ซึ่งในรายละเอียดแผนงาน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะรับไปจัดทำรายละเอียดและนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ครั้งที่ 1/2568 ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ในวันที่ 9 ธ.ค.2568 ต่อไป<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีความเข้าใจผิดในหลายประเด็นเกี่ยวกับสินค้าด้อยคุณภาพ สินค้าทุ่มตลาด และเรื่องการสวมสิทธิ์กฎถิ่นกำเนิดสินค้า กรมจึงได้เชิญประชุมภาคเอกชน เพื่อทำความเข้าใจให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นคนละเรื่อง โดยสินค้าราคาถูก สินค้าไม่ได้มาตรฐานที่เข้ามาขายออนไลน์ ก็ต้องมีวิธีบริหารจัดการไม่ให้กระทบกับผู้ผลิตและผู้บริโภค สินค้าทุ่มตลาด เป็นสินค้าที่ขายในประเทศผู้ผลิตราคาหนึ่ง แต่เอาเข้ามาขายในไทยราคาต่ำกว่า จึงต้องใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดจัดการ และเรื่องสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิด เป็นเรื่องที่เอาสินค้าจากประเทศอื่นมาสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยแล้วส่งออก ซึ่งกรมกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ เพราะเรื่องนี้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ<br />
สำหรับการประชุมครั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ จำนวน 6 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนจำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เข้าร่วมประชุม</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8582">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Huo0BO3k?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202511170b75485be585bd7f673bf4054191ff5c084728.jpg' type='image/jpg' length='394794' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์วิชัน ไทยแหล่งความมั่นคงอาหารโลก พร้อมส่งมอบข้าวที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภค]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/133174</link>
<guid isPermaLink="false">6e0cd4e0d37fee8aa94e62d639ec1e38</guid>
<pubDate>Fri, 14 Nov 2025 09:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมงาน SS Rice News Convention 2025 ที่พัทยา จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นต่อข้าวไทย ทั้งความหลากหลาย คุณภาพ รสชาติ พร้อมโชว์วิชันไทยพร้อมเป็นแหล่งความมั่นคงอาหารโลก ส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและข้าวที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา กรมได้เข้าร่วมงานประชุมข้าวนานาชาติ SS Rice News Convention 2025 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช พัทยา จัดโดย SS Rice News วารสารตลาดข้าวนานาชาติออนไลน์ชั้นนำ เพื่อสร้างเครือข่ายและกระชับความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างผู้ที่อยู่ในวงการค้าข้าว และแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ข้าวทั้งในด้านการผลิต การค้า ความท้าทายในอุตสาหกรรมข้าวโลกในปัจจุบัน<br />
โดยภายในงาน กรมได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่ดีและความโดดเด่นของข้าวไทยทั้งในด้านความหลากหลาย คุณภาพมาตรฐาน และรสชาติ ภายใต้คอนเซปต์ &ldquo;Think Rice Think Thailand, We serve the best rice to the world&rdquo; โดยจัดแสดงตัวอย่างข้าวไทยชนิดต่าง ๆ อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวหอมนิล และข้าว กข43 ควบคู่ไปกับเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวคุณภาพของโลก ให้แก่ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศที่เข้าร่วมงานกว่า 600 ราย จากหลากหลายประเทศ อาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ สหภาพยุโรป ปารากวัย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า ได้รับเกียรติจากผู้จัดงานให้ขึ้นกล่าวเปิดงานในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย จึงใช้โอกาสนี้ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานที่ได้เดินทางมาร่วมงานประชุมข้าวนานาชาติในประเทศไทย ซึ่งเป็นงานประชุมใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของปี ต่อเนื่องจากงานประชุม Thailand Rice Convention 2025 ที่จัดขึ้นโดยกรมเมื่อเดือน พ.ค.2568 ที่ผ่านมา โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงาน SS Rice News Convention 2025 จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวโลกจะได้ร่วมหารือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวให้ดียิ่งขึ้น และได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสินค้าข้าวหนึ่งในสินค้าที่เป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงอาหารโลก เป็นสินค้าเสาหลักในการรับประกันว่าประชากรกว่าครึ่งโลกจะมีอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีวิต<br />
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ ทั้งทางด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ภัยพิบัติ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าและกฎระเบียบระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนกระทบต่ออุตสาหกรรมข้าวตั้งแต่การผลิตตลอดจนการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค โดยกรมได้ยืนยันที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวในประเทศให้พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งความมั่นคงทางอาหารโลก ส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพ รวมทั้งส่งมอบข้าวที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภคทั่วโลก</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8578">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/kYGw38Fn?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" src="//if-cdn.com/embed.js" charset="utf-8"></script></div>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251114bd01868134831a818801ccd545b98016093138.jpg' type='image/jpg' length='219769' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เกาะติดผักชี เร่งกระจายผลผลิตเข้าพื้นที่ขาดแคลน คาดสัปดาห์หน้าราคาลง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132968</link>
<guid isPermaLink="false">07fb95d35487cde750f6bc49cf03375e</guid>
<pubDate>Thu, 13 Nov 2025 08:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ &ldquo;ผักชี&rdquo; หลังราคาปรับตัวสูงขึ้น เผยได้รับผลกระทบจากฝนตก น้ำท่วม ทำผักเสียหาย ประสานผลผลิตจากแหล่งอื่นกระจายไปยังพื้นที่ขาดแคลนแล้ว คาดสัปดาห์หน้าปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายผักในตลาดช่วงปลายฤดูฝน พบว่า ผักชีเป็นผักที่มีราคาจำหน่ายปรับสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาผักชีเกรดดีที่มีความสมบูรณ์เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 250 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ยอยู่ราวกิโลกรัมละ 130 บาท ขณะที่ผักชีเกรดรอง ซึ่งได้รับความเสียหายบางส่วนจากฝนตก ยังคงมีจำหน่ายในตลาดในราคาประมาณ 130 บาทต่อกิโลกรัม โดยกรมได้เร่งดำเนินการประสานความร่วมมือกับสมาคมตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทยและภาคเอกชน เพื่อกระจายผลผลิตจากแหล่งปลูกอื่นเข้าทดแทนในตลาด และลดความตึงตัวของราคา คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า เมื่อผลผลิตจากแหล่งใหม่ทยอยออกสู่ตลาด ราคาผักชีจะเริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสาเหตุของการปรับขึ้นราคาผักในช่วงนี้ มาจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกที่ทำให้ผักบางส่วนได้รับความเสียหาย และสภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเตรียมแปลงเพาะปลูกใหม่ได้ทัน อีกทั้งผักชีที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวถูกฝนชุก ทำให้ใบช้ำหรือเน่า ต้องคัดแยกมากขึ้น ส่งผลให้ผักชีที่มีคุณภาพดีมีปริมาณลดลง ราคาจึงปรับสูงขึ้นตามคุณภาพสินค้า<br />
ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งไม่ใช่แหล่งปลูกหลัก ต้องขนส่งผักชีจากภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจำหน่าย ทำให้ใช้เวลาขนส่งนานขึ้น ประกอบกับผักชีเป็นผักที่เน่าเสียง่าย จึงเกิดการสูญเสียระหว่างทางบางส่วน ส่งผลให้ผักชีเกรดสมบูรณ์มีราคาสูงกว่าปกติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว ได้เร่งประสานความร่วมมือกับสมาคมตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย รวมถึงผู้ประกอบการค้าส่ง&ndash;ค้าปลีก และเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการนำผักชีจากแหล่งเพาะปลูกอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ ลพบุรี และสระบุรี เข้ามาทดแทนในตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในทุกภูมิภาค และพร้อมเชื่อมโยงแหล่งผลิตอื่น กระจายไปในทุกพื้นที่อย่างทันท่วงที เพื่อดูแลราคาผักให้อยู่ในสถานการณ์ปกติตลอดช่วงปลายฤดูฝนนี้ และป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8570">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/b78rCGOJ?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202511133f49fbcc882a8f38c42c90afb5316ff1082415.jpg' type='image/jpg' length='663796' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ “ท่องเที่ยว” นำสินค้า SME จำหน่ายช่วงจัดแข่งซีเกมส์-พาราเกมส์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132772</link>
<guid isPermaLink="false">8c896ac669f39f15ea7c8be8ece2e7d4</guid>
<pubDate>Wed, 12 Nov 2025 08:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดกิจกรรม &ldquo;ชิม ช้อป เชียร์ by MOC&rdquo; นำสินค้าจากผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา และสินค้าจาก SME รวม 150 ราย มาจัดจำหน่ายให้กับนักกีฬา แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและต่างชาติ ถึงขอบสนามการแข่งขันมหกรรมซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด เพิ่มรายได้ ให้กับผู้ประกอบการ &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 ที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา และเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 ม.ค.2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม &ldquo;ชิม ช้อป เชียร์ by MOC&rdquo; จำหน่ายสินค้าของของกิน ของใช้ และของที่ระลึก ให้แก่แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้ง 11 ประเทศ ในบริเวณสนามกีฬาต่าง ๆ โดยจะนำสินค้าจากผู้ประกอบการ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และสินค้าจากผู้ประกอบการ SME รวม 150 ราย มาจำหน่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ และสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ทั้งสองรายการนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานคร ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 (ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์) เป็นสินค้าจากผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ปริมณฑล และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหารและเครื่องดื่ม รวม 40 บูธ 2.จังหวัดชลบุรี ณ ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11-15 ธ.ค.2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดชลบุรี และ 3 จังหวัดชายแดน (จันทบุรี ตราด และสระแก้ว) รวม 40 บูธ 3.จังหวัดสงขลา ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ ระหว่างวันที่ 7-11 ธ.ค.2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง รวม 50 บูธ และ 4.จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ระหว่างวันที่ 20-26 ม.ค.2569 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) รวม 20 บูธ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และการบรรเทาผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม นอกจากยอดขายที่จะเกิดขึ้นในกิจกรรมครั้งนี้แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าก็มีโอกาสได้ทราบถึงแนวโน้มตลาดว่า ผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจสินค้าประเภทใด ลักษณะใด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและพัฒนาตลาดในโอกาสต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้สามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและสากลได้จริง พร้อมทั้งใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์เป็นเวทีประชาสัมพันธ์สินค้าไทยสู่สายตานานาชาติ และในขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นต่าง ๆ ให้เหล่ากองเชียร์และนักกีฬาได้เลือกซื้อกันได้โดยสะดวกถึงในบริเวณสนามกีฬา จึงขอเชิญชวนประชาชน นักกีฬา และแฟนกีฬา มาร่วมในงาน &ldquo;ชิม ช้อป เชียร์ by MOC&rdquo; กันมาก ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8564">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ucntEFV4?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2025111278013f2122498379d12f724e5d62f527084437.jpg' type='image/jpg' length='557022' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ชี้เป้าขายอาหาร-เครื่องดื่มยั่งยืน เจาะกลุ่ม Gen Z-Millennials ในอังกฤษ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132532</link>
<guid isPermaLink="false">c99a34bc60befac48e470292afc88db8</guid>
<pubDate>Tue, 11 Nov 2025 08:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยั่งยืนในอังกฤษ พบผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ Millennials ให้ความสำคัญกับการบริโภคสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้น และยอมจ่ายแพงกว่าเดิม แนะผู้ส่งออกไทยศึกษา ผลิตสินค้าไปขาย เน้นเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีโอกาสรุ่งแน่</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายจิรกานต์ เพชรชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ถึงการเติบโตของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยั่งยืนในอังกฤษ และโอกาสในการส่งออกอาหารและเครื่องดื่มกลุ่มดังกล่าวของไทยเข้าไปจำหน่าย เพื่อรองรับการเติบโตที่กำลังขยายตัว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวอังกฤษให้ความสำคัญต่อประเด็นเรื่องความยั่งยืนของอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials เป็นกลุ่มที่ให้ความเห็นว่ายินดีจ่ายค่าสินค้าเพิ่มขึ้น 50% หากเป็นสินค้าที่มีการผลิตอย่างยั่งยืน ในขณะที่ในการสำรวจของ OnePoll ชี้ให้เห็นว่ากว่า 2,000 คนจากกลุ่มตัวอย่างพร้อมจะใช้จ่ายมากขึ้นหากเป็นสินค้าพรีเมียมหรือเป็นอาหารที่มีการผลิตอย่างยั่งยืน และยังเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น โดย 1 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นว่า พร้อมจะเลิกใช้สินค้ายี่ห้อเดิม เนื่องจากความกังวลเรื่องความยั่งยืน และเปลี่ยนไปใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การสื่อสารของแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในลำดับแรก ได้แก่ การลดขยะจากการผลิต ความเป็นมิตรกับโลก การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแบรนด์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเขื่อถือและเพิ่มความสามารถการแข่งขันในตลาดได้ โดยจากผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 17 มีการตรวจดูตราสัญลักษณ์รับรองความยั่งยืน ร้อยละ 23 ให้ความสำคัญต่อสินค้าที่มีการปฏิบัติที่มีความยั่งยืน ร้อยละ 14 ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากการโฆษณาเกี่ยวกับความยั่งยืน ร้อยละ 44 มีความกังวลต่อโลกในอนาคต ร้อยละ 25 พยายามมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอน ฟุตพริ้นต์ และ 1 ใน 5 ให้ความสนใจในการซื้อสินค้ายั่งยืนเป็นอันดับแรก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของแบรนด์อาจมีอุปสรรคสำคัญ คือ ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น จากการสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และผู้บริโภคอาจจะต้องเผชิญกับความพึงพอใจต่อการเปลี่ยนมาใช้สินค้าที่มีความยั่งยืนที่มีราคาสูงกว่าแบรนด์อื่น ซึ่งเป็นประเด็นที่เจ้าของแบรนด์จะต้องลงทุนในการสร้างการรับรู้ ให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ประเด็นเรื่องการผลิตอย่างยั่งยืนในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นประเด็นที่ผู้บริโภคชาวอังกฤษให้ความสำคัญ และมีความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อยที่มีข้อมูลชี้ให้เห็นชัดเจนว่ามีความพร้อมในการใช้จ่ายสินค้าที่มีความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีคุณธรรม ซึ่งกลุ่ม GenZ เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสนใจในประเด็นเหล่านี้มากที่สุดและมีกำลังซื้อสินค้า และยังมีความสนใจในประเด็นเรื่องรีไซเคิล และการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งให้น้อยลงอีกด้วย ซึ่งผู้ประกอบการไทย อาจใช้ประเด็นเรื่องการอนุรักษ์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาพิจารณาการพัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการสร้างการรับรู้ หรือใช้เป็นจุดเด่นในการสร้างตลาดใหม่ในสหราชอาณาจักรได้อีกทางหนึ่ง&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8560">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Vlq3hASa?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202511113f294c081d98be1963f2c23b4f957c7d083842.jpg' type='image/jpg' length='407159' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พูนพงษ์”ขับเคลื่อนกรมพัฒน์ รวมพลัง DNA คนรุ่นเก่า-ใหม่ ทำงานสนองภาคธุรกิจ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132263</link>
<guid isPermaLink="false">c20bde794e363884407834efbd972cc3</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พูนพงษ์&rdquo; กำหนดทิศทางการบริหารองค์กรภายใต้แนวคิด &ldquo;วัฒนธรรมองค์กรของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า&rdquo; ยึดบุคลากรเป็นผู้ขับเคลื่อนองค์กร ผ่านการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้างทางความคิด ร่วมพลังคนทุกระดับ ทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และร่วมมือกับผู้ใช้บริการ เพื่อให้เป็นหน่วยงานรัฐยุคใหม่ที่ทำงานอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส สร้างสรรค์ และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้กำหนดทิศทางการบริหารองค์กรภายใต้แนวคิด &ldquo;วัฒนธรรมองค์กรของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า&rdquo; โดยมุ่งการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของกรมให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ยึดหลักบุคลากร เป็นผู้ขับเคลื่อนองค์กรผ่านการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้างทางความคิด องค์กรที่โปร่งใส และเกิดพลังร่วมกันของบุคลากรทุกระดับตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ เพื่อให้องค์กรเป็นหน่วยงานภาครัฐยุคใหม่ที่ทำงานอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส สร้างสรรค์ และตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจไทยได้อย่างแท้จริง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการขับเคลื่อนองค์กร ได้กำหนดกรอบวัฒนธรรมองค์กรใหม่ภายใต้แนวคิด 4 มิติ คือ 1.ประสานพลัง มุ่งสร้างพลังบุคลากรในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้มีค่านิยมร่วมกัน พร้อมขับเคลื่อนนโยบายตามภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเดินไปสู่ความสำเร็จไม่สามารถก้าวไปเพียงลำพัง กรมจะประสานพลังร่วมกับองค์กรภายนอกเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแบ่งปันทรัพยากรซึ่งกันและกัน จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชนเป็นสำคัญ<br />
2.ถูกต้องแม่นยำ ในฐานะบทบาทองค์กรผู้ให้บริการจดทะเบียนธุรกิจและข้อมูลธุรกิจแก่ประชาชน กรมฯ พร้อมยึดมั่นในความถูกต้องบนมาตรฐานที่ดี รอบคอบ ควบคู่ความโปร่งใสตรวจสอบได้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ และผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.เปิดกว้างทางความคิด สร้างบรรยากาศการทำงานที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนมุมมองจากบุคลากรที่หลากหลายเพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมและปรับวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การให้บริการในยุคดิจิทัล มุ่งสู่องค์กรแห่งความร่วมมือและนวัตกรรม<br />
4.มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ส่งเสริมบุคลากรให้ตั้งมั่นทำงานด้วยความรับผิดชอบ ใส่ใจคุณภาพ และมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการบริการและความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ผมเชื่อว่าพลังของบุคลากรของกรม เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ การสร้างพลังจากภายในให้บุคลากรมีความสุขในการทำงาน เห็นคุณค่าในบทบาทของตนเองจะสามารถต่อยอดสู่ผลลัพธ์ภายนอกที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชน &nbsp;การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนทำงานทั้งรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์และคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดทันสมัย รวมถึงผู้ใช้บริการจะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ในทุกมิติ โดยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรจะทำให้เกิดความร่วมมือภายในและระหว่างหน่วยงานเพิ่มขึ้น บุคลากรมีแรงบันดาลใจและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ที่สำคัญภาคธุรกิจและประชาชนจะได้รับบริการที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และโปร่งใส&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8553">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/lDdbdKSh?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2025111083dfc642c9d86184f927cccb2eca5204083758.jpg' type='image/jpg' length='536886' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“วิทยากร”ทดลองใช้ “สุขกาย สบายกระเป๋า” นำใบสั่งยาซื้อข้างนอก ลดค่าครองชีพได้จริง]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132000</link>
<guid isPermaLink="false">5631602d68e0cacf84c421b3f0e2d87a</guid>
<pubDate>Fri, 07 Nov 2025 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;วิทยากร&rdquo; อธิบดีกรมการค้าภายในลงพื้นที่ติดตามโครงการ &ldquo;สุขกาย สบายกระเป๋า&rdquo; หลังนายกรัฐมนตรีได้คิกออฟเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.68 ทดลองใช้บริการ แพทย์แจ้งรายละเอียดยา ราคายา สามารถนำใบสั่งยาไปซื้อยาที่ร้านขายยาข้างนอกโรงพยาบาลได้จริง ล่าสุดมีโรงพยาบาลเข้าร่วมแล้ว 345 แห่ง ร้านขายยากว่า 3,400 ร้าน คาดโครงการนี้ ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนทั้งประเทศปีละกว่า 32,000 ล้านบาท</strong><br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลและร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ &ldquo;สุขกาย สบายกระเป๋า&rdquo; ที่โรงพยาบาลพระราม 9 และร้านขายยา Top Care , Boots และ Watsons ที่ห้างเซ็นทรัล พระราม 9 ว่า กรมได้ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินทางมาติดตามโครงการ &ldquo;สุขกาย สบายกระเป๋า&rdquo; หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้คิกออฟโครงการไปตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.2568 โดยกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนเปิดเผยค่ายา และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลได้ ซึ่งตนได้ทดลองใช้บริการจริง ๆ และได้รับใบสั่งยาจากแพทย์ ซึ่งโรงพยาบาลแจ้งรายละเอียดยาทั้งหมด และหากประสงค์จะไม่รับยาของโรงพยาบาล ก็สามารถนำใบสั่งยาไปซื้อยาที่ร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการได้<br />
&ldquo;ได้ไปตรวจโรคคนแก่ มีทั้งความดัน หัวใจ ไขมันในเลือดสูง นอนไม่หลับ ได้ยามา 5 ชนิด เป็นยาที่หาซื้อข้างนอกได้ 4 รายการ และเป็นยาเฉพาะ 1 รายการ มีราคาค่ายารวมทั้งหมด 10,370 บาท ได้แจ้งกับโรงพยาบาลว่าขอไปซื้อยาเอง คงเหลือยาที่ต้องซื้อกับโรงพยาบาล 1 รายการ เพราะเป็นยาเฉพาะ หาซื้อข้างนอกไม่ได้ เหลือต้องจ่ายค่ายาเพียง 1,670 บาท รวมค่าตรวจ ค่าบริการทางการแพทย์ และค่ายาควบคุมพิเศษ ส่วนที่เหลือจะนำใบสั่งยาไปซื้อที่ร้านขายยานอกโรงพยาบาล ในราคา 3,863 บาท ซึ่งราคาถูกกว่าของโรงพยาบาลที่ 8,700 บาท มีส่วนต่าง 4,837 บาท เพราะต้นทุนแตกต่างกัน ผมมาทดลองแล้ว ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง&rdquo;<br />
ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังผู้บริหารโรงพยาบาล ได้ยืนยันว่า หากประชาชนที่มาใช้บริการต้องการจะซื้อยานอกโรงพยาบาล ก็ให้แจ้งความประสงค์ได้เลย เพราะแม้โรงพยาบาลจะมีรายได้ในส่วนค่ายาลดลง แต่ก็แลกกับการที่มีผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ คนมักจะคิดว่าโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่ารักษา ค่ายา แต่เมื่อมีโครงการนี้ ค่าใช้จ่ายในส่วนของค่ายาลดลง ทำให้ประชาชนหันมาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น และลดความแออัดในการเข้าโรงพยาบาลของรัฐ และจากการสอบถามประชาชน ต่างยืนยันว่า ลดภาระค่าครองชีพได้จริง เพราะไม่ต้องจ่ายค่ายาที่โรงพยาบาลสั่งจ่าย สามารถนำใบสั่งยาไปซื้อนอกโรงพยาบาลได้<br />
ปัจจุบันมีเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 11 เครือ จำนวน 345 แห่ง ได้แก่ 1.BDMS 2.ธนบุรี 3.สินแพทย์ 4.เกษมราษฎร์ 5.RAM 6.บางประกอก-ปิยะเวท 7.พริ้นซิเพิล 8.นวมินทร์ 9.จุฬารัตน์ 10.มหาชัย และ 11.วิชัยเวช และยังมีโรงพยาบาลเดี่ยว ที่ไม่มีเครือเข้าร่วมอีก เช่น หัวเฉียว บี.แคร์ เจ้าพระยา พระรามเก้า และกรุงเทพคริสเตียน เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนร้านขายยามี 16 เครือข่าย 10 แอปพลิเคชัน จำนวน 3,461 แห่ง โดยร้านขายยาขนาดใหญ่ ได้แก่ 1.Pharmax 2.Icare 3.Super Drug 4.Fascino 5.Save Drug 6.Pure Pharmacy 7.eXta Plus 8.Tops Care 9.ร้านยากรุงเทพ 10.GPO 11.Boots 12.Watsons 13.ร้านยาโลตัส 14.Health Up 15.Lab Pharmacy และ 16.ยาหนึ่ง และผู้ให้บริการ Telepharmacy ได้แก่ 1.Telehealth 2.ยาพร้อม 3.PharmCare 4.AskMacy by Fascino 5.ร้านยากรุงเทพ 6.All PharmaSee 7.BIGYA 8.BeDee 9.Boots และ 10.Watsons&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโครงการ &ldquo;สุขกาย สบายกระเป๋า&rdquo; เป็นโครงการ Quick Big Win ที่ได้รับการผลักดันโดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการจัดทำโครงการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในด้านการรักษาพยาบาล โดยโครงการนี้ นายกรัฐมนตรีได้คิกออฟไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา และได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว คาดว่า จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนทั้งประเทศได้ประมาณ 32,000 ล้านบาทต่อปี</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8544">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/RNbsskVk?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202511078216806ef68df3dde2076ca89b044162084948.jpg' type='image/jpg' length='122659' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ร่วมพิธีเปิดงาน CIIE 2025 ขนทัพอาหาร-เครื่องดื่ม 60 บริษัทโชว์ศักยภาพ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/131731</link>
<guid isPermaLink="false">906840f20770380bbf749c5434650acc</guid>
<pubDate>Thu, 06 Nov 2025 08:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้า China International Import Expo 2025 (CIIE 2025) ที่เซี่ยงไฮ้ นำทัพผู้ประกอบการไทยจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม 60 บริษัทเข้าร่วมโชว์ศักยภาพ ตั้งเป้าทำเงินเข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 220 ล้านบาท เผยยังได้จัดนิทรรศการภายใต้ศาลาไทย โปรโมต Soft Power อาหารไทย ไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และโอกาสการค้า การลงทุน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้า China International Import Expo 2025 (CIIE 2025) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติ นครเซี่ยงไฮ้ ว่า การจัดงานในปีนี้ เป็นครั้งที่ 8 โดยมีนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และมีผู้บริหารระดับสูงระดับนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม โดยในส่วนของไทย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้นำผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีศักยภาพจำนวน 60 บริษัทเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและเจรจาการค้า บนพื้นที่ 640 ตาราเมตร และการเข้าร่วมงานปีนี้ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 220 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นประเทศแขกเกียรติยศ (Honorable Country) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จึงได้จัดนิทรรศการภาพลักษณ์ประเทศไทย บนพื้นที่ 252 ตารางเมตร ภายใต้พาวิเลียนที่ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก &ldquo;ศาลาไทย&rdquo; ซึ่งในปี 2568 มีประเทศแขกเกียรติยศ 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์เจีย สวีเดน โคลอมเบีย และไนจีเรีย โดยไทยจะเน้นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทย ภายใต้แนวคิด The Nexus 5 ทศวรรษแห่งความสัมพันธ์ไทย&ndash;จีน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;จีน&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการ ประกอบด้วย Thai Taste นำเสนอสินค้าอาหารจากประเทศไทย อาหารรสชาติไทยแท้จากร้าน Thai SELECT ความหลากหลายของข้าวไทยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากข้าว พร้อมเพลิดเพลินกับผลไม้เมืองร้อนและนวัตกรรมการเกษตรอย่างยั่งยืนของไทย , Thai Style พื้นที่แสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ในหมวดสินค้าไลฟ์สไตล์และสุขภาพ&ndash;สปา นำเสนอผลงานการออกแบบที่ได้รับรางวัล DEmark Award สินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark และ PM Award แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของไทย , Thai Experiences ผู้ชมจะได้สัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านการท่องเที่ยว นำเสนอจุดเด่นของประเทศไทยที่จะสร้างประสบการณ์พิเศษ และจิตวิญญาณแห่ง Amazing Thailand และ Thai Vision ค้นหาโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่อนาคตไปด้วยกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
งาน CIIE เป็นงานแสดงสินค้าลำดับต้น ๆ ของจีน โดยเดือน พ.ค.2560 ประธานาธิบดีจีน สีจิ้นผิง ได้ประกาศ ณ เวทีความร่วมมือระหว่างประเทศหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Forum) ว่าจีนจะจัดงาน China International Import Expo (CIIE) ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป และจัดต่อเนื่องมาแล้ว 8 ครั้ง โดยปี 2568 จัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติ นครเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์นิทรรศการและการประชุมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ทั้งหมดรวม 1.5 ล้านตางเมตร เฉพาะพื้นที่จัดแสดงโซน Business Exhibition มีพื้นที่รวม 366,000 ตารางเมตร<br />
โดยการจัดงาน CIIE ครั้งที่ 8 (CIIE 2025) ใช้ธีมงาน &ldquo;New Era, Shared Future&rdquo; แบ่งเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ 1.Business Exhibition แบ่งเป็น 7 สาขา ได้แก่ อุปกรณ์ทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Medical Equipment &amp; Healthcare Products) ยานยนต์และการสัญจรหอัจฉริยะ (Automobileand Smart Mobility)อุตสาหกรรมอัจฉริยะและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Intelligent Industry &amp; Information Technology) สินค้าอุปโภค (Consumer Goods) อาหารและสินค้าเกษตร (Food &amp; Agricultural Products) ธุรกิจบริการ (Trade in Services)และโซนพิเศษการบ่มเพาะนวัตกรรม (Innovation Incubation Special Section) 2.Country Exhibition นิทรรศการจัดแสดงภาพลักษณ์ประเทศ อาคาร 5.2 ประเทศไทยเข้าร่วมในฐานะประเทศแขกเกียรติยศ (ไทย UAE จอร์เจีย สวีเดน โคลอมเบีย และไนจีเรีย) และ 3.Hongqiao International Economic Forum อาคาร 4.2 และ WH North Square</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8537">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/IlEqRf3h?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251106a8c2b310e823b74b6e0a90b7ee92c315084830.jpg' type='image/jpg' length='376188' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ผนึกหน่วยงานพันธมิตร จับสินค้าปลอมล็อตใหญ่ มูลค่าเสียหาย 55 ล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/131461</link>
<guid isPermaLink="false">68a4a878f61f30261591f1df5d606b82</guid>
<pubDate>Wed, 05 Nov 2025 08:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกกำลังกรมศุลกากร อย. การท่าเรือแห่งประเทศไทย จับสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาล็อตใหญ่ ตั้งแต่ต้นทางที่จุดนำเข้า รวมมูลค่ากว่า 55 ล้านบาท เผยมีทั้งกระเป๋า รองเท้า แบตเตอรี แก้วเก็บความเย็น ยันเดินหน้าจับต่อ สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการ และดูแลผู้บริโภคจากสินค้าด้อยคุณภาพ</strong><br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมแถลงผลสำเร็จความร่วมมือปราบปรามการนำเข้าสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและสินค้าผิดกฎหมายล็อตใหญ่ มูลค่ารวมกว่า 55 ล้านบาท ร่วมกับกรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ กรมศุลกากร เพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดตั้งแต่ต้นน้ำ และปกป้องผู้บริโภคจากอันตรายของสินค้าปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ที่ผ่านมา กรมได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด โดยมีการปูพรมปราบปรามสินค้าละเมิดทั่วประเทศ โดยเฉพาะแหล่งต้นน้ำ เช่น แหล่งกระจายสินค้า โกดังเก็บสินค้า และจุดนำเข้าสินค้า เพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดไม่ให้เข้าสู่ท้องตลาด โดยมุ่งปกป้องสิทธิ์ให้กับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าถูกกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการปกป้องผู้บริโภคจากการหลอกลวงของสินค้าแบรนด์ปลอมและป้องกันอันตรายจากสินค้าที่ด้อยคุณภาพและมาตรฐาน&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) สถิติการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมศุลกากร มีการจับกุมทั้งสิ้น 247 คดี และตรวจยึดสินค้าละเมิดรวมกว่า 5 แสนชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 38 ล้านบาท และล่าสุดเดือน ต.ค.2568 กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดสินค้าลักลอบนำเข้าประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่ไม่ได้สำแดงในใบขนส่งสินค้าจากประเทศต้นทาง เช่น แบตเตอรี รองเท้าแตะ กระเป๋า แก้วเก็บความเย็น เป็นต้น รวมทั้งสิ้น 70 หีบห่อ จำนวน 18,175 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 55 ล้านบาท รวมทั้ง ยังมีการตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมายอื่น ๆ เช่น ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) และยาเสพติด รวมมูลค่าอีกกว่า 100 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมขอขอบคุณกรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมดำเนินการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง อันเป็นส่วนสำคัญของการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่เป็นอันตราย สะท้อนบทบาทความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนไทยที่มุ่งแก้ไขปัญหานี้อย่างเข้มงวดและจริงจัง โดยกรมจะเดินหน้าใช้มาตรการเชิงรุกปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และดึงดูดการค้าการลงทุน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฝ้าระวังและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์&nbsp;<a href="http://www.ipthailand.go.th/" target="_blank">www.ipthailand.go.th</a></p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8531">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/D5cUG40c?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251105173800a414073f367122d1e988253cc7083243.jpg' type='image/jpg' length='224101' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​มันอัดเม็ดไทย 2 หมื่นตัน ออเดอร์แรกในประวัติศาสตร์ส่งถึงซาอุดิอาระเบียแล้ว]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/131247</link>
<guid isPermaLink="false">69ac0af22d51c182d36cddb62f49a124</guid>
<pubDate>Tue, 04 Nov 2025 08:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศติดตามผลการขายมันสำปะหลังให้กับผู้ผลิตอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ซาอุดิอาระเบีย ล่าสุดมันอัดเม็ด 20,000 ตัน ถูกส่งถึงท่าเรือดัมมามแล้ว เผยเป็นการเปิดประตูบานแรกให้กับมันสำปะหลังไทยเจาะเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง ส่งผลดีให้ไทยลดการพึ่งพาตลาดเดียว เพิ่มโอกาสส่งออกไปตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และยกระดับราคามันสำปะหลังเกษตรกรให้สูงขึ้น เตรียมเดินหน้าขายต่อ มุ่งเจาะอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม กระดาษ กาว</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการติดตามผลการจัดคณะผู้แทนการค้าภาคเอกชนและนักวิชาการ เดินทางไปเจรจาขายมันสำปะหลังที่ตลาดซาอุดิอาระเบีย เมื่อวันที่ 17-22 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา ว่า การเดินทางไปครั้งนั้น บริษัท Arabian Agricultural Services Company (ARASCO) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียและภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้สนใจซื้อมันอัดเม็ดของไทยชนิด Hard Pellets เพื่อนำไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ ปริมาณ 20,000 ตัน และล่าสุดได้รับรายงานว่าสินค้ามันอัดเม็ดของไทยได้ส่งไปถึงท่าเรือดัมมามของซาอุดิอาระเบียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกมันอัดเม็ดไปตลาดซาอุดิอาระเบียในครั้งนี้ เป็นการเปิดประตูบานแรกในการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทยไปยังตลาดอาหารสัตว์ในตะวันออกกลางได้สำเร็จ สร้างโอกาสครั้งสำคัญให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ และยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ในการลดการพึ่งพาตลาดเดียว และขยายการส่งออกมันสำปะหลังไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะทำให้มันสำปะหลังไทยมีตลาดเพิ่มขึ้น และส่งผลดีในการยกระดับราคามันสำปะหลังของไทย&rdquo;นางอารดากล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า กรมจะเดินหน้าเร่งต่อยอดการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปยังประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางให้เพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และยังเป็นไปตามนโยบายและแนวทางการขยายตลาดสินค้าเกษตรของรัฐบาล และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้หาตลาดส่งออกใหม่ ๆ ให้กับสินค้าเกษตรของไทย โดยกรมจะมุ่งส่งเสริมให้ผู้นำเข้าเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของมันสำปะหลังไทยที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีความหลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ กระดาษ กาว เป็นต้น<br />
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย มีชื่อเสียงด้านคุณภาพในระดับโลกมาอย่างยาวนาน มีคุณสมบัติพิเศษสามารถแปรรูปเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลาย และที่สำคัญ เป็นวัตถุดิบ Non-GMO ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ตลาดโลกให้ความสนใจในการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้<br />
ขณะเดียวกัน การเพิ่มช่องทางการส่งออก จะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลก รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการส่งออกไทยสามารถเชื่อมั่นได้ว่าผลผลิตของตนจะมีตลาดรองรับที่มั่นคง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะยาว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8525">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/zFMLjdG6?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2025110477f4b7c57a8e8deb76e546abb49b547d083154.jpg' type='image/jpg' length='110669' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์หารือผู้ประกอบการ ทำแผนพัฒนา-ยกระดับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/131032</link>
<guid isPermaLink="false">f986869391d5aa6837874cce683493e9</guid>
<pubDate>Mon, 03 Nov 2025 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหารือผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ระดมความคิดเห็น ความต้องการ ในการส่งเสริมธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทย เห็นพ้องระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วนกำหนดแนวทางการพัฒนา การปรับปรุงศักยภาพร้านค้า เผยจะปรับโฉมร้านค้าให้สวยงาม ทันสมัย เพิ่มพูนความรู้การทำธุรกิจ การนำเทคโนโลยีมาใช้ การสร้างเครือข่าย พี่เลี้ยงโชห่วย ด้านธุรกิจขอรัฐช่วยสนับสนุนสินเชื่อ เข้าถึงโครงการภาครัฐ</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชิญตัวแทนผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น มาระดมความคิดเห็นและความต้องการในการส่งเสริมธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทยให้เข้มแข็ง เพื่อร่วมกันสร้างความก้าวหน้าให้ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทย เพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจแข่งขันได้ทุกสถานการณ์ และทำให้ภาครัฐสามารถพัฒนาธุรกิจค้าส่งค้าปลีกได้อย่างตรงจุด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยเบื้องต้น เห็นควรจัดประชุมระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ โดยเชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านค้าส่งค้าปลีกเข้าร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงศักยภาพร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกต้องเร่งดำเนินการ คือ การยกระดับภาพลักษณ์ร้านค้าให้มีความสวยงาม ทันสมัย ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น<br />
ทั้งนี้ ควรดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างการรับรู้ให้กับร้านค้าส่งค้าปลีกที่ผ่านการยกระดับมาตรฐานจากกรม เร่งพัฒนาความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เช่น ด้านเทคโนโลยี กฎหมาย บัญชี และภาษี รวมถึงเชื่อมโยงไปยังร้านค้าปลีก (โชห่วย) ในพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจค้าส่งค้าปลีกให้มีความเข้มแข็งทั้งระบบสามารถเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ด้วยการสนับสนุนร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่เป็นเลี้ยงโชห่วย ช่วยพัฒนาร้านโชห่วยในพื้นที่ให้เป็นสมาร์ทโชห่วยที่มีภาพลักษณ์ร้านค้าที่ดีและมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการร้านค้า และเพิ่มช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่ร้านค้าส่งค้าปลีกเสนอให้มีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อแก่ร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกรายย่อย โดยขอให้สถาบันทางการเงินสามารถใช้ข้อมูลจากร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เช่น ยอดซื้อขาย ความถี่ในการสั่งสินค้า และการให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของภาครัฐ ไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น<br />
นอกจากนี้ ขอให้ส่งเสริมธุรกิจค้าส่งค้าปลีกทั้งระบบให้ความสำคัญกับนโยบายของภาครัฐ อาทิ คนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ สนับสนุนให้ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นและร้านโชห่วยทั่วประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศมีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8513">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/HSE8ieJy?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202511039708f7f3ef21aa8c5e5b6c7869a416e7085146.jpg' type='image/jpg' length='424247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์หารือผู้ประกอบการ ทำแผนพัฒนา-ยกระดับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/130805</link>
<guid isPermaLink="false">e063502e80670a012e63ee516dc904c2</guid>
<pubDate>Fri, 31 Oct 2025 09:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหารือผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ระดมความคิดเห็น ความต้องการ ในการส่งเสริมธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทย เห็นพ้องระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วนกำหนดแนวทางการพัฒนา การปรับปรุงศักยภาพร้านค้า เผยจะปรับโฉมร้านค้าให้สวยงาม ทันสมัย เพิ่มพูนความรู้การทำธุรกิจ การนำเทคโนโลยีมาใช้ การสร้างเครือข่าย พี่เลี้ยงโชห่วย ด้านธุรกิจขอรัฐช่วยสนับสนุนสินเชื่อ เข้าถึงโครงการภาครัฐ</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชิญตัวแทนผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น มาระดมความคิดเห็นและความต้องการในการส่งเสริมธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทยให้เข้มแข็ง เพื่อร่วมกันสร้างความก้าวหน้าให้ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทย เพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจแข่งขันได้ทุกสถานการณ์ และทำให้ภาครัฐสามารถพัฒนาธุรกิจค้าส่งค้าปลีกได้อย่างตรงจุด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยเบื้องต้น เห็นควรจัดประชุมระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ โดยเชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านค้าส่งค้าปลีกเข้าร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงศักยภาพร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกต้องเร่งดำเนินการ คือ การยกระดับภาพลักษณ์ร้านค้าให้มีความสวยงาม ทันสมัย ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น<br />
ทั้งนี้ ควรดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างการรับรู้ให้กับร้านค้าส่งค้าปลีกที่ผ่านการยกระดับมาตรฐานจากกรม เร่งพัฒนาความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เช่น ด้านเทคโนโลยี กฎหมาย บัญชี และภาษี รวมถึงเชื่อมโยงไปยังร้านค้าปลีก (โชห่วย) ในพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจค้าส่งค้าปลีกให้มีความเข้มแข็งทั้งระบบสามารถเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ด้วยการสนับสนุนร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่เป็นเลี้ยงโชห่วย ช่วยพัฒนาร้านโชห่วยในพื้นที่ให้เป็นสมาร์ทโชห่วยที่มีภาพลักษณ์ร้านค้าที่ดีและมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการร้านค้า และเพิ่มช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะที่ร้านค้าส่งค้าปลีกเสนอให้มีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อแก่ร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกรายย่อย โดยขอให้สถาบันทางการเงินสามารถใช้ข้อมูลจากร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เช่น ยอดซื้อขาย ความถี่ในการสั่งสินค้า และการให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของภาครัฐ ไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น<br />
นอกจากนี้ ขอให้ส่งเสริมธุรกิจค้าส่งค้าปลีกทั้งระบบให้ความสำคัญกับนโยบายของภาครัฐ อาทิ คนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ สนับสนุนให้ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นและร้านโชห่วยทั่วประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศมีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8513">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/HSE8ieJy?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202510319708f7f3ef21aa8c5e5b6c7869a416e7092609.jpg' type='image/jpg' length='424247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือไวซ์ไซท์ แจกเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มตลาด-พฤติกรรมผู้บริโภคฟรี]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/130521</link>
<guid isPermaLink="false">4f5ae73e28bbfdba7726cd2c99c189e2</guid>
<pubDate>Thu, 30 Oct 2025 08:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ ไวซ์ไซท์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการรวบรวมข้อมูล และให้บริการเครื่องมือวิเคราะห์โซเชียลมีเดีย มอบสิทธิพิเศษให้กับร้านค้าออนไลน์ ที่ได้รับเครื่องหมาย DBD Registered ใช้เครื่องมือ Social Listening วิเคราะห์แนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้าขายออนไลน์ มูลค่ากว่า 3 หมื่นบาทฟรี</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับ นายพเนิน อัศววิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด (Wisesight) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการรวบรวมข้อมูล และให้บริการเครื่องมือวิเคราะห์โซเชียลมีเดีย และคณะ ถึงแนวทางยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทยให้พร้อมแข่งขัน สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ในตลาด และมีข้อมูลในการบริหารธุรกิจอย่างรอบด้าน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาเครื่องมือออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถค้นหาข้อมูลการดำเนินธุรกิจผ่าน Social Listening โดยแบ่งเป็น 2 ฟังก์ชันการใช้งาน ได้แก่<br />
1.เครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมด้านการตลาด (Social Trend) ช่วยรวบรวมและติดตามความคิดเห็นของผู้ใช้งานบนโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้ธุรกิจสามารถมองเห็นภาพรวมของข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเลือกใช้งานตามหมวดหมู่ได้ถึง 18 กลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมตรวจสอบเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย ความนิยมหรือประเด็นที่กำลังเป็นกระแส การแสดงความคิดเห็นของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่อประเด็นที่ธุรกิจต้องการค้นหา (Message) อีกทั้งยังสามารถแสดงผลได้ถึงช่องทางโซเชียลมีเดีย (Platforms) ที่ได้รับความสนใจสูงสุดตามลำดับ หรือมี Engagement ที่ดี รวมทั้งสามารถตรวจสอบความรู้สึกของผู้คน (Sentiment) บนโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นได้<br />
2.เครื่องมือค้นหาข้อมูลด้านการตลาด (Social Explorer) ช่วยตรวจสอบเทรนด์บนโซเชียลมีเดียย้อนหลังได้ถึง 3 เดือน โดยสามารถค้นหาหรือแสดงผลผ่านการใส่คีย์เวิร์ดยอดนิยมหรือ Hashtag ที่กำลังมาแรง แสดงผลได้ทั้งอายุ เพศ ความรู้สึกของผู้แสดงความคิดเห็น ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมต่อประเด็นที่ค้นหาหรือแม้กระทั่งผู้แสดงความคิดเห็นอยู่ในพื้นที่ใดตามลำดับ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมและ Wisesight จะมอบสิทธิพิเศษให้ใช้งานเครื่องมือ Social Listening ทั้ง 2 ฟังก์ชันข้างต้น ฟรีมูลค่ากว่า 30,000 บาท ต่อผู้ใช้งาน ต่อเดือน (User) ให้กับร้านค้าออนไลน์ที่ได้รับเครื่องหมาย DBD Registered ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันการมีตัวตนจริงของร้านค้าออนไลน์ โดยปัจจุบันมีร้านค้าออนไลน์ที่ได้รับเครื่องหมายแล้วกว่า 112,000 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ต.ค.2568) โดยสามารถนำเครื่องมือนี้ไปใช้ได้ทันทีผ่านเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://dbdregistered.dbd.go.xn--th%20-5br5czgq80p/" target="_blank">https://dbdregistered.dbd.go.th</a>&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับธุรกิจที่ยังไม่มีเครื่องหมายดังกล่าว สามารถขอเครื่องหมาย DBD Registered เพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ผ่าน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.กรณีของนิติบุคคล สามารถขอเครื่องหมายได้ที่&nbsp;<a href="https://dbdregistered.dbd.go.th/" target="_blank">https://dbdregistered.dbd.go.th</a>&nbsp;ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ และ 2.กรณีบุคคลธรรมดา สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ พร้อมขอเครื่องหมายได้ที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร) อบต. หรือเทศบาล (ภูมิภาค)</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8510">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/pwjOlqZy?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251030de70c7861f37163ffd85dab4dc3da884083039.jpg' type='image/jpg' length='439228' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ลงพื้นที่ตรวจขายชุดดำ ตลาด ห้าง แหล่งค้าส่งค้าปลีก ยันราคายังปกติ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/130215</link>
<guid isPermaLink="false">daf60190c800f79af2528f301fc0605b</guid>
<pubDate>Wed, 29 Oct 2025 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในรับลูกนายกรัฐมนตรี และ &ldquo;ศุภจี&rdquo; ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายชุดดำ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชน เผยได้หารือผู้ผลิตรายใหญ่ ยันสถานการณ์การผลิตปกติ คุยห้าง มีสต๊อกพร้อมขาย ส่วนแหล่งค้าปลีกค้าส่ง ก็มีทีมลงไปดูแล พบการจำหน่ายเป็นปกติ และที่ขายทางออนไลน์ ก็เข้าไปเกาะติด ย้ำหากประชาชนโดนเอารัดเอาเปรียบ แจ้งสายด่วน 1569 จะจัดการทันที พบทำผิดเล่นงานหนัก</strong><br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามร้านค้าปลีกจำหน่ายชุดและเสื้อผ้าดำ ย่านท่าน้ำนนท์ ว่า จากสถานการณ์ที่ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจร่วมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่งผลให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมออกติดตามสถานการณ์ด้านราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า พร้อมกำชับให้ดูแลให้มีสินค้าเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.2568 ผ่านมา กรมได้มีการวางแผนจัดการ และได้มีการพูดคุยกับโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่และเช็กสต๊อกกับห้างค้าส่งค้าปลีก โดยผู้ผลิตรายใหญ่ระบุว่าช่วงแรกอาจจะมีความขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมตัว แต่ตอนนี้สถานการณ์ของโรงงานผู้ผลิตมีความพร้อมแล้ว ส่วนห้างโมเดิร์นเทรด มีสต๊อกของสินค้าอยู่ พร้อมจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชนได้ทันที&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งค้าส่งขนาดใหญ่ ได้แก่ ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ สำเพ็ง พาหุรัด พบว่า มีการจำหน่ายในราคาปกติ ส่วนที่ย่านท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี ที่ได้มาตรวจสอบร่วมกับนายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว พาณิชย์จังหวัดนนทบุรี และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) พบว่า มีการแข่งขันด้านราคาสูง สินค้ามีเพียงพอ ราคาโดยรวมยังอยู่ในระดับปกติ และผู้ประกอบการให้ความร่วมมือดีในการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ตอนนี้ กรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนบางส่วน โดยกรณีแรกเกี่ยวกับราคาส่ง ราคาปลีก ที่แตกต่างตามจำนวนที่ซื้อ โดยได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นไปตามปกติของระบบการค้า อีกกรณีเป็นเรื่องราคาของผ้าที่ซื้อจำนวนมากกับซื้อจำนวนน้อย ซึ่งราคาจะต่างกันตามคุณภาพและต้นทุน แต่ได้กำชับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงราคาจำหน่ายทุกประเภทให้โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างเป็นธรรม&rdquo;นายวิทยากรกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับช่องทางออนไลน์ ได้จัดชุดติดตามพิเศษ เนื่องจากมีการจำหน่ายสินค้าทั้งจากในประเทศและนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งราคามีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า โดยจะกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้คำโฆษณาหรือบอกราคาที่หลอกลวงผู้บริโภค และในส่วนของร้านค้า ที่จำหน่ายเสื้อดำ ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ได้ขอให้จำหน่ายในราคาเดิม ห้ามปรับขึ้นราคาหลังเริ่มโครงการ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม หากหากประชาชนซื้อสินค้าแล้ว ไม่ได้คุณภาพ ไม่ตรงปก หรือพบเห็นการเอาเปรียบด้านราคา สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายในได้ทันที จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ประโยชน์ของประชาชน โดยกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสูงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8505">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/kp1TXEYF?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202510297befca5b6abee1d7f7ffa41ae65165f8083926.jpg' type='image/jpg' length='286104' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ขึ้นเวทีอาเซียน โชว์นโยบายรัฐไทย เน้นเร่งเครื่องเศรษฐกิจ กระตุ้นสั้น มีผลยาว]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129866</link>
<guid isPermaLink="false">8a0f512993282bfb56933069ec68de54</guid>
<pubDate>Tue, 28 Oct 2025 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีไทย ขึ้นเวทีอาเซียน โชว์นโยบายเร่งเครื่องเศรษฐกิจ มุ่งสร้างผลลัพธ์ระยะสั้น แต่มีผลต่อเนื่องระยะยาว ทั้งการจัดทำโครงการคนละครึ่ง พลัส การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การสนับสนุน SME และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนระยะยาว ใช้จุดแข็งด้านการเกษตรดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารภูมิภาค ดันเอกชนปรับตัวสู่มาตรฐาน ESG ลุยเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ได้เป็นผู้แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขึ้นเวทีสนทนาแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจอาเซียน ให้กับผู้เข้าร่วมงานที่มาจากภาคธุรกิจต่าง ๆ ในอาเซียนมากกว่า 500 คน โดยได้ใช้โอกาสนี้ ชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น แต่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและวางรากฐานการเติบโตใหม่ของประเทศ<br />
โดยมาตรการสำคัญที่รัฐบาลได้ดำเนินการ อาทิ โครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; ที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน 20 ล้านคน และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระหนี้ การสนับสนุน SME ในทุกรูปแบบ ทั้งการพัฒนาธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยโครงการ &ldquo;Fast Plus Pass&rdquo; ที่ลดขั้นตอนทางราชการและเร่งการอนุมัติของบีโอไอ เพื่อให้นักลงทุนตั้งกิจการในไทยได้รวดเร็วขึ้น<br />
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเป้าหมายระยะยาว โดยจะใช้จุดแข็งของไทยในด้านการเกษตร สู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค การส่งเสริมภาคเอกชนปรับตัวสู่มาตรฐาน ESG และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีอุตสาหกรรมอนาคตที่จะเป็นหัวใจในการยกขีดความสามารถของประเทศ ได้แก่ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ยุคใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์เชื่อมโยงจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบทบาทของไทยในฐานะประธานการเจรจาจัดทำความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งจะยกระดับอาเซียนให้เป็นภูมิภาคแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีความเชื่อมโยง แข็งแกร่ง และยืดหยุ่น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม นางศุภจีได้ย้ำว่า แม้รัฐบาลจะมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจำกัด แต่ประเทศไทยมีแผนเศรษฐกิจที่ชัดเจน และเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นในการสร้าง &ldquo;ชัยชนะทางเศรษฐกิจระยะสั้น&rdquo; โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเร่งด่วนให้กับประชาชน ควบคู่กับการสร้างรากฐานเศรษฐกิจอนาคต เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเปิดกว้างของภูมิภาคอีกครั้ง</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8497">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/nyFkPcha?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202510284480a50da7da294953a484876f7a83bf084001.jpg' type='image/jpg' length='263143' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-สหรัฐฯ ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129612</link>
<guid isPermaLink="false">ac0e5d298437a9f08e88903fa7995ea7</guid>
<pubDate>Mon, 27 Oct 2025 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยไทย-สหรัฐฯ ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันของสองประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า สร้างสมดุลทางการค้า และเป็นกรอบเจรจาความตกลงที่จะต้องหารือกันต่อไป ตั้งเป้าสรุปผลให้ได้ในปีนี้ ยันรอบคอบทุกมิติ เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยและสหรัฐฯ ได้สรุปผลแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Joint Statement on Framework for United States&ndash;Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศผ่านเว็ปไซต์ของทำเนียบขาว เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า สร้างสมดุลทางการค้า และเป็นกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้าต่างตอบแทน ที่จะต้องเจรจาในรายละเอียดภายหลังจากนี้ โดยแถลงการณ์นี้ มิได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นกรอบแนวทางที่ใช้ในการหารือร่วมกันต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ที่จะเดินหน้าเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างกัน โดยความตกลงดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปลายปีนี้ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่า จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศทางธุรกิจที่ดี และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ต่างมุ่งหวังจะเห็นความสำเร็จของการเจรจา ที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเร่งดำเนินการให้บรรลุผล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การสรุปแถลงการณ์ร่วม ถือเป็นความคืบหน้าที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าเจรจารายละเอียดเพื่อสรุปผลในสิ้นปีนี้ ในส่วนของไทย ทีมเจรจามุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบในทุกมิติ ทั้งด้านมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ข้อมูลทางการค้า ผลกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยทีมเจรจาจะทำงานอย่างเต็มที่ในการเจรจาให้ได้ข้อสรุป เพื่อให้ประเทศไทยและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์สูงสุด&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า กรอบการเจรจาที่จะพูดคุยหารือกับสหรัฐฯ ครอบคลุมประเด็นในด้านต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งด้านภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การค้าบริการ การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการป้องกันการหลบเลี่ยงอากร โอกาสในการจัดซื้อจัดจ้าง รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นลำดับต้น เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย<br />
และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ในการเจรจา ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2567 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของไทย รองจากจีน มีมูลค่าการค้ารวม 74,484.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 54,956.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และอุปกรณ์ และสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ด้วยมูลค่าการนำเข้า 19,528.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ และเครื่องบิน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8492">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/hdAolBn2?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202510278c3785d69ca0963bf6077e0db4c399c6083652.jpg' type='image/jpg' length='434712' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”สวมบทรัฐมนตรีการค้า เข้าร่วมประชุมอาเซียน-เอเปก ที่มาเลเซีย-เกาหลีใต้]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129327</link>
<guid isPermaLink="false">56da4de7d37f9340d29b25461ea96331</guid>
<pubDate>Fri, 24 Oct 2025 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เข้าร่วมการประชุมอาเซียนและเอเปก ที่มาเลเซียและเกาหลีใต้ เตรียมผลักดันความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน ลงนามพิธีสารความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน และการอัปเกรด FTA อาเซียน-จีน ส่วนเวทีเอเปก จะร่วมทบทวนการทำงาน ความร่วมมือ และกล่าวถ้อยแถลงไทยถึงแนวทางการรับมือความท้าทาย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Council) ครั้งที่ 26 การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 24&ndash;28 ต.ค.2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และจะเดินทางต่อไปยัง เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปก (APEC Ministerial Meeting) และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก (APEC Economic Leaders&rsquo; Meeting) ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.&ndash;1 พ.ย.2568&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการประชุมอาเซียนในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้การเป็นเจ้าภาพของมาเลเซีย เพื่อวางทิศทางอาเซียนรับมือความไม่แน่นอนจากประเด็นภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก เพื่อเร่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค และผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ มีกำหนดการหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันการค้าสองฝ่ายและขยายโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทย และจะมอบประกาศนียบัตร Thai SELECT และปล่อยขบวนคาราวานรถ Thai SELECT ร่วมกับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยและผู้นำเข้า เพื่อประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT และอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น รวมถึงพบปะภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย เพื่อหารือสถานการณ์การค้าและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในมาเลเซีย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะมีการร่วมลงนามความตกลงสำคัญทางเศรษฐกิจ 2 ฉบับ ได้แก่ พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;จีน (ACFTA 3.0) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการค้าภายในอาเซียนและกับคู่เจรจาสำคัญให้รองรับการค้าในยุคใหม่ โดยมีผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียน และนายกรัฐมนตรีไทยร่วมเป็นสักขีพยาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในอาเซียน จะเดินทางต่อไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปก ซึ่งเป็นการประชุมร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีการค้าจาก 21 เขตเศรษฐกิจเอเปก เพื่อทบทวนการทำงานและความร่วมมือตลอดปีที่ผ่านมา ก่อนเสนอผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกพิจารณา และจะใช้โอกาสเข้าร่วมการประชุม กล่าวถ้อยแถลงของไทยในหัวข้อ &ldquo;Connect&rdquo; เพื่อเน้นย้ำการฟื้นฟูเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ พร้อมนำเสนอตัวอย่างแนวทางการดำเนินการของไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก จะเป็นเวทีสำคัญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจหารือเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจโลก แลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในภูมิภาคภายใต้เป้าหมายร่วมกัน พร้อมพิธีส่งมอบเจ้าภาพเอเปกจากเกาหลีใต้ให้กับจีน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8480">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/pxJLDarO?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251024eb7320fcf003372bd4009bfcb38e30ae084134.jpg' type='image/jpg' length='184452' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ผลพีอาร์ข้าวไทยงาน Anuga 2025 ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้บริโภคเชื่อมั่นเพิ่ม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129096</link>
<guid isPermaLink="false">6db8c81738a6b700e359bd586e8d8ca1</guid>
<pubDate>Wed, 22 Oct 2025 08:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลการออกคูหาประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน Anuga 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก ที่เยอรมนี ทำผู้ซื้อ ผู้นำเข้า คู่ค้า ผู้บริโภค มีความเชื่อมั่นในข้าวไทย เป็นข้าวคุณภาพ มาตรฐาน ตอบโจทย์ความต้องการ โดยเฉพาะตลาดพรีเมียม มั่นใจช่วยเพิ่มยอดส่งออกข้าวไทยไปสหภาพยุโรปได้เพิ่มขึ้นแน่</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมออกคูหาประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า Anuga 2025 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ระหว่างวันที่ 4&ndash;8 ต.ค.2568 ณ เมืองโคโลญ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ว่า การเข้าร่วมงานในปีนี้ กรมได้จัดนิทรรศการและตัวอย่างความหลากหลายของข้าวไทย อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวเหนียว ข้าวขาว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิแดง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยต่าง ๆ เช่น น้ำนมข้าว สบู่ข้าว ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น และมีการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับข้าวไทย เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย และมาตรฐานข้าวไทยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้จัดการสาธิตการหุงข้าวหอมมะลิไทยให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ทดลองชิมคู่กับอาหารไทยที่จัดเตรียมไว้ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรง ตลอดจนการแจกของที่ระลึกที่มีสัญลักษณ์ของข้าวไทย อาทิ ยาหม่องกลิ่นข้าวหอมมะลิไทย และผ้ากันเปื้อนพิมพ์ลาย Think Rice Think Thailand&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ สามารถสะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ในการผลักดันข้าวไทยให้คงความเป็นผู้นำในตลาดโลกทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความโดดเด่นของข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นข้าวคุณภาพเยี่ยมระดับโลก ซึ่งตลาดยุโรปถือเป็นตลาดศักยภาพที่สำคัญของข้าวไทย โดยเป็นตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความปลอดภัยทางอาหาร และความยั่งยืน ซึ่งข้าวไทยสามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน&rdquo;<br />
นอกจากนี้ การเข้าร่วมงานยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้นำเข้า ผู้ซื้อ คู่ค้า ตลอดจนผู้บริโภคในยุโรป มั่นใจว่าข้าวไทย คือ สินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และปลอดภัย ตอบโจทย์ทั้งตลาดกระแสหลัก และตลาดพรีเมียม และยังเป็นการส่งเสริมความต้องการข้าวไทยในตลาดยุโรปได้เพิ่มขึ้น<br />
สำหรับสถิติการส่งออกข้าวไปภูมิภาคยุโรป พบว่า ในช่วงปี 2565&ndash;2567 ไทยส่งออกข้าวไปสหภาพยุโรปเฉลี่ยปีละ 209,068 ตัน และในช่วง 8 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกข้าวไปสหภาพยุโรปปริมาณ 154,559 ตัน เพิ่มขึ้น 8.59% โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ตามลำดับ โดยชนิดข้าวที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปมากที่สุด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย สัดส่วน 59.02% รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมไทย 20.76% และข้าวนึ่ง 8.94% ตามลำดับ<br />
งานแสดงสินค้า Anuga จัดขึ้นทุก 2 ปี โดยเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม กว่า 8,000 ราย จากกว่า 110 ประเทศ และมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานกว่า 145,000 คน จากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก บนพื้นที่จัดแสดงรวมประมาณ 290,000 ตารางเมตร</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/8472">https://www.commercenewsagency.com/news/8472</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251022b1f4ea389fa9ccca424184295697d047081336.jpg' type='image/jpg' length='273654' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดสัมมนา ติวเข้มผู้ส่งออกรับมือหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่ของสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/128817</link>
<guid isPermaLink="false">b4477d056960454c56dd0803d1dfd182</guid>
<pubDate>Tue, 21 Oct 2025 08:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) จัดสัมมนา &ldquo;RVC &ndash; Transshipment : การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการกับหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ&rdquo; วันที่ 21 ต.ค.นี้ ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (ROO) สัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค (RVC) และแนวทางการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดส่งออกไปสหรัฐฯ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) จัดสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ &ldquo;RVC &ndash; Transshipment : การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการกับหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ&rdquo; วันที่ 21 ต.ค.2568 ที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin : ROO) สัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค (Regional Value Content : RVC) และสถานะปัจจุบันของการกำหนดเกณฑ์ RVC รวมถึงแนวทางปฏิบัติและการขอรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ เพื่อให้การยื่นขอออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดในการส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดสัมมนาครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดโลก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
โดยในการสัมมนา ผู้เข้าร่วมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับ 1.ความคืบหน้าการเจรจาภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) 2.ความสำคัญของหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin: ROO) 3.มาตรการเชิงรุกของรัฐบาลไทยในการป้องกันการสวมสิทธิ รวมถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อขอรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าจากกรมการค้าต่างประเทศ และคำแนะนำต่าง ๆ สำหรับผู้ประกอบการ เพื่อยื่นขอรับหนังสือรับรอง Form C/O ทั่วไป สําหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ เป็นไปอย่างถูกต้อง ถูกกฎถิ่นกําเนิด เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์มาตรการทางการค้าในปัจจุบัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การจัดสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการเสริมความรู้ให้ผู้ส่งออกมีความเข้าใจในกระบวนการยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ตามหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อให้การออก Form C/O เป็นไปอย่างถูกต้อง และสร้างแต้มต่อทางการค้าและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น&rdquo;นางอารดากล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8468">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ZPoClrqJ?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202510212330e591ed8ef01625b4afb57500b961082131.jpg' type='image/jpg' length='384664' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือ “กลาโหม” ปล่อยคาราวานธงฟ้า ขนสินค้าราคาถูกขายประชาชน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/128578</link>
<guid isPermaLink="false">b538984ef2445aac2c010c883cf4884c</guid>
<pubDate>Mon, 20 Oct 2025 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือ &ldquo;กลาโหม&rdquo; จัดงานธงฟ้าราคาประหยัด ที่ จ.ศรีสะเกษ พร้อมปล่อยคาราวานโมบายธงฟ้า นำสินค้าราคาถูกขายยังอำเภอชายแดนที่ห่างไกล เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และช่วยผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดน ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าและมีรายได้เพิ่มขึ้น</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดงาน &ldquo;มหกรรมธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ&rdquo; ณ ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น และปล่อยคาราวานโมบายธงฟ้า เพื่อจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอชายแดนที่ห่างไกล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดกว่า 1,000 รายการ ครอบคลุม 10 หมวดสินค้า ลดราคาสูงสุดถึง 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และยังมีสินค้าไฮไลต์ในราคาพิเศษทุกวัน เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 40 บาท และข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 120 บาท รวมถึงสินค้าชุมชนและผลไม้จากกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จาก 7 จังหวัดชายแดน มาจำหน่ายด้วย เช่น ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง และไก่ย่างไม้มะดัน (จ.ศรีสะเกษ) ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟ และผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดง (จ.บุรีรัมย์) เนื้อโคขุนและข้าวหอมมะลิ (จ.สุรินทร์) น้ำปลาตราสามกระต่าย (จ.ตราด) ผ้าขาวม้ามาลัยกรและงานจักสานไม้ไผ่หุ้มเซรามิก (จ.สระแก้ว) รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลา หมูยอ ข้าวหอมมะลิจากกลุ่มนาแปลงใหญ่ (จ.อุบลราชธานี) และเสื่อสุริยา (จ.จันทบุรี) ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่นและมีศักยภาพในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า โครงการธงฟ้าเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยเยียวยาค่าครองชีพของประชาชน โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเข้าถึงได้ในราคาประหยัด เพื่อแบ่งเบาภาระของพี่น้องชาวศรีสะเกษ รวมทั้งยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการในจังหวัดได้นำสินค้ามาจำหน่าย และขยายช่องทางตลาดมากขึ้น และยังได้ร่วมมือกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ช่วยนำสินค้าของผู้ประกอบการในจังหวัดศรีสะเกษไปจำหน่ายทั่วประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์และไปรษณีย์ไทยจะร่วมสนับสนุนค่าขนส่งสินค้าให้ผู้ประกอบการรายละ 1,000 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการตลาด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังมีแนวนโยบาย Quick Big Win เพื่อขับเคลื่อนภารกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มุ่งให้เกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะจะไม่หยุดแค่การจำหน่ายสินค้าราคาถูก แต่จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าท้องถิ่น โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ส่งเสริมให้สินค้าของศรีสะเกษมีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันสินค้า GI ของจังหวัดสร้างรายได้กว่า 4,500 ล้านบาทแล้ว ถือเป็นรายได้ที่กลับไปสู่พี่น้องชาวศรีสะเกษอย่างแท้จริง&nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8462">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/JneUH6Zl?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202510208230c6f4e8dbf168f4a4c055d2d75335083959.jpg' type='image/jpg' length='681296' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต่างชาติลงทุนไทย 9 เดือน 770 ราย ขนเงินเข้า 2.5 แสนล้าน จ้างงานกว่า 5 พันคน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/128355</link>
<guid isPermaLink="false">4750b8cda04ed6a0108e807a43d6179a</guid>
<pubDate>Fri, 17 Oct 2025 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ต่างชาติลงทุนไทยช่วง 9 เดือน ปี 68 จำนวน 770 ราย เพิ่ม 21% นำเงินเข้ามาลงทุน 253,116 ล้านบาท เพิ่ม 88% จ้างงานคนไทย 5,132 คน เพิ่ม 105% เผยญี่ปุ่นนำโด่ง นักลงทุนเข้ามามากสุด สิงคโปร์ลงเงินมากสุด พบเป็นนักลงทุนที่เข้ามาทางบีโอไอ 337 ราย เงินลงทุนเฉียด 2 แสนล้านบาท สะท้อนนโยบายรัฐดึงลงทุนสำเร็จ ส่วนในพื้นที่ EEC มีนักลงทุนเข้า 222 ราย ลงทุน 82,264 ล้านบาท</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 770 ราย เพิ่มขึ้น 21% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 201 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 569 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 253,116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88% และจ้างงานคนไทย 5,132 คน เพิ่มขึ้น 105%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ เฉพาะเดือน ก.ย.2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 83 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 63 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 27,580 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทย 237 คน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ในช่วง 9 เดือน ปี 2568 ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 142 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 76,397 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การออกแบบแม่พิมพ์และอุปกรณ์สำหรับการผลิตยานยนต์ การให้คำปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับกระบวนการผลิตยานยนต์ เป็นต้น ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการรับจ้างประกอบและผลิตผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ตัดไฟแรงดันสูง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับใช้กับเครื่องจักร เหล็กแผ่นเคลือบ หม้อแปลงไฟฟ้าแบบใช้น้ำมัน และชิ้นส่วนเครื่องจักรสำหรับงานก่อสร้าง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
2.สหรัฐฯ 116 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 4,368 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจกิจการนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาผู้ให้บริการด้านการผลิตสินค้า ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษา ค่าใช้จ่าย การเดินทาง และที่พักระหว่างการศึกษาต่อ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์, DC Cable, และโลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.สิงคโปร์ 108 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 86,550 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตชิ้นส่วนของใช้ครัวเรือน สุขภัณฑ์ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการสัญญาณโทรคมนาคมและระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้งาน ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้าประเภทนาฬิกา ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เบาะนั่งรถยนต์และเบาะนั่งของเครื่องจักรกล บรรจุภัณฑ์จากเศษวัสดุทางการเกษตร, Printed Circuit Board, และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
4.จีน 99 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 21,925 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตถ่านกัมมันต์ ธุรกิจบริการรับจ้างประกอบยางล้อรถยนต์ ธุรกิจบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการทดสอบชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบของอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์, Flexible Printed Circuit Board, ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนเหล็กทุบขึ้นรูป&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 82 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 12,624 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ซึ่งเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่และไม้ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง ประเภทไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป คอมเพรสเซอร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนโลหะ และอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบนิวเมติกส์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่ มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 377 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 770 ราย มูลค่าลงทุน 199,699 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีจำนวน 222 ราย เพิ่มขึ้น 7% คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย มีมูลค่าการลงทุน 82,264 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 55 ราย ลงทุน 15,665 ล้านบาท ญี่ปุ่น 52 ราย ลงทุน 28,919 ล้านบาท สิงคโปร์ 26 ราย ลงทุน 15,853 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 89 ราย ลงทุน 21,827 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ การแปรรูปไม้เพื่อการผลิตชิ้นส่วนของใช้ครัวเรือน สุขภัณฑ์ บริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น โครงรถ ประตูรถ แผงหน้าปัด และเบาะนั่ง เป็นต้น บริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล บริการ Data Center บริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะ/ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8451">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/1KIMzjM5?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251017425bb19eeacde7607a012382048497c1084237.jpg' type='image/jpg' length='174938' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เผยบริษัทตั้งใหม่ ก.ย. 8,156 ราย เพิ่ม 3.67% รวม 9 เดือน 67,345 ราย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/128136</link>
<guid isPermaLink="false">635939e355d6f9d7bbb215f52e05c073</guid>
<pubDate>Thu, 16 Oct 2025 08:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ เดือน ก.ย.68 มีจำนวน 8,156 ราย เพิ่ม 3.67% สะท้อนคนมีความมั่นใจทำธุรกิจ หลังรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง รวม 9 เดือน ตั้งใหม่ 67,345 ราย ลด 3.36% ส่วนยอดเลิก มีจำนวน 2,150 ราย ลด 4.61% รวม 9 เดือน เลิก 11,879 ราย ลด 3% สัดส่วนยังเป็นตั้งใหม่ต่อเลิก 6 ต่อ 1 ไม่ได้มีสัญญาณอะไร</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน ก.ย.2568 มีจำนวน 8,156 ราย เพิ่มขึ้น 3.67% ซึ่งสะท้อนความมั่นใจในการทำธุรกิจ หลังจากรัฐบาลมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีทุนจดทะเบียน 19,867 ล้านบาท ลดลง 9.89% และยอดรวมการจัดตั้งใหม่ช่วง 9 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) มีจำนวน 67,345 ราย ลดลง 3.36% ทุนจดทะเบียน 214,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.75%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการเลิกกิจการในเดือน ก.ย.2568 มีจำนวน 2,150 ราย ลดลง 4.61% มีทุนจดทะเบียนเลิก 5,556 ล้านบาท ลดลง 66.55% และยอมรวม 9 เดือน มีจำนวน 11,879 ราย ลดลง 3% ทุนจดทะเบียนเลิก 68,590 ล้านบาท ลดลง 40.87% โดยคิดเป็นอัตราการจัดตั้งใหม่ต่อการจดเลิกธุรกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 6 ต่อ 1 ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยตลอด 5 ปี ย้อนหลัง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การจัดตั้งบริษัทใหม่ ส่วนใหญ่จะสูงขึ้นในช่วงต้นปี โดยเฉพาะไตรมาสที่ 1 พอไตรมาส 2 ก็ลดลง และมาขยับขึ้นอีกช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ก็ลดลง เพราะคนไม่อยากตั้งธุรกิจใหม่ช่วงปลายปี เนื่องจากตั้งแล้ว ก็ต้องทำเรื่องบัญชี งบการเงิน ส่วนการเลิกธุรกิจ ก็นิยมเลิกปลายปี เพราะจะได้ทำบัญชี เคลียร์บัญชีให้จบในรอบปีบัญชีนั้น ๆ ไม่ได้มีสัญญาณอะไร&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย.2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,032,174 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.28 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 976,857 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.94 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 774,201 ราย หรือ 79.26% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.17 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 201,156 ราย หรือ 20.59% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.44 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,500 ราย หรือ 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.33 ล้านล้านบาท&nbsp;<br />
สำหรับนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการ เป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด มีจำนวน 530,171 ราย ทุนจดทะเบียน 13.28 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก 319,843 ราย ทุน 2.61 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 126,843 ราย ทุน 7.05 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.27%, 32.74% และ 12.99% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8448">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/kbNkWV7y?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202510162b0a837d09105239e14bfa08744b2d7f083935.jpg' type='image/jpg' length='191366' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ยันกินเจปีนี้ ผู้บริโภคเบาใจได้ ผักมีเพียงพอ ราคาส่วนใหญ่ต่ำกว่าปีก่อน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/128030</link>
<guid isPermaLink="false">30f331092d5f3f1622602712da40c7f2</guid>
<pubDate>Wed, 15 Oct 2025 14:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในจับมือตลาดกลาง ตลาดสด ติดตามสถานการณ์ราคาผักรับเทศกาลกินเจ ยันปีนี้ราคาส่วนใหญ่ต่ำกว่าปีก่อน เหตุฝนตกต่อเนื่อง กระจาย และไม่หนักเฉพาะจุดเหมือนปีก่อน ทำให้ผักไม่เสียหาย อาจโตช้าบ้าง แต่ผลผลิตภาพรวมมีเพียงพอ ส่วนพื้นที่ไหน ไม่เพียงพอ ได้เชื่อมโยงนำผลผลิตจากแหล่งปลูกเข้าไปจำหน่ายแล้ว &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย และตลาดกลางสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง และตลาดล้านเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางกระจายผักไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ราคาผักสดในตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินปริมาณผลผลิตและแนวโน้มราคาอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี ความต้องการบริโภคผักจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาผักบางชนิดขยับสูงขึ้นบ้างเป็นปกติ แต่ปีนี้สถานการณ์โดยรวมยังถือว่าดีมาก ผลผลิตไม่ได้รับความเสียหาย และราคาหลายรายการยังถูกกว่าปีก่อน จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าสามารถซื้อผักได้ในราคาที่เหมาะสมตลอดเทศกาลกินเจ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยผลการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ราคาผักส่วนใหญ่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน อาทิ กะหล่ำปลี กิโลกรัม (กก.) ละ 10 บาท จาก 16 บาทในปีก่อน ผักกาดขาว กก.ละ 10 บาท จาก 13 บาท ถั่วฝักยาว กก.ละ 16 บาท จาก 25 บาท ผักบุ้งจีน กก.ละ 14 บาท จาก 25 บาท หัวไชเท้า กก.ละ 20 บาท จาก 30 บาท คะน้า กก.ละ 20 บาท จาก 40 บาท และแครอท กก.ละ 12 บาท จาก 18 บาท โดยบางรายการมีราคาทรงตัว เช่น มะระจีน กก.ละ 20 บาท และแตงกวา กก.ละ 18 บาท&nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้ฝนจะตกต่อเนื่องทั่วประเทศ แต่ลักษณะฝนปีนี้ เป็นแบบกระจาย ไม่ตกหนักเฉพาะจุดเหมือนปีก่อน จึงไม่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อแหล่งเพาะปลูก มีเพียงบางพื้นที่ ๆ ผักเติบโตช้าจากการได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ แต่ไม่มีผลต่อปริมาณรวมของผักที่เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะผักใบเขียวที่เป็นที่ต้องการสูงในช่วงกินเจ ยังมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภค<br />
สำหรับกรณีผักคะน้าที่ราคาปรับสูงขึ้นบางช่วง ผู้บริหารตลาดศรีเมืองชี้แจงว่า แหล่งผลิตหลักใน จ.กาญจนบุรีได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ทำให้ผลผลิตบางส่วนเสียหาย แต่ยังมีสินค้าทดแทนจาก จ.สุพรรณบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาช่วยเสริมปริมาณได้เพียงพอ ทำให้ตลาดยังมีผักคะน้าจำหน่ายอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตลาด ส่วนราคาต้นหอมและผักชี ซึ่งเป็นผักที่ไม่ได้ใช้บริโภคในเทศกาลกินเจ มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่สูงเท่าปีก่อน โดยปีนี้ราคาต้นหอมอยู่ที่ กก.ละ 60-80 บาท จาก 150-170 บาท ผักชีอยู่ที่ กก.ละ 100-120 บาท จาก 100-110 บาท เนื่องจากได้รับผลกระทบสภาพอากาศที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเหนือ ส่งผลให้ผลผลิตผักใบที่ปลูกมากในจังหวัดเหล่านี้ได้รับความเสียหาย ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดน้อยลง<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กรมได้ทำการเชื่อมโยงผลผลิตพืชผักชนิดต่าง ๆ จากแหล่งผลิตในโซนภาคกลาง และตลาดกลางสินค้าเกษตร ไปจำหน่ายในพื้นที่ประสบปัญหาผักไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค หรือมีแนวโน้มจะมีปัญหาราคาปรับสูงขึ้นแล้ว ทั้งนี้ หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้า หรือพบเห็นการจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และสำนักงานชั่งตวงวัดสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโดยเร็ว โดยกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผักสดมีเพียงพอตลอดช่วงเทศกาลกินเจปีนี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251015b7f0259dbffd0236a902f1e5f9c0b4f8142439.jpg' type='image/jpg' length='467996' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมทรัพย์สินทางปัญญา บุกงานมหกรรมหนังสือ ถ่ายทอดความรู้กฎหมายลิขสิทธิ์]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127679</link>
<guid isPermaLink="false">f0b1b558004432b35a6a312ff9ac7e43</guid>
<pubDate>Tue, 14 Oct 2025 09:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาบุกงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์ ไปถ่ายทอดความรู้เรื่องลิขสิทธิ์แบบเข้าใจง่าย ให้กับนักเขียน ผู้ประกอบการ สำนักพิมพ์ และประชาชนทั่วไป เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานลิขสิทธิ์ การคุ้มครอง การป้องกันการละเมิด</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 กรมได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์ของกรมไปร่วมถ่ายทอดความรู้เรื่องลิขสิทธิ์แบบเข้าใจง่าย ผ่านการสัมมนาในหัวข้อ &ldquo;พื้นฐานความรู้ด้านกฎหมายลิขสิทธิ์และประเภทของสัญญาลิขสิทธิ์&rdquo; ทั้งในแง่ความแตกต่างระหว่างลิขสิทธิ์กับทรัพย์สินอุตสาหกรรม เช่น สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า การเริ่มต้นช่วงเวลาการคุ้มครองผลงานลิขสิทธิ์และอายุความคุ้มครอง ข้อควรระวังในการใช้ผลงานเพื่อให้ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ตลอดจนแนวทางการปกป้องลิขสิทธิ์ของตนเอง เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในอุตสาหกรรมหนังสือไทย สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจหนังสือ และสร้างมูลค่าเพิ่มขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือของประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการจัดงาน มีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก ทั้งผู้ประกอบการ นักเขียน สำนักพิมพ์ และประชาชนทั่วไป โดยมีการซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ เช่น การคุ้มครองผลงานลิขสิทธิ์ที่เผยแพร่บนช่องทางออนไลน์ การทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ การจัดทำคำแปลหนังสือหรือคอนเทนต์จากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยโดยไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมหนังสือที่เห็นความสำคัญและโอกาสจากการใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์มากขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันอุตสาหกรรมหนังสือไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จากปัจจัยด้านเทคโนโลยีและการเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวสู่ช่องทางดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ รวมทั้งกระแสความนิยมและความตื่นตัวในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยผลงานของนักเขียนไทยได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ มีการซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาต่าง ๆ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ และต่อยอดผลงานหนังสือไปสู่ซีรีส์ ภาพยนตร์ และเกม ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในยุคที่การอ่านกลายเป็นทั้งวัฒนธรรมและธุรกิจแห่งอนาคต ส่งผลให้ในปี 2568 มูลค่าตลาดหนังสือไทยขยายตัวทะลุ 20,000 ล้านบาท และยังมีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ทรัพย์สินทางปัญญาประเภทลิขสิทธิ์ ยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ &nbsp;เพราะเป็นกลไกที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลงานทางความคิด และสามารถนำผลงานที่ได้รับความคุ้มครองไปต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหนังสือไทยตระหนักรู้ถึงความสำคัญของลิขสิทธิ์ พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้และการบริหารจัดการสิทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือไทยอย่างยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหนังสือมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ อบรมเชิงปฏิบัติการนักสร้าง &ldquo;เรื่อง&rdquo; เจาะลึกกระบวนการสร้างสรรค์งานลิขสิทธิ์ การแบ่งปันเทคนิคและเคล็ดลับการผลิตผลงานเว็บตูนอย่างมืออาชีพ การจัดประกวดบทการ์ตูนออนไลน์ T-Toon Script Contest รวมทั้งการนำผลงานของผู้ชนะเลิศ เรื่อง &ldquo;เกมล้างกรรม&rdquo; ไปต่อยอดสร้างรายได้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาบทเป็นเว็บตูนเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ Readawrite , Youtube , Facebook และ Tiktok การต่อยอดเป็นหนังสือนวนิยายเรื่องยาวเปิดตัวในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 ตลอดจนการขายลิขสิทธิ์เพื่อนำไปพัฒนาเป็นบทละครซีรีส์ เป็นต้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8442">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/m4gyY8t5?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251014334cd538d0165dc1ea442aa759918437094845.jpg' type='image/jpg' length='217846' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จับตา ครม.วันนี้มหาดไทยชงโยกย้ายบิ๊กลอต - สศช.ชงแผนลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 69]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127660</link>
<guid isPermaLink="false">63f244f15f3d55700791d1e2d1f8536a</guid>
<pubDate>Tue, 14 Oct 2025 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>จับตา ครม.วันนี้ พิจารณาโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย 19 ตำแหน่ง เคาะแผนลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 69 พร้อมขออนุมัติงบซีเกมส์-มาราธอนระดับโลก</p>

<p>สำหรับวาระเพื่อพิจารณาได้แก่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)จะเสนอแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี หรือที่ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว</p>

<p>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025)</p>

<p>ขณะเดียวกัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายังเสนอขอความเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) รายการ Amazing Thailand Marathon Bangkok ประจำปี 2568-2570 (3 ปี)</p>

<p>ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ จะเสนอขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ครั้งที่ 19</p>

<p>กระทรวงพลังงาน จะเสนอร่างถ้อยแถลงร่วมสำหรับโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย และสิงคโปร์ ฉบับที่ 6 และร่างแถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่มพันธมิตรเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (AZEC) ครั้งที่ 3</p>

<p>กระทรวงการคลัง จะเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง APEC ประจำปี 2568 การประชุมระดับรัฐมนตรี APEC ด้านการปฏิรูปโครงสร้าง ครั้งที่ 14</p>

<p>สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะเสนอกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569</p>

<p>สำนักงบประมาณ จะเสนอขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณสำหรับรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569</p>

<p>สภาความมั่นคงแห่ชาติ (สมช.)จะเสนอผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 4/2568</p>

<p>สำหรับวาระเพื่อทราบ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เสนอการขอขยายระยะเวลาตามมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565</p>

<p>ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอคณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี ส่วนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เสนอการแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202949">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 56.2637%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/VYyh8Azr?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/file/get/file/202306193051d0a8b18bc8e386c0ec3b3d03c08b135357.jpg' type='image/jpg' length='' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”โชว์วิชันรับมือโลกผันผวน เร่งเพิ่มรายได้เกษตรกร หาตลาดใหม่ ลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127388</link>
<guid isPermaLink="false">7c26b9ac8b46cd7996caba4e0c0061c6</guid>
<pubDate>Fri, 10 Oct 2025 09:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;โชว์วิชัน รับมือความผันผวนโลก ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ ยันนำพาณิชย์เดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ ภายใต้ 7 นโยบาย Quick Big Win เน้นเพิ่มรายได้เกษตรกร ขยายตลาดใหม่และเร่งเจรจา FTA และลดภาระค่าครองชีพ</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook 2026 &ldquo;Out of The Trap&rdquo; หัวข้อ &ldquo;Thailand&rsquo;s Opportunities &amp; Challenges&rdquo; ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้ไทยต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้น<br />
ทั้งนี้ โลกยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงใน 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่ 1.De-globalization การกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานและการลดการพึ่งพา 2.De-carbonization การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่ไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป 3.Digitalization การเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ซึ่งอาจเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรค และ 4.Demographics โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ส่งผลต่อกำลังแรงงานและศักยภาพการผลิต<br />
ขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ยปีละ 5% แต่ปัจจุบันลดเหลือราว 2% และคาดว่าปี 2568 จะเติบโตเพียง 1.8&ndash;2.3% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ลดลง 0.76% ในเดือน ก.ย.2568 ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด หากไม่เร่งกระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศ<br />
ส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดจากกับดัก ต้องอาศัยการปรับแนวคิดและโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่บน 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ 1.Demand-Driven Economy แทน Supply-Driven Economy ไทยต้องปรับจากการผลิตตามกำลัง (Supply) ไปสู่การผลิตตามความต้องการของตลาด (Demand) โดยใช้ข้อมูลเชิงลึก (Market Intelligence) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้การผลิตสินค้าและบริการตอบโจทย์ตลาดจริง โดยเฉพาะตลาดใหม่ในต่างประเทศ&nbsp;2.ไทยต้องพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารสู่อาหารอนาคต (Future Food) เช่น อาหารสุขภาพ อาหารโปรตีนทางเลือก และอาหารฟังก์ชัน ที่สอดคล้องกับแนวโน้มความยั่งยืนของโลก (Sustainability) พร้อมสร้าง Value Chain ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และ&nbsp;3.Technology Transformation &amp; Digital Empowerment การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ยกระดับทุกมิติของการค้า ตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการให้บริการภาครัฐ เช่น แพลตฟอร์ม MOC+ (+ คือ ประชาชน) ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังพัฒนา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้สะดวก โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยน เราแย่แน่นอน โดยแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ คือ กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ และ 7 นโยบาย Quick Big Win เพื่อเสริมรายได้ให้เกษตรกร สร้างตลาดใหม่ และลดค่าครองชีพประชาชน โดยยุทธศาสตร์ที่ 1 จะเร่งเสริมรายได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ปีนี้ไทยมีข้าวราว 25.8 ล้านตัน มีข้าวหอมมะลิ 6.8 ล้านตัน ซึ่งตลาดรองรับได้ดี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ยังมีสต๊อกข้าว 1.8 ล้านตันที่ต้องบริหารให้ได้ราคาดีที่สุด กระทรวงพาณิชย์ได้ออกโครงการลดต้นทุนเกษตรกร เช่น โครงการธงเขียว ลดราคาปุ๋ย พร้อมดูแลสมดุลอุปสงค์อุปทาน เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และช่วยให้ราคาข้าวอยู่ในระดับเหมาะสม<br />
ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างและขยายตลาดใหม่ โดยปัจจุบันไทยมี FTA แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และเพิ่งลงนามกับกลุ่ม EFTA (ยุโรป 4 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) และกำลังเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในต้นปีหน้า พร้อมกระตุ้นให้ภาคเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ให้มากขึ้น และในส่วนของตลาดใหม่ ได้วางแผนจัด Trade Mission เจาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยทำการบ้านล่วงหน้าร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้สินค้าตรงกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย ทั้งด้านคุณภาพ ขนาด และบรรจุภัณฑ์<br />
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ลดค่าครองชีพประชาชน จะจัดโครงการธงฟ้า ต่อเนื่องกว่า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ โดยปีนี้จะขยายสู่พื้นที่ชายแดน 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน เพื่อช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ พร้อมเปิดความร่วมมือใหม่กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสด้านราคายา โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลได้ในราคามาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านยาได้ 32,400 ล้านบาทต่อปี และจะร่วมกับไปรษณีย์ไทย และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ผลักดันสินค้าชายแดนและสินค้าชุมชน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัล แพลตฟอร์ม MOC+ และ AI มาเป็นเครื่องมือสำคัญ เป็นช่องทางในการให้ประชาชนเข้ามาร้องเรียน ขอใบอนุญาตหรือเรื่องอื่น ๆ บูรณาการให้ท่านเข้าถึงสะดวกสบายมากที่สุด ให้เราสามารถแข่งขันได้ในระยะเวลาที่ทันท่วงที รวมทั้งมีแผนที่จะผลักดัน Value-Based Economy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เน้นในเรื่องของคุณค่า&nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8431">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/Y7KQTZFa?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251010dbfe505bab9f387508636e57379fa987090605.jpg' type='image/jpg' length='248189' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จัดสัมมนาติวเข้มผู้ประกอบการ จ.สุราษฎร์ธานี รับมือการค้า เพิ่มโอกาสทำเงิน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127171</link>
<guid isPermaLink="false">d09dd7bd32d39cbdfd9f213aac3ad064</guid>
<pubDate>Thu, 09 Oct 2025 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศจัดสัมมนา &ldquo;Unlocking Trade Measure : The Passport for Global Trade&rdquo; ถอดรหัสมาตรการทางการค้า สู่ความสำเร็จบนเวทีโลก&rdquo; ให้ความรู้ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ พื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับการดำเนินการตามนโยบาย Quick Big Win ของ &ldquo;ศุภจี&rdquo; ทั้งการเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ การยกระดับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า การป้องกันการสวมสิทธิ์ การใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA และการบุกตลาดใหม่</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดการสัมมนา &ldquo;Unlocking Trade Measure : The Passport for Global Trade&rdquo; ถอดรหัสมาตรการทางการค้า สู่ความสำเร็จบนเวทีโลก&rdquo; ณ โรงแรมนิภา การ์เด้น จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อถ่ายทอดความรู้และประชาสัมพันธ์มาตรการทางการค้าใหม่ที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนกว่า 200 คน รวมถึงมีหน่วยงานพันธมิตรในพื้นที่เข้าร่วมออกบูธและร่วมการสัมมนา อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การจัดสัมมนาดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้กำหนด 7 นโยบายสำคัญ ภายใต้แนวทาง Quick Big Win ที่มุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจโดยเร็ว และสร้างรากฐานทางการค้าที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต โดยใน 7 นโยบายสำคัญ มีภารกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกรมที่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ อาทิ การเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อบรรลุข้อตกลงอัตราภาษีต่างตอบแทน ภายในเดือน ธ.ค.2568 การยกระดับมาตรการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า และการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ตลอดจนผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA และเร่งบุกตลาดใหม่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้นำวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้งานระบบดิจิทัล อาทิ ระบบบริการการออกหนังสือสำคัญการส่งออกนำเข้าสินค้า (SMART I) ระบบการรับรองถิ่นกำเนิด (Rover Plus) และระบบการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (SMART C/O) ซึ่งเป็นระบบที่กรมพัฒนาขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้ชี้แจงแผนการขยายตลาดทางการค้าและเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรนวัตกรรม การติดตามสถานการณ์และมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับทราบข้อมูลที่ทันสมัยและใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านการค้าและการตลาด ได้แก่ นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายประกิต ประสิทธิ์ศุภผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอไพรส์ จำกัด (มหาชน) มาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับทิศทางการค้าโลก โอกาส ตลอดจนความท้าทายใหม่ ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8426">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/ip2v4sjJ?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251009279b5ae95ad64fad23f022a810165467083311.jpg' type='image/jpg' length='580972' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถก สบส.-อย.-รพ.เอกชน เพิ่มทางเลือกประชาชนซื้อยานอกโรงพยาบาล]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126930</link>
<guid isPermaLink="false">5fa889f0e49801da0055e4f8b169e972</guid>
<pubDate>Wed, 08 Oct 2025 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายใน หารือกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เดินหน้าโครงการ &ldquo;สุขกายสบายกระเป๋า&rdquo; แจ้งรายละเอียดราคายา เพิ่มทางเลือกซื้อยาจากร้านขายยานอกโรงพยาบาล เผยล่าสุดมี รพ.เข้าร่วมกว่า 300 แห่ง จากสมาชิก 354 แห่ง เตรียมถกร้านขายยากว่า 2 หมื่นแห่ง เพื่อรองรับ 10 ต.ค. ก่อนคิกออฟ 28 ต.ค.นี้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การแสดงรายละเอียดรายการยาและค่ายาก่อนชำระเงิน ว่า กรมได้ดำเนินการตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบนโยบาย Quick Big Win ในการลดค่าครองชีพประชาชน จึงได้นัดหารือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน จัดประชุมเพื่อยกระดับการให้บริการและขอความร่วมมือจากเครือข่ายโรงพยาบาลต่าง ๆ ในการแจงรายละเอียดราคายาและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อยาจากร้านขายยาข้างนอกได้ ภายใต้โครงการ &ldquo;สุขกายสบายกระเป๋า&rdquo; โดยจะมีการลงนามใน MOU ร่วมกันต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยก่อนหน้านี้ มีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ 5 เครือ จาก 11 เครือ ปัจจุบันได้รับความสนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 9 เครือ และยังมีโรงพยาบาลอื่นที่ไม่ได้สังกัดเครืออีกหลายแห่งเข้าร่วม ทำให้จำนวนโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 300 แห่ง จากสมาชิก 354 แห่ง ได้แก่ เครือ BDMS (ดุสิตเวชการ อาทิ รพ.กรุงเทพ รพ.พญาไท เป็นต้น) เครือโรงพยาบาลธนบุรี เครือ BCH (กลุ่มโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลการุญเวช) เครือบางปะกอก-ปิยะเวช เครือรามคำแหง-วิภาราม เครือ PCL (พริ๊นซิเพิล) เครือจุฬารัตน์ เครือนวมินทร์ และเครือสินแพทย์ และโรงพยาบาลหัวเฉียว โรงพยาบาลวิภาวดี โรงพยาบาลบีแคร์ เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือดังกล่าว เป็นยกระดับการให้บริการผู้บริโภค ในการขอทราบราคายาและเลือกซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้ ถือเป็น Quick Big Win ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และหลังจากนี้ กรมและ อย. จะเตรียมความพร้อมในการกำหนดคุณสมบัติและลงทะเบียนร้านขายยาที่มีกว่า 20,000 แห่ง โดยจะประชุมในวันที่ 10 ต.ค.2568 และหลังจากหารือกันทุกด้านแล้ว จะเริ่มคิกออฟโครงการ &ldquo;สุขกาย สบายกระเป๋า&rdquo; ในวันที่ 28 ต.ค.2568 และหลังจากนั้น ทุกโรงพยาบาลและร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการจะมีป้ายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อใช้บริการได้อย่างทั่วถึงต่อไป&rdquo;นายวิทยากรกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการแสดงรายละเอียดของโรงพยาบาล จะมีรายการยาและค่ายาอย่างชัดเจนในใบแจ้งค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาได้ และจะได้รับใบสั่งยาเพื่อไปเลือกซื้อยาจากร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการภายนอกโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล โดยทุกฝ่ายจะมีการร่วมมือประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิ์ในการรับบริการและการเลือกซื้อยาให้ทั่วถึง และในเฟสต่อไป จะขยายความร่วมมือไปยังคลินิกต่าง ๆ รวมทั้งเข้าไปดูแลเรื่องโครงสร้างราคาต้นทุนยาให้เหมาะสมและเป็นธรรมด้วย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8420">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/pyiZ6iZq?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251008d8fbe22817112a4d11f1987e4f1d98f1083644.jpg' type='image/jpg' length='536967' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ เผย FTA ไทย-EU รอบ 7 สรุปได้เพิ่ม ส่วนเปิดสินค้า บริการ ลงทุนคืบหน้า]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126771</link>
<guid isPermaLink="false">fba239901b7727f87185f592089f7032</guid>
<pubDate>Tue, 07 Oct 2025 08:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 7 สรุปเพิ่มเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการจัดทำกฎระเบียบสำหรับบริการสาขาการเงิน ส่วนการเปิดตลาด ทั้งการค้าสินค้า บริการ ลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มีความคืบหน้าโดยลำดับ และมีหลายประเด็นใกล้ได้ข้อสรุป ระบุสองฝ่ายจะมีการหารือระหว่างรอบอย่างเข้มข้น ปูทางสู่การเจรจารอบต่อ ๆ ไป</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำทีมไทยแลนด์เข้าร่วมการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 7 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-3 ต.ค.2568 ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ว่า การเดินทางไปเจรจา FTA ไทย-EU ครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สำเร็จโดยเร็ว ซึ่งภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้าที่ดีอย่างต่อเนื่อง สามารถสรุปเพิ่มเติมได้ในเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนข้ามพรมแดน และการจัดทำกฎระเบียบสำหรับบริการสาขาการเงิน ที่จะช่วยส่งเสริมความโปร่งใสและเสถียรภาพในภาคการเงิน<br />
สำหรับการเจรจาเปิดตลาดการค้าระหว่างกันมีความคืบหน้าเป็นลำดับ ทั้งการเจรจาเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ โดยมีอีกหลายประเด็นที่ใกล้ได้ข้อสรุปและเหลือรายละเอียดในเชิงเทคนิค อาทิ มาตรการเยียวยาทางการค้า รัฐวิสาหกิจ ภาคผนวกสาขายานยนต์ และการแข่งขันทางการค้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนแผนการทำงานต่อไป ได้ดำเนินมาถึงจุดที่ทั้งสองฝ่ายต้องหาทางออกร่วมกันในประเด็นสำคัญต่าง ๆ อาทิ ระดับการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มาตรฐานสินค้าเกษตร การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าดิจิทัล เพื่อให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ โดยทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะประสานงานและหารือร่วมกันระหว่างรอบการเจรจา (intersession) อย่างเข้มข้น เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุดและปูทางไปสู่การเจรจาในรอบต่อ ๆ ไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 หัวหน้าคณะเจรจาทั้งสองฝ่ายได้ร่วมงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ Navigating Global Trade Uncertainty: Unlocking Mutual Benefits in Thailand-EU FTA Negotiations จัดโดยสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อแจ้งพัฒนาการการเจรจา FTA ไทย-EU และรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนต่อการเจรจา โดยภาคเอกชนยุโรปที่เข้าร่วมงานมาจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ยานยนต์ ภาคบริการ และเทคโนโลยี ซึ่งหัวหน้าคณะเจรจาทั้งสองฝ่ายได้ย้ำความสำคัญของการเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดในช่วงสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการค้าผ่านการจัดทำ FTA และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกับภาคเอกชนในประเด็นการประกอบธุรกิจและการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการเปิดตลาดสินค้า บริการและลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ใน FTA ไทย-EU&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในช่วง 9 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างไทยกับ EU มีมูลค่า 29,622.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.77% โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 17,275.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.50% และไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 12,346.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 5.30% สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8417">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/zcfRmi5Z?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202510076ef567434ef18e1289227652faaae828082821.jpg' type='image/jpg' length='741232' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อารดา”กางแผนลุยงาน รับมือกฎถิ่นกำเนิดสหรัฐฯ ป้องสวมสิทธิ์ เร่งเยียวยาการค้า]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126575</link>
<guid isPermaLink="false">6c59826ec52c8a7d4cb56387e9246e09</guid>
<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 09:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;อารดา&rdquo; กางแผนขับเคลื่อนงาน ปีงบประมาณ 69 เตรียมลุยรับมือกฎเกณฑ์ใหม่สหรัฐฯ เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และการป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ทำระบบให้บริการ Form C/O สหรัฐฯ ดีเดย์ใช้ภายใน ก.พ.69 เร่งขั้นตอนเยียวยาทางการค้าให้เร็วขึ้น ร่วมมือแก้สินค้าและธุรกิจต่างประเทศฝ่าฝืนกฎหมาย คุมเข้มข้าวโพดปลอดเผา นำร่องคุมสินค้าใช้สองทาง ดันเกษตรนวัตกรรม จัดทีมลุยขายข้าว มันสำปะหลัง</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนการทำงานในปีงบประมาณ 2569 ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 ว่า งานเร่งด่วนที่กรมจะต้องดำเนินการ ก็คือ การรับมือกฎเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ ในเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และการป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าไทย โดยจะทำการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการส่งออกไปสหรัฐฯ นำ AI มาช่วยในการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และรองรับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่ของสหรัฐฯ รวมทั้งจะเร่งเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แลกเปลี่ยนข้อมูลและเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดูแลเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ กำหนด และเอื้อต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังจะเร่งจัดทำระบบการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯ (Form C/O สหรัฐฯ) หากเงื่อนไขเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้ามีความชัดเจน ก็จะเร่งจัดทำระบบให้แล้วเสร็จ โดยคาดว่าผู้ประกอบการจะสามารถใช้งานระบบ DFT SMART C/O เพื่อขอ Form C/O สหรัฐฯ ได้ภายในเดือน ก.พ.2569 และยังจะเร่งประชาสัมพันธ์และจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ กฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า สำหรับการเยียวยาทางการค้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ตามนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะปรับปรุงกระบวนการพิจารณาให้เร็วขึ้น ทั้งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD-CVD) การป้องกันการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) การป้องกันการหลีกเลี่ยง AD-CVD โดยนำ AI มาใช้ตรวจสอบในส่วนของการยื่นคำขอ และร่นกระบวนการไต่สวนให้เร็วขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย กรมอยู่ระหว่างการทบทวนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หลังคำสั่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ในระหว่างนี้ จะยังคงร่วมมือกับ 17 หน่วยงานดำเนินการแก้ไขการนำเข้าสินค้าไม่ได้คุณภาพ เพื่อปกป้องผู้บริโภค และแก้ไขปัญหานอมินีที่กระทบต่อธุรกิจไทยต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะเร่งออกมาตรการบังคับใช้การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ข้ามพรมแดน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 การบังคับใช้มาตรการขออนุญาตการส่งออกและส่งกลับสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) กลุ่มวัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ โดยให้ผู้ประกอบการยื่นขอรับใบอนุญาตผ่านระบบ e-DUI Licensing การส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม ทั้งการจัดประกวด การเพิ่มช่องทางจำหน่าย และนำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ภายใต้ FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการ การจัดคณะผู้แทนการค้าไปเจรจาขยายตลาดสินค้าข้าว มันสำปะหลัง เป็นต้น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8413">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/OdVO8THg?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/2025100650740318079da69cbeacec3a5c6ffe6d091626.jpg' type='image/jpg' length='354036' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เงินบาทอ่อนค่า จับตาสัปดาห์หน้า 4 ปัจจัยสำคัญ-ราคาทองคำตลาดโลก]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126570</link>
<guid isPermaLink="false">316731c74c45ef7fa30825ffa171fe3f</guid>
<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 08:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เงินบาทอ่อนค่า สวนทางสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตา 4 ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า อัตราเงินเฟ้อเดือนก.ย. ของไทย ผลการประชุมกนง. (8 ต.ค.) สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก และฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ<br />
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 1 เดือน แม้สกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้นหลังภาวะชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มขึ้น 1 ต.ค. ที่ผ่านมา<br />
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่าและแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 1 เดือนที่ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ฯ (นับตั้งแต่ 28 ส.ค.) สอดคล้องกับสถานะขายสุทธิของต่างชาติในตลาดการเงินไทย และแรงขายตามปัจจัยทางเทคนิค หลังจากที่เงินบาทอ่อนค่าผ่านแนวสำคัญทางจิตวิทยาหลายแนวในสัปดาห์นี้<br />
เงินบาทฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้น ๆ ในระหว่างสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายทั้งจากการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องของเฟด และจากความกังวลในเรื่องผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากภาวะการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (Government Shutdown) กินระยะเวลานาน<br />
อย่างไรก็ดี กรอบการแข็งค่าของเงินบาทค่อนข้างจำกัด และเงินบาทกลับไปก่อนค่าลงอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ ๆ มากระตุ้น อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า เงินบาทอ่อนค่าลงในสัปดาห์นี้ แม้ว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียจะขยับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ<br />
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย<br />
ค่าเงินบาท:กรอบสัปดาห์หน้า<br />
ในวันศุกร์ที่ 3 ต.ค. 2568 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.39 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.24 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 ก.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-3 ต.ค. 2568 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,534 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 279 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 669 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 948 ล้านบาท)<br />
สำหรับสัปดาห์หน้า หรือสัปดาห์ระหว่างวันที่ 6-10 ต.ค. 2568 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.00-32.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนก.ย. ของไทย ผลการประชุมกนง. (8 ต.ค.) สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกและฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ<br />
ส่วนปัจจัยจากฝั่งสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ การหาข้อสรุปของสภาคองเกรสเรื่องงบประมาณเพื่อลดผลกระทบจาก Government Shutdown ของสหรัฐฯ บันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 16-17 ก.ย. รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟดและเจ้าหน้าที่เฟด นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอื่นของสหรัฐฯ ที่ไม่ถูกเลื่อนจากผลของ Government Shutdown ได้แก่ ตัวเลขการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นและมุมมองต่อเงินเฟ้อของผู้บริโภค (เบื้องต้น) สำหรับเดือนก.ย.<br />
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย<br />
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน ก่อนจะพลิกกลับมาปิดบวกช่วงท้ายสัปดาห์<br />
SET Index ปรับตัวขึ้นช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค หลังดัชนีราคา PCE/Core PCE ของสหรัฐฯ ออกมาสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งหนุนโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด ประกอบกับมีแรงหนุนจากความคาดหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ<br />
อย่างไรก็ดี SET Index ย่อตัวลงในเวลาต่อมาตามแรงขายหุ้นบิ๊กแคป นำโดย หุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากปัจจัยเฉพาะตัว รวมถึงหุ้นบริษัทด้านพลังงานและหุ้นกลุ่มแบงก์หลังข่าวการปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของบางแบงก์โดย Fitch<br />
SET Index พลิกกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบแคบช่วงกลางสัปดาห์ ระหว่างรอติดตามประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ ก่อนจะดีดตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคจากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของเฟด หลังตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนเดือนก.ย. ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่คาด<br />
แนวรับ-แนวต้าน หุ้นไทยสัปดาห์หน้า<br />
นอกจากนี้ SET Index ยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน<br />
ในวันศุกร์ที่ 3 ต.ค. 2568 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,293.61 จุด เพิ่มขึ้น 1.16% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 38,768.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.56% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.81% มาปิดที่ระดับ 246.19 จุด<br />
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 ต.ค. 68) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,270 และ 1,245 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,300 และ 1,315 จุด ตามลำดับ<br />
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมกนง. (8 ต.ค. 68) ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. ของไทย สถานการณ์ชัตดาวน์ในสหรัฐฯ ถ้อยแถลงของประธานเฟดและเจ้าหน้าที่เฟด ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ตลอดจนบันทึกการประชุมเฟด ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนส.ค. ของยูโรโซน และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ย. ของญี่ปุ่น</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.prachachat.net/finance/news-1896435">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 66.6667%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/gwoS2YBz?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251006ef4bc0cf15d32d8699081fbdb87e1bd0084523.jpg' type='image/jpg' length='95174' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการไทยตะลุยอินเดีย เจรจาธุรกิจ ปิดดีล 1,386 ล้าน]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126397</link>
<guid isPermaLink="false">9b2963cae171c5c6bb3d4f40fce8250c</guid>
<pubDate>Fri, 03 Oct 2025 08:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง ตะลุยอินเดีย เจรจาจับคู่ธุรกิจสุดฮอต ปิดดีลการค้าภายใน 1 ปี ได้กว่า 1,386 ล้านบาท เสียงชื่นชมเพียบ ขอให้จัดแบบนี้อีก พร้อมพาพบบิ๊กอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย เพื่อสร้างโอกาสขายสินค้าให้ด้วย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนการค้ากลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง รวม 46 บริษัท เดินทางไปเจรจาการค้ากับผู้ซื้อและผู้นำเข้า ที่อินเดีย ว่า โครงการนี้ DITP ได้ร่วมมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (BOT) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) นำผู้ประกอบการไทยไปบุกเจาะตลาดศักยภาพใหม่ เพื่อทดแทนการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่เจอมาตรการทางภาษี และเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ๆ ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จเกิดคาด มีผู้ซื้อ ผู้นำเข้ามาเจรจาจับคู่ธุรกิจ 92 บริษัท เกิดการเจรจาการค้า 312 คู่ สร้างมูลค่าการค้าภายใน 1 ปี 43.32475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,386 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้า 5 อันดับแรกที่ประสบความสำเร็จในการเจรจา ได้แก่ 1.เหล็กรูปพรรณ 2.คูลลิ่งทาวเวอร์ประหยัดพลังงาน 3.อุปกรณ์ระบายอากาศที่ติดตั้งบนหลังคา 4.ชิ้นส่วนโลหะ และ 5.แผ่นไม้ที่ผลิตจากไม้ยางพารา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมโครงการนี้ ต่างชื่นชมการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพราะเป็นกิจกรรมที่ตรงความต้องการทั้งของผู้นำเข้าและผู้ส่งออก สามารถพบลูกค้าที่เหมาะกับสินค้า และแสดงความประสงค์ให้มีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีก เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ และอยากให้พาไปเปิดตลาดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ยังได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าเยี่ยมและสำรวจตลาดกลุ่มอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของอินเดีย ได้แก่ บริษัท RPS GROUP ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ บริษัท MQDC โครงการในเครือ CP Group ของประเทศไทยที่เป็นผู้พัฒนาด้าน Co-working &amp; Innovation Hub โครงการ DLF Camellias โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พักอาศัย เน้นตลาด Luxury ระดับราคาตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป และโครงการ KRISUMI Waterfall Residences โครงการอสังหาริมทรัพย์ร่วมทุนระหว่างญี่ปุ่นและอินเดีย เน้นเจาะกลุ่ม Expat ชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ<br />
&ldquo;การนำผู้ประกอบการไทยไปพบกับบริษัทที่พัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย ทำให้ได้เห็นแนวโน้มการพัฒนาโครงการ โอกาสทางการค้าของกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสามารถต่อยอดพัฒนานวัตกรรมและสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดได้ ​เรียกได้ว่า การนำผู้ประกอบการบุกแดนภารตะในครั้งนี้ เป็นการเปิดประตูการค้าที่สวยงามและได้รับผลตอบรับเกินคาด นับเป็นเป้าประสงค์สูงสุดของ DITP ในการจัดโครงการในครั้งนี้ และจากนี้ DITP ยังจะเดินหน้าจัดโครงการในลักษณะนี้ต่อไป ซึ่งเป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบนโยบายเร่งด่วนให้ดำเนินการขับเคลื่อนการส่งออก และสร้างโอกาสให้กับผู้ส่งออกของไทย&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/8408">https://www.commercenewsagency.com/news/8408</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251003d7c029703660b7a03cf5f765c1a479e8083102.jpg' type='image/jpg' length='217610' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ตั้งกองใหม่ คณะกรรมการชุดใหม่ เร่งเครื่องปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126193</link>
<guid isPermaLink="false">38e2dbe50487ebbc74a9d15c0a905ac0</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับลูก &ldquo;ศุภจี&rdquo; ตั้งกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย เป็นกองใหม่ที่ป้องกันและปราบปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) พร้อมตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย มีอธิบดีเป็นประธาน ล่าสุดตั้งคณะอนุกรรมการเจาะลึกแต่ละด้าน ทั้งการจดทะเบียนธุรกิจ วิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบบัญชี การบังคับใช้กฎหมาย เพื่อกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมายให้สิ้นซาก &nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมรับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นป้องกันและปราบปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) โดยได้จัดตั้งกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวโดยตรง และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกัน ปราบปรามการฝ่าฝืนกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และยังได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย มีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานคณะกรรมการด้วยตนเอง<br />
ทั้งนี้ ได้ประชุมคณะกรรมการครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา โดยได้กำหนดกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย และมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการป้องกันการจดทะเบียนธุรกิจ คณะอนุกรรมการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ คณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบบัญชีธุรกิจ และคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย เพื่อดำเนินการตามภารกิจในแต่ละด้าน ส่วนแนวทาง วิธีการตรวจสอบ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย คณะอนุกรรมการแต่ละด้านจะได้พิจารณากำหนดต่อไป และหากพบการกระทำความผิดจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด<br />
&ldquo;การดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายในรูปแบบของคณะกรรมการ และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภารกิจภาครัฐ การลงทุน และดำเนินธุรกิจภาคเอกชนเป็นไปด้วยความสะดวก ก่อให้เกิดความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเทศในระยะยาว รวมถึงให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
ปัจจุบันการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพยายามให้ภาคธุรกิจได้รับความสะดวก รวดเร็ว และจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น โดยเน้นให้บริการผ่านออนไลน์ แต่ในทางกลับกัน ผู้ไม่สุจริตก็ใช้เป็นช่องทางหลอกลวงประชาชนได้ง่ายเช่นกัน โดยมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลและเปิดบัญชีกับธนาคารเพื่อหลอกลวงประชาชนในลักษณะ &ldquo;บัญชีม้าแบบนิติบุคคล&rdquo; และยังมีนิติบุคคลบางรายที่หลีกเลี่ยงหรือประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงกรณีที่บุคคลต่างด้าวจดทะเบียนนิติบุคคลโดยอาศัยคนไทยเป็นนอมินี ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน และสถานการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ จึงต้องป้องกันและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/8403">https://www.commercenewsagency.com/news/8403</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202510027a88e39c83880ab58ae626d155b30eab090151.jpg' type='image/jpg' length='175464' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ เผยถก CEPA ไทย-เกาหลีใต้คืบ เหลืออีกแค่ 4 บท ตั้งเป้าจบปีนี้]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126020</link>
<guid isPermaLink="false">ddf72f805f8c1a43ff7e610022defc8b</guid>
<pubDate>Wed, 01 Oct 2025 08:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยความคืบหน้าเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ไทย-เกาหลีใต้ รอบที่ 7 มีความเข้มข้นขึ้น ล่าสุดสรุปได้แล้ว 20 บท จาก 24 บท เหลือการค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การลงทุน และการค้าดิจิทัล ตั้งเป้าสรุปผลให้ได้ภายในปีนี้ มั่นใจหากสำเร็จ จะช่วยสร้างแต้มต่อทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย และดึงดูดการลงทุนจากเกาหลีใต้เข้าไทยมากขึ้น</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement : CEPA) ไทย-เกาหลีใต้ รอบที่ 7 ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย.2568 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ว่า การเจรจารอบนี้ มีความเข้มข้นอย่างมาก เนื่องจากทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะสรุปผลให้ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยสามารถเจรจาได้จบอีก 1 บท คือ บทบริการทางการเงิน ส่งผลให้ขณะนี้ มีข้อสรุปร่วมกันได้แล้ว 20 บท จากทั้งหมด 24 บท และยังเหลือประเด็นที่จะต้องเจรจาร่วมกันต่อ ได้แก่ การค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การลงทุน และการค้าดิจิทัล โดยทั้งสองฝ่ายพยายามอย่างเต็มที่และมุ่งมั่นที่จะสรุปผลการเจรจาให้ได้ภายในปลายปี 2568<br />
ทั้งนี้ การเจรจา CEPA ไทย-เกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลปัจจุบันผลักดันเพื่อขยายโอกาสการค้าและการลงทุนของไทย โดยหากการเจรจา CEPA ฉบับนี้สำเร็จ จะช่วยต่อยอดและขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทย ยกระดับมาตรฐานและอำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชน สร้างแต้มต่อทางการค้าให้กับผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน รวมทั้งจะดึงดูดการลงทุนจากเกาหลีใต้ให้มายังไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากผลการศึกษาคาดว่าความตกลง CEPA ไทย-เกาหลีใต้ จะทำให้ GDP ของไทยขยายตัวถึง 0.32-0.44%<br />
ในปี 2567 เกาหลีใต้เป็นคู่ค้าอันดับ 13 ของไทย การค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ มีมูลค่า 15,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ มูลค่า 5,957 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเกาหลีใต้ มูลค่า 9,343 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 7 เดือนปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ มีมูลค่า 9,098.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ มูลค่า 3,496.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเกาหลีใต้ มูลค่า 5,602.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม น้ำตาลทราย แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8398">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/HCBLI47y?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20251001a27da58bb368e7ce042df4112326572e082545.jpg' type='image/jpg' length='358027' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”โชว์นโยบายเร่งด่วน 4 เดือน ดูแลส่งออก ผู้ประกอบการ ค่าครองชีพ เกษตรกร]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/125852</link>
<guid isPermaLink="false">5d04993772a7925b263ab1b73646a5c4</guid>
<pubDate>Tue, 30 Sep 2025 10:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;แจงนโยบายเร่งด่วนพาณิชย์ 4 เดือน ในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาล ยันมีครบ ทั้งแผนการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่มุ่งดูแลเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า การปกป้องผู้ประกอบการไทย การป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพและแก้นอมินี การดูแลค่าครองชีพผ่านการจัดงานธงฟ้าและลดภาระเรื่องยาแพง เร่งดูแลสินค้าเกษตรสำคัญ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์ม เพิ่มโอกาส SME ค้าขาย ช่วยเกษตรกร ผู้ประกอบการที่เจอปัญหาชายแดน และเร่งปิดดีล FTA ไทย-อียู ไทย-เกาหลีใต้ &nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการเร่งด่วนที่จะดำเนินการในช่วง 4 เดือน เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจต่าง ๆ ตามนโยบายรัฐบาลไว้พร้อมแล้ว ทั้งประเด็นการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ การดูแลผู้ประกอบการไทยด้วยการปกป้องสินค้าด้อยคุณภาพและนอมินี การลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน การดูแลราคาสินค้าเกษตรสำคัญ การช่วยเหลือ SME เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน และการเร่งรัดเจรจา FTA เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับประเทศไทย<br />
โดยในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คิดเป็น 10% ของการส่งออกทั้งหมด ได้ตั้งเป้าหมายเร่งเจรจาข้อตกลงการค้า หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2568 เพื่อสร้างความชัดเจนด้านกติกาการค้า ส่วนแนวทางการกำกับดูแลถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ได้ให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นหน่วยงานเดียวที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) สำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯ และเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังจาก 45 รายการ เป็น 65 รายการ และใช้ AI ตรวจสอบถิ่นกำเนิด รวมไปถึงออกมาตรการป้องกันการปลอมแปลงเอกสารอย่างเข้มงวด ส่งผลให้จำนวนการปลอม Form C/O ลดลงอย่างชัดเจน ก่อนการใช้ระบบการป้องกันการปลอมแปลง ได้พบการปลอมแปลงเป็นจำนวนมาก คือ ปี 2565 พบการปลอม 149 ฉบับ ปี 2566 พบการปลอม 168 ฉบับ แต่เมื่อนำระบบการป้องกันการปลอมแปลงมาใช้ในปี 2567 พบการปลอมแปลงเพียง 5 ฉบับ และ ในปี 2568 ยังไม่พบการปลอมแปลงเลย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการป้องกันสินค้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันไทยใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) จำนวน 31 กรณี ถูกต่างประเทศใช้มาตรการนี้ 73 กรณี มาตรการหลบเลี่ยง (AC) ไทยใช้ 6 กรณี และถูกใช้ 14 กรณี และมาตรการปกป้อง (SG) อยู่ระหว่างการไต่สวน ถูกใช้ 19 กรณี ส่วนมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) ไทยยังไม่ได้ใช้ แต่ถูกใช้จากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ 7 กรณี ดังนั้น เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการดำเนินการ ได้กำหนดแนวทางปรับปรุงกระบวนการ โดย 1.ลดระยะเวลาการรับคำร้องจากเดิม 4 เดือน เหลือ 1 เดือน 2.ใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลจำนวนมาก เพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็ว 3.ลดเวลาการไต่สวนจาก 12 เดือน เหลือ 9 เดือน มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบและปกป้องการค้าของไทยรวดเร็วขึ้น ช่วยผู้ประกอบการไทยรับมือการทุ่มตลาดและปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ด้านการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพทะลักจากต่างประเทศและธุรกิจนอมินี กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับ 16 หน่วยงาน เพื่อแก้ไขปัญหา โดยปัจจุบันสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ได้ 2,175 ล้านบาท เข้มงวดมาตรฐานสินค้าโดยดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 81,719 คดี มูลค่าความเสียหาย 3,541.89 ล้านบาท ตรวจสอบที่ขายสินค้าออนไลน์ 54,868 รายการ ไม่พบผิด 35,964 รายการ แจ้งเตือน 18,904 รายการ ถอดสินค้าออก 17,177 รายการ ส่วนนอมินี ได้เฝ้าระวัง 7 ธุรกิจ ได้แก่ ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง อสังหาริมทรัพย์และเกี่ยวเนื่อง อีคอมเมิร์ซขนส่งและคลังสินค้า โรงแรมและรีสอร์ต ก่อสร้าง การขายที่ดินเพื่อเกษตร และอื่น ๆ โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อตรวจสอบ ปัจจุบันมีการดำเนินคดีแล้ว 475 ราย มูลค่าเสียหาย 2,873 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า การลดค่าครองชีพประชาชน จะเดินหน้าจัดโครงการมหกรรมธงฟ้ากว่า 1,300 ครั้ง และลดราคาช่วงเทศกาลสำคัญ อาทิ ปีใหม่ ตรุษจีน กินเจ เปิดเทอม ช่วยลดค่าครองชีพกว่า 5,000 ล้านบาท ร่วมมือโรงพยาบาลเอกชนเปิดเผยค่ายา และให้ประชาชนซื้อยาจากร้านภายนอกโรงพยาบาลได้ ซึ่งเป็น Quick Big Win ลดค่าใช้จ่ายประชาชนรวม 32,400 ล้านบาท พร้อมควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์จำเป็น ลดภาระได้อีก 1,100 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การดูแลสินค้าเกษตรสำคัญมีแผนรับมือระยะสั้นและยาว โดยระยะสั้น ช่วยลดต้นทุนผ่านโครงการธงเขียว ลดราคาปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตร เตรียมมาตรการรับมือช่วงผลผลิตข้าวออกสู่ตลาด 8.5 ล้านตัน ได้แก่ สินเชื่อชะลอการขาย สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ และมาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท และจะเร่งรัดการส่งออก ผลักดันจีนซื้อข้าวจีทูจีที่ค้างอยู่ 2.8 แสนตัน และขอให้เพิ่มปริมาณอีก 2.2 แสนตัน เร่งจัดทำ MOU ใหม่กับสิงคโปร์ รักษาตลาดญี่ปุ่นไม่น้อยกว่าปีละ 3 แสนตัน และขยายตลาดใหม่อย่างซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการผลักดันข้าวอินทรีย์ในยุโรปและข้าวหอมมะลิในสหรัฐฯ ส่วนในระยะยาว ผลักดันปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ปลูกข้าวให้ตรงกับความต้องการตลาดโลก และส่งเสริมปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง เช่น อะโวคาโดในภาคเหนือ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีมาตรการกำหนดราคาซื้อ ควบคุมการนำเข้าข้าวโพดที่มีการเผา มันสำปะหลัง ส่งเสริมแปรรูป ใช้ท่อนพันธุ์ปลอดโรคใบด่าง ควบคุมการนำเข้า ปาล์มน้ำมัน กำหนดราคาซื้อ และพืช 3 หัว เชื่อมโยงการขายและรณรงค์บริโภค&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทางด้านการช่วยเหลือ SME จะเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ขยายตลาดใหม่ เจาะตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา 2.พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ อาทิ การทำคอนเทนต์ออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างยอดขาย 3.เพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้า ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไทยและต่างประเทศ 4.เพิ่มมูลค่าสินค้า ส่งเสริมสินค้า GI, โครงการ Thai SELECT , Thailand Trust Mark และ Made in Thailand เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 5.เข้าถึงแหล่งทุน ร่วมมือสถาบันการเงินช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อ 6.ปรับปรุงแพลตฟอร์ม &ldquo;ม็อกฟองดู&rdquo; ให้ใช้งานง่าย ครบวงจรในที่เดียว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน จะจัดงานธงฟ้าราคาประหยัดเพื่อลดค่าครองชีพ เพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ผ่านการเข้าร่วมงานมหกรรมธงฟ้า งานมหกรรมการค้าชายแดน และนำสินค้าจำหน่ายออนไลน์ผ่านไปรษณีย์ไทย ส่วนผู้ส่งออกช่วยหาช่องทางใหม่ผ่านการจับคู่ธุรกิจ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะเร่งรัดการเจรจา FTA ตั้งเป้าบรรลุข้อตกลง FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ไทย-เกาหลีใต้ ภายในรัฐบาลนี้ และจะเร่งผลักดันให้เอกชนมาใช้สิทธิประโยชน์ เพราะการไปเจรจา FTA มาก ประเทศก็ไม่ได้ประโยชน์ ถ้าไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ โดยจะเร่งรัดสนับสนุนให้ความรู้ในการให้สิทธิประโยชน์กับภาคเอกชนให้ใช้ได้จริง &nbsp;</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8397">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/WuJ7XPTa?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/20250930ec5ec6918cde8ce96317c4c66b00fc73100653.jpg' type='image/jpg' length='172987' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยงาน China–ASEAN Expo ชาวจีนแห่ชมล้นหลาม]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/125560</link>
<guid isPermaLink="false">9c63647a66bf76c52f871074692a373a</guid>
<pubDate>Mon, 29 Sep 2025 08:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า China&ndash;ASEAN Expo ครั้งที่ 22 ที่เมืองหนานหนิง ขนข้าวไทยชนิดต่าง ๆ ทั้งข้าวหอมมะลิไทย ข้าวเหนียว ข้าวขาว ข้าวคุณลักษณะพิเศษไปโชว์ พร้อมจัดสาธิตหุงข้าวควบคู่ปรุงอาหารไทย ปีนี้จัดพะแนงหมูให้ชิม ได้รับการตอบรับล้นหลาม มั่นใจช่วยสร้างความเชื่อมั่น รักษาส่วนแบ่งตลาดในจีนได้เพิ่มขึ้น</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า China&ndash;ASEAN Expo ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 17-21 ก.ย.2568 เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า กรมได้จัดแสดงตัวอย่างข้าวไทยชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวเหนียว และข้าวขาว และได้นำเสนอข้าวคุณลักษณะพิเศษของไทยและข้าวเพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าวสังข์หยด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในตลาดจีนที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
ทั้งนี้ ยังได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับข้าวไทย &ldquo;ความหลากหลายที่มาพร้อมคุณค่า&rdquo; ผ่านจอทัชสกรีนให้ผู้เยี่ยมชมคูหาได้เรียนรู้เกี่ยวกับข้าวไทยหลากหลายชนิด ทั้งในด้านลักษณะและคุณค่าโภชนาการ ในรูปแบบ Interactive เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และได้สาธิตการหุงข้าวไทยควบคู่กับการปรุงอาหารไทย โดยนายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ สาธิตการทำเมนูพะแนงหมูให้ผู้เยี่ยมชมคูหาของกรมได้ทดลองชิมคู่กับข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เยี่ยมชมในงานเป็นจำนวนมาก ต่างแสดงความชื่นชมในรสชาติและคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทย<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้จัดกิจกรรมให้ผู้เยี่ยมชมคูหาตอบคำถามเกี่ยวกับข้าวไทยและวิธีการเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยเพื่อรับของที่ระลึก ซึ่งตลอดระยะเวลาการจัดงานมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในคูหาของกรมกว่า 3,000 ราย<br />
&ldquo;การเดินทางไปเข้าร่วมงาน China&ndash;ASEAN Expo ครั้งนี้ ช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพมาตรฐานและความหลากหลายของข้าวไทย รวมทั้งวิธีการเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยแท้ ๆ จากประเทศไทย ทำให้ชาวจีนเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทย ตลอดจนช่วยรักษาส่วนแบ่งตลาดและกระตุ้นการซื้อข้าวไทยให้เพิ่มขึ้นด้วย&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
สำหรับจีนเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย ในแต่ละปีไทยส่งออกข้าวไปจีนประมาณ 400,000&ndash;700,000 ตัน ครองส่วนแบ่งตลาดนำเข้าข้าวของจีนเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ประมาณ 24% รองจากเวียดนาม และเมียนมา ตามลำดับ และในช่วง 7 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกข้าวไปจีนแล้ว 406,720 ตัน เพิ่มขึ้น 125% โดยจีนเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับที่ 4 ของไทย ชนิดข้าวที่ส่งไปจีนส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว รองลงมา คือ ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย<br />
งานแสดงสินค้า China&ndash;ASEAN Expo เป็นงานมหกรรมนานาชาติที่จัดแสดงสินค้าและบริการของประเทศในภูมิภาคจีน&ndash;อาเซียน โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 22 งานดังกล่าวรัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยในปีนี้นายหาน เจิ้ง รองประธานาธิบดีของจีน ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานเปิดงาน และมีรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียน คณะทูตานุทูต ประธานสภาหอการค้า และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศภาคธุรกิจตลอดจนนักวิชาการมาร่วมพิธีเปิดงานรวมกว่าประมาณ 1,200 คน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.commercenewsagency.com/news/8390">https://www.commercenewsagency.com/news/8390</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202509290163440e8ddab41613d4cc861da1a818082713.jpg' type='image/jpg' length='372236' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI ใหม่ “ข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่” มั่นใจช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร]]></title>
<link>https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/125301</link>
<guid isPermaLink="false">ed65bf1b68239ac19cbba0214cc3cbec</guid>
<pubDate>Fri, 26 Sep 2025 08:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ &ldquo;ข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่&rdquo; เป็นสินค้าข้าว GI ลำดับที่ 24 และลำดับที่ 3 ของ จ.กระบี่ เผยมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ข้าวหุงสุกมีกลิ่นหอมเหมือนหัวเผือก ปัจจุบันสร้างรายได้ให้ชุมชนปีละกว่า 66 ล้านบาท มั่นใจหลังขึ้นทะเบียน GI จะทำให้สินค้าเป็นที่รู้จัก และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรมากขึ้น</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.นุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ ข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่ เป็นสินค้าข้าว GI ลำดับที่ 24 และเป็นสินค้า GI ลำดับ 3 ของ จ.กระบี่ ต่อจากสินค้ากาแฟเมืองกระบี่ และทุเรียนทะเลหอย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไปก่อนหน้านี้ โดยมั่นใจว่าการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่ คือ ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวซ้อมมือ ที่แปรรูปมาจากข้าวเปลือกพันธุ์หอมหัวบอน ซึ่งเป็นข้าวไร่พื้นเมืองดั้งเดิมของ จ.กระบี่ โดยข้าวกล้องจะมีสีน้ำตาลแดง ส่วนข้าวซ้อมมือจะมีสีขาวขุ่นปนน้ำตาลแดง รูปร่างเรียว ปลูกและแปรรูปในเขตพื้นที่ จ.กระบี่ ซึ่งมีสภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ ปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดมากถึงด่างเล็กน้อย<br />
ทั้งนี้ เนื่องจากข้าวหอมหัวบอน เป็นข้าวที่มีพันธุกรรมตอบสนองเฉพาะดิน ทำให้ข้าวมีความหอมและทนทานต่อโรค อีกทั้ง จ.กระบี่มีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีฝนตกชุกตลอดปี ด้วยลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศดังกล่าว ทำให้ จ.กระบี่เหมาะกับการปลูกและเจริญเติบโตของข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่ และส่งผลให้ข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่ มีคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เมื่อหุงสุกข้าวจะนุ่มและมีกลิ่นหอมเหมือน &ldquo;เผือก&rdquo; หรือ &ldquo;บอน&rdquo; ในภาษาใต้ จึงเป็นที่มาของชื่อ หอมหัวบอน หรือหัวบอน หรือหอมบอน<br />
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการปลูกข้าวใน จ.กระบี่ จะลดน้อยลง แต่ข้าวไร่หอมหัวบอนยังคงเป็นที่นิยมปลูก เนื่องจากเป็นที่นิยมจากผู้บริโภคในพื้นที่และต่างจังหวัด อีกทั้งยังได้รับการรับรองพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าวในปี 2567 ยิ่งทำให้ข้าวไร่หอมหัวบอน มีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มมากขึ้น การปลูกข้าวไร่หอมหัวบอน จึงมีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 66 ล้านบาทต่อปี<br />
ปัจจุบันไทยมีสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด และยังมีการเดินหน้าผลักดันให้สินค้าเกษตร สินค้าชุมชน และสินค้าท้องถิ่น มีการขึ้นทะเบียน GI อย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการบริโภคสินค้า GI ไทย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.commercenewsagency.com/news/8381">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 0; position: relative; padding-bottom: 52.5%; padding-top: 120px;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/fn3dxaNs?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nakhonsithammarat.moc.go.th/th/file/get/file/202509266ddacc1e4520654c6a0260f909b4ffa3082457.jpg' type='image/jpg' length='633687' />
</item>
</channel>
</rss>
